|
||||||||||||||
|
ขาดดุลการค้าต่อเนื่อง
ความน่ากังวลเศรษฐกิจไทย
ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย Bizweek กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 เมษายน 2548 น้ำมันแพง ภัยแล้ง ความไม่สงบในภาคใต้ ปัจจัยบั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศไทย นี่คือคำกล่าวในปัจจุบันที่เราทุกคนได้รับข่าวสารตั้งแต่ต้นปี 2548 ซึ่งก็เปรียบเสมือนว่าข่าวร้าย ที่กระหน่ำซ้ำเติมประเทศไทย ในช่วงไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา ท่ามกลางปัจจัยลบเหล่านี้หลายคนยังเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยน่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง เนื่องจากงบประมาณเมกะโปรเจ็กที่จะลงมากระตุ้นภาวะเศรษฐกิจของประเทศ แต่ล่าสุด "ข่าวร้าย" ก็มาเยือนคนไทยทั้งประเทศอีกครั้ง กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยตัวเลขการส่งออกเดือนมีนาคมและไตรมาสแรกของปี 2548 ว่ายอดการส่งออกสินค้าในเดือนมีนาคมมีมูลค่าทั้งสิ้น 9,576.4 ล้านดอลลาร์ (โดยมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์) หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 20.3% ทำให้ยอดการส่งออกในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่าทั้งสิ้น 25,198.1 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 12.4% เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกในช่วง 3 เดือนแรกของปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่า 22,409.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการนำเข้าสินค้าในเดือนมีนาคมมีมูลค่าทั้งสิ้น 10,673.3 ล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 29.8% ทำให้การนำเข้าในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2548 มีมูลค่าทั้งสิ้น 28,161.1 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 28.6% เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกในช่วง 3 เดือนแรกของปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่า 21,904.1 ล้านดอลลาร์ จากตัวเลขการส่งออกและการนำเข้าสินค้าดังกล่าวทำให้ดุลการค้าในช่วงเดือนมีนาคมขาดดุลประมาณ 1,096.9 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขาดดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ส่งผลให้ดุลการค้าในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2548 ขาดดุลคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2,962.9 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับดุลการค้าในช่วง 3 เดือนแรกของปีที่ผ่านมาที่เกินดุลการค้าประมาณ 505.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะสังเกตได้ว่าเพียงแค่ 3 เดือนแรกของปีไทยขาดดลการค้าเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีมูลค่าใกล้เคียงกับการขาดดุลการค้าทั้งปี 2548 ที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการไว้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2548 คาดว่าจะขยายตัว 5.5-6.5% ต่อปี และดุลการค้ามีแนวโน้มขาดดุลประมาณ 3,200 ล้านดอลลาร์ จากที่เกินดุล 1,700 ล้านดอลลาร์ ในปี 2547 เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการส่งออก และประเทศเริ่มเสียเปรียบด้านราคาสินค้าส่งออกโดยเปรียบเทียบกับราคาสินค้านำเข้า (Term of trade) ดังนั้นหากรัฐบาลไม่รีบดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า จะทำให้ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขาดสมดุล แนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวรัฐบาลดำเนินการได้ทางใดทางหนึ่ง หรือทั้งสองทาง โดยส่งเสริมให้การส่งออกขยายตัวมากขึ้น และบริหารการนำเข้าให้นำเข้าสินค้าเท่าที่จำเป็น ซึ่งจะทำให้การนำเข้าขยายตัวไม่มากนัก สำหรับการนำเข้า รัฐบาลต้องหาทางผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันประหยัดการใช้น้ำมันและพลังงานอย่างจริงจัง เพราะการนำเข้าส่วนใหญ่ในระยะหลังเป็นการนำเข้าน้ำมัน นอกจากนี้ยังต้องร่วมรณรงค์ให้ประชาชนและภาคเอกชนไทยนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเท่าที่จำเป็น และสนับสนุนการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย สำหรับการขยายตัวของการส่งออก รัฐบาลได้ปรับเป้าหมายการส่งออกเป็น 20% หรือคิดเป็นมูลค่า 117,000 แสนล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 4,000-5,000 ล้านดอลลาร์ จากเป้าหมายเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 13-15% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 112,000-113,000 ล้านดอลลาร์ หากเราสามารถเพิ่มเป้าหมายการส่งออกได้ตามเป้าหมายใหม่ จะทำให้เรามีสมดุลการค้าหรือขาดดุลลดน้อยลงได้ โดยรัฐบาลปรับเลขอัตราการขยายตัวสำหรับการส่งออกในตลาดสินค้าส่งออกหลักของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกาปรับเป้าหมายใหม่จาก 5% เพิ่มขึ้นเป็น 10% คิดเป็นมูลค่า 17,068 ล้านดอลลาร์ สหภาพยุโรปปรับเป้าหมายใหม่จาก 12% เพิ่มขึ้นเป็น 14.2% คิดเป็นมูลค่า 15,762.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่น ปรับเป้าหมายใหม่จาก 15% เพิ่มขึ้นเป็น 20% คิดเป็นมูลค่า 16,252 ล้านดอลลาร์ และประเทศในกลุ่มอาเซียนปรับเป้าหมายใหม่จาก 8.9% เพิ่มขึ้นเป็น 18% คิดเป็นมูลค่า 20,594.66 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ 53 ประเทศทั่วโลกและสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) เร่งรัดการส่งออกแต่ละตลาดสินค้าให้ได้ตามเป้าหมายส่งออกปีนี้ที่กำหนดไว้ 20% โดยทูตพาณิชย์ต้องปรับรูปแบบการทำงานใหม่ในเชิงรุกให้คล่องตัวเหมือนภาคเอกชน และกำหนดหัวหน้าทีมรับผิดชอบเป็นรายสินค้าในแต่ละตลาดที่จะผลักดัน ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นเรื่องท้าทายที่ในการที่จะผลักดันให้มูลค่าการส่งออกสินค้าของประเทศขยายตัว 20% เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มที่มีสัญญาณของการชะลอตัวลงโดยเฉพาะสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น อย่างไรก็ตามหลายคนคงมองว่าการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าด้วย 2 วิธีข้างต้น นั้นคงเป็นเรื่องที่ยาก ผมเองก็คิดเช่นนั้น เพราะวิธีแรกจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก ส่วนวิธีที่ 2 จะประสบความสำเร็จได้ ก็ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลก และความสามารถในการขายของของประเทศไทย รวมทั้งความช่วยเหลือจากภาครัฐบาล ดังนั้นผมเชื่อว่าตอนนี้มันคงถึงเวลาแล้วที่เราคนไทย จะหันมาช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคที่เกิดขึ้น และแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน เพื่อความเป็นชาติไทย และเพื่อก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน
|