หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เอฟทีเอไทย-สหรัฐยังรอได้

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 21 เมษายน 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3681(2881)

ในการเจรจาเอฟทีเอไทย -สหรัฐรอบที่สามที่พัทยาเมื่อเร็วๆ นี้ นางบาร์บารา ไวเซล ผู้แทนเจรจาของสหรัฐยืนยันว่า ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจะเอาออกจากการเจรจาไม่ได้ ด้วยเหตุผลว่าเพื่อดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ สหรัฐยังเป็นศูนย์กลางในการวิจัยและพัฒนาทั้งด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและด้านบันเทิง หากว่าไม่มีการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง สหรัฐก็ไม่อาจจะดึงดูดให้เกิดการวิจัยและพัฒนา (บางกอกโพสต์ 9 เมษายน 2005)

ในขณะเดียวกัน นายนิตย์ พิบูลสงคราม ตัวแทนเจรจาฝ่ายไทยได้เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนทรรศนะในด้านการเปิดเสรีด้านการลงทุนด้านเหมืองแร่ และการคุ้มครองการลงทุนของต่างชาติผ่านระบบอนุญาโตตุลาการในกรณีที่มีความขัดแย้ง โดยที่สหรัฐยอมที่จะเปิดตลาดด้านไก่ต้ม ลิ้นจี่ มังคุด ลำไย มะม่วง เงาะ และสับปะรด

การเปิดเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐนี้ ทางกรรมาธิการต่างประเทศของวุฒิสภา ซึ่งมีวุฒิสมาชิก ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นประธาน และกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีวุฒิสมาชิกนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ เป็นประธานได้แสดงความเห็นคัดค้าน และชี้ถึงข้อเสียเปรียบมากมาย โดยเฉพาะประเด็นที่ประเทศไทยอาจจะต้องแก้ไขกฎหมายอีกหลายฉบับตามมา และบางประเด็นก็อาจจะละเมิดอธิปไตยทางด้านอำนาจตุลาการของไทย เช่น การใช้ระบบอนุญาโตตุลาการมาเป็นผู้ตัดสินความขัดแย้งระหว่างรัฐและบริษัทเอกชนแทนระบบตุลาการ

ระบอบการปกครองทุกระบอบล้วนกำหนดให้อำนาจรัฐเป็นอำนาจสูงสุดในอาณาเขตดินแดนของประเทศทั้งสิ้น

อันที่จริงประเทศไทยเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก ซึ่งต้องดำเนินนโยบายการค้าเสรีตามกรอบกติกาขององค์การการค้าโลกอยู่แล้ว การทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศมหาอำนาจ ซึ่งมีอำนาจต่อรองสูงกว่านั้น มีแต่ประเทศไทยจะเสียเปรียบ สิ่งที่ได้มากับสิ่งที่จะต้องแลกนั้นไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เสมือนกับการเอาทองคำไปแลกเกลือ เช่น ประเด็นข้างต้นในเรื่องการเปิดตลาดผลไม้ซึ่งมีมูลค่าจิ๊บจ๊อย เพื่อแลกกับสูญเสียอำนาจตุลาการ และการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐในเรื่องการคุ้มครองการลงทุน

ในเรื่องการคุ้มครองการลงทุน ประเทศไทยควรจะศึกษาบทเรียนข้อตกลงนาฟต้า หรือข้อตกลงเขตการค้าเสรีของทวีปอเมริกาเหนือ ระหว่างสหรัฐ เม็กซิโก และแคนาดา ซึ่งตีความการคุ้มครองการลงทุน หมายถึงการห้ามการยึดหรือริบกิจการโดยรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม

การยึดหรือริบกิจการโดยรัฐทางตรงนั้นสูญพันธุ์ไปจากโลกนานแล้ว ประเด็นที่เหลืออยู่คือ การริบหรือยึดกิจการโดยรัฐทางอ้อม (indirect expropriation) ในสัญญานาฟต้า ได้เปิดช่องให้ตีความได้อย่างกว้างขวาง เป็นการลิดรอนจำกัดอำนาจของรัฐไม่ให้ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของสาธารณะ เช่น การห้ามการลงทุนในพื้นที่อนุรักษ์ เขตป่าสงวน หรือ อุทยานแห่งชาติ หรือในเขตที่ชุมชนคัดค้าน ก็อาจจะเข้าข่ายการริบหรือยึดกิจการโดยรัฐทางอ้อม

การปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของสาธารณะสามารถถูกตีความได้ว่าเป็นการการริบหรือยึดกิจการโดยรัฐทางอ้อม ซึ่งเอกชนสามารถฟ้องร้องอนุญาโตตุลาการเพื่อเรียกร้องความเสียหายได้อย่างไม่จำกัดจากรัฐได้ เช่น การประเมินความสูญเสียรายได้ในอนาคตข้างหน้า 50-100 ปี แล้วคิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่รัฐต้องชดใช้ ประเทศไทยอาจจะถูกฟ้องล้มละลายเอาได้ง่ายๆ อย่าได้ประมาทเชียวล่ะ

นอกจากนี้ แม้กระทั่งความตั้งใจ หรือการมีแผนจะเข้ามาลงทุน ก็ตีความว่า เป็นการลงทุนแล้ว ถ้าหากว่าถูกกีดกันก็สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐได้ เช่นเดียวกัน

ในด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนางบาร์บารา ไวเซล ผู้แทนเจรจาของสหรัฐยืนยันอย่างเด็ดขาดว่า ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจะเอาออกจากการเจรจาไม่ได้นั้น ถ้าหากว่าประเทศไทยยอมรับไม่ยอมเอาประเด็นนี้ออกจากการเจรจา ผลเสียหายที่จะตามมาต่อผลประโยชน์ของประเทศ ต่อเกษตรกร และผู้ป่วยจะมีอย่างมหาศาลและต้องกลายเป็นลูกไล่ตลอดกาล โดยที่สหรัฐเรียกร้องดังนี้

1.ให้ขยายการคุ้มครองลิขสิทธิ์จากปัจจุบัน 50 ปี หลังจากเจ้าของผลงานเสียชีวิต เป็น 70 ปี

2.ให้ขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรให้ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตทุกประเภท ทั้งพืช สัตว์ และจุลินทรีย์

3.ให้ประเทศคู่เจรจาเป็นเข้าภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991)

4.การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าให้รวมถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น กลิ่น สี เสียง

5.ให้เข้าร่วมในสนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือทางสิทธิบัตร (patent co-operation treaty-PCT) ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานสิทธิบัตรของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้รับคำขอจดสิทธิบัตร ตรวจสอบ และอนุมัติ โดยมีผลบังคับในประเทศที่กำลังพัฒนาได้เลย ไม่ต้องมาขอจดใหม่อีกครั้งหนึ่ง

รายละเอียดของข้อตกลงนี้ยังมีอีกมากมาย แต่เฉพาะ 5 ข้อนี้ ประเทศกำลังพัฒนาก็ต้องเป็นลูกไล่จ่ายค่าหัวคิวไปแทบจะตลอดชาติแล้ว เพราะว่าร้อยละ 97 ของเจ้าของสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ ล้วนคือประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งสิ้น

ปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา มิใช่อยู่ที่จ่าย หรือไม่จ่าย คุ้มครองหรือไม่คุ้มครอง แต่ประเด็นที่แท้คือ "ความยุติธรรม และเงื่อนไขที่เหมาะสมเป็นธรรม ไม่ผูกขาดค้ากำไรเกินควร"

ประเด็นการคุ้มครองลิขสิทธิ์ จาก 50 ปีหลังเจ้าของผลงานเสียชีวิต ก็ถือว่านานเกินไปแล้ว แต่ยังขยายเป็น 70 ปีอีก ซึ่งเป็นการผูกขาดความรู้ กีดกันการถ่ายเทวิทยาการ และวัฒนธรรม ทำให้เกิดการผูกขาดการค้าและการค้ากำไรเกินควร ทำให้เกิดช่องว่างและความแตกต่างในโลก ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ และสงครามในที่สุด

ในเรื่องสิทธิบัตรยาก็ต้องการให้ขยายเวลาการคุ้มครองออกไปอีก 5 ปี จาก 20 ปีในกรณีที่การขอจดได้รับอนุมัติช้า นอกจากนี้ยังไม่มีบทลงโทษการนำสูตรยาเก่ามาผสมแล้วจดเป็นยาใหม่ โดยไม่ได้วิจัยค้นคว้าขึ้นใหม่ ก็จะได้รับการคุ้มครองต่ออีก 20 ปี ทำให้เกิดการผูกขาดยา และราคายาแพงไปตลอด และทำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถพึ่งตนเองได้

การคุ้มครองสิทธิบัตรให้ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตทุกประเภท ทั้งพืช สัตว์ และจุลินทรีย์นั้น ไม่มีการระบุถึงแหล่งที่มาของพันธุ์พืช และจุลินทรีย์ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในป่าเขตร้อนในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งประเทศเจ้าของแหล่งที่มาควรจะต้องได้รับส่วนแบ่งจากค่าสิทธิบัตรอย่างเท่าเทียมกับผู้จดสิทธิบัตรนั้นด้วยเสมอไป มิฉะนั้นก็จะเกิดการปล้น หรือขโมยพันธุกรรม หรือพันธุ์พืช เช่น กรณีข้าวหอมมะลิ เปล้าน้อย กวาวเครือ และจุลินทรีย์ อีกหลายพันธุ์ชนิดที่ถูกขโมยไปแล้ว

หากประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ก็จะต้องแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองของไทย และของชุมชน เพราะว่า UPOV 1991คุ้มครองเฉพาะพันธุ์พืชใหม่ แต่ไม่คุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมือง

ถ้าตีความกันแบบชาวบ้านก็คือ การอนุญาตให้ปล้นหรือขโมยพันธุ์พื้นเมืองได้อย่างชอบธรรม

ประเด็นการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าให้รวมถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น กลิ่น สี เสียง ซึ่งต่อไปการหายใจเอาออกซิเจนก็ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรเพราะว่าฝรั่งเป็นผู้ค้นพบสูตรเอช 2 โอ ทุกวันนี้ซีดีเพลงต่างๆ ที่นำไปเปิดทางวิทยุ หรือตามตู้คาราโอเกะก็ต้องจ่ายเงิน ทั้งๆ ที่ค่าลิขสิทธิ์ก็ได้บวกอยู่ในแผ่นแล้ว เรื่องซอฟต์แวร์ก็เช่นเดียวกัน

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์เป็น พ.ร.บ. "โจร" เหมือน UPOV 1991 ที่อนุญาตให้ "ปล้น" ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต่อไปรถแท็กซี่ที่นำมาบริการหากินหารายได้ก็ต้องจ่ายค่า "ลิขสิทธิ์" การออกแบบรถ และค่าสิทธิบัตรของเครื่องยนต์ เช่นเดียวกับเรื่องซีดีเพลงและซอฟต์แวร์ ที่อ้างว่าห้ามนำสินค้าไปทำให้เกิดรายได้

ประเด็นต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรมข้างต้น ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ หรือได้ไม่คุ้มเสีย แต่อาจจะมีกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มจำนวนไม่กี่รายที่ได้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐที่กำลังเจรจากันอยู่ แต่ในภาพรวมของผลประโยชน์ของชาติของแผ่นดิน ของประชาชนส่วนใหญ่แล้ว ได้ไม่คุ้มเสีย และไม่มีความจำเป็นต้องเจรจาต่อในขณะนี้

รัฐบาลควรจะยกเลิกการเจรจา หรือยืดกรอบเวลาออกไปก่อนสัก 5-10 ปีรอให้ประเทศไทยมีความพร้อมมากกว่านี้ ในขณะนี้เราเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก และเปิดเสรีมากพอแล้ว ถ้าเปิดมากไปกว่านี้ ประเทศก็จะไม่มีอะไรเหลือ คนทั้งชาติต้องทำงานมาจ่าย "ส่วย" ที่ถูกต้องตามกฎกติกาของการค้าเสรีในรูปของค่าลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แฟรนไชส์

รวมทั้งค่า "หัวคิว" อื่นๆ เช่น ค่าแรกเข้า หรือค่าธรรมเนียมนำสินค้าเข้าขายในห้างค้าปลีกยักษ์ และศูนย์การค้า ค่าแบ่งรายได้ของพ่อค้า แม่ค้า และเกษตรกรที่นำสินค้าเข้าไปขาย หรือเข้าไปขายอาหารในห้างเหล่านี้

การลงทุนของต่างประเทศ สิ่งที่ประเทศไทยได้คือแรงงาน "ขันนอต" ที่รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในแต่ละเดือน ทำงานจบเดือนก็ยังต้องกู้เงินมาเพื่อเสริมค่าใช้จ่ายที่ค่าแรงไม่พอใช้

ทางวุฒิสภาก็ควรจะยับยั้งเพราะว่าต้องแก้กฎหมายหลายฉบับ รัฐจะละเมิดรัฐธรรมนูญเดินหน้าโดยไม่ผ่านวุฒิสภาไม่ได้

ภาคประชาสังคมก็ต้องร่วมกันคัดค้านและกดดันไม่ให้มีการเจรจาต่อไป รวมทั้งเรียกร้องให้เปิดเผยรายละเอียดทุกข้อ และให้มีการลงประชามติก่อนจะลงนามเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของประเทศ