หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
"สี่ปีข้างหน้า คนจนไม่มีนี่มันเท่ไหมล่ะ"
(คำปราศรัยนายกฯทักษิณ ณ สนามหลวง 4 ก.พ.2548)

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร  มติชนรายวัน วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9902

หัวข้อบทความข้างบนนี้ คือ คำสัญญาที่นายกฯทักษิณให้ไว้กับประชาชนในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มาดูกันสิว่าคำสัญญานี้มีความเป็นไปได้เพียงไร?

ข้อมูลสถิติของปี 2547 แสดงว่าเมืองไทยมีคนจนอยู่ 7.5 ล้านคน หรือร้อยละ 12 ของประชากรทั้งประเทศ

มีงานศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ระดับนำที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติที่แคนเบอรา ประเทศออสเตรเลีย บอกให้เห็นว่า ในช่วงปี พ.ศ.2531-2539 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตสูงนั้น สำหรับทุกๆ 1% ของอัตราการเจริญเติบโตของ GDP จำนวนคนยากจนจะลดลง 0.25 ล้านคน

เราจะเอาตัวเลขนี้มาปรับใช้

ถ้า GDP เติบโตในอัตราปีละ 6% ดังที่นายกฯทักษิณคาดการณ์ไว้สำหรับ 4 ปีข้างหน้า จำนวนคนจนจะลดลงปีละ 0.25 ล้านคูณด้วย 6 เท่ากับ 1.5 ล้านคนต่อปี ดังนั้นภายในเวลา 5 ปี

(นับจากปี 2547 ที่ประมาณการไว้ว่ามีคนจนอยู่ 7.5 ล้านคนบวกกับอีกสี่ปี ภายใต้รัฐบาลทักษิณ 2) จำนวนคนจนจะลดลง 7.5 ล้านคน ภายในปี 2551 นั่นคือคนจนจะหมดไปจากเมืองไทย

จากการคำนวณข้างต้นนี้ ถ้านายกฯทักษิณสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP ได้ปีละ 6% ได้ตลอด 4 ปีข้างหน้า ก็จะสร้างประวัติศาสตร์ได้โดยไม่ต้องทำอะไร

แต่จริงๆ แล้วจะยากกว่านี้

สำหรับประเทศกำลังพัฒนา มีงานศึกษาที่ชี้ต่อไปว่าความเติบโตทางเศรษฐกิจ (economic growth) จะลดระดับความจนได้เร็วในช่วงแรกๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจะทำได้ยากขึ้นๆ ความเติบโตทางเศรษฐกิจ แก้ปัญหาความยากจน โดยสร้างงานและเพิ่มรายได้ แต่จะมีผู้คนจำนวนมาก ที่ไม่อาจหาประโยชน์จากความเติบโตทางเศรษฐกิจแบบง่ายๆ นี้ กล่าวคือ จะหางานทำไม่ได้หรือหางานที่ให้รายได้พอสมพอควรไม่ได้ เนื่องจากพวกเขาเป็นกลุ่มที่ไร้การศึกษาหรือการศึกษาต่ำ หรือขาดทักษะที่นายจ้างต้องการ หรือไม่ก็ขาดเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ทำมาหากิน รวมทั้งขาดสินทรัพย์ เช่นที่ทำกิน

สำหรับคนเหล่านี้ ความเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่ช่วยพวกเขาเท่าไรนัก ดังนั้น จะแก้ปัญหาความยากจน ด้วยความเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังที่ธนาคารโลกเรียกว่าทริคเคิล ดาวน์ (trickle down) ก็จะถึงทางตัน หรือมิฉะนั้นอัตราการลดลงของจำนวนคนจนที่เป็นผลจากความเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะถดถอยลง และนี่ก็พบว่าเกิดในเมืองไทยด้วย

การศึกษาที่มีอยู่ชี้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2545-2547) จำนวนคนจนที่ถูกกำจัดไป จากผลของความเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดลงจากปีละ 0.25 ล้านคน ในช่วงปี พ.ศ. 2531-2540 มาเป็นเพียงปีละ 0.17 ล้านคน

ถ้าเอาตัวเลขสุดท้ายนี้มาประมาณการเหมือนกับข้างบน สำหรับช่วงรัฐบาลทักษิณ 2 จะได้ว่าจำนวนคนจนจะลดลงประมาณ 5 ล้านคน ภายในปลายปี 2551 หมายความว่าเมืองไทยจะยังมีคนจนอยู่อีก 2.5 ล้านคน

และถ้าความเติบโตของ GDP ทำได้ไม่ถึงปีละ 6% ดังที่คาดการณ์ไว้ หรือว่าเมื่อเวลาผ่านไปอัตราที่จำนวนคนจนจะหดหายไป ยิ่งลดต่ำลงไปกว่า 0.17 ล้านคนต่อปี เมืองไทยก็จะมีคนจนมากกว่า 2.5 ล้านคนในปลายปี 2551 นั่นคือเมื่อสิ้นสุดรัฐบาลทักษิณ 2

ธนาคารโลกเชื่อว่าความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นยาแก้ความจนที่ชงัดที่สุด แต่ถึงกระนั้นก็ตามธนาคารโลกก็ยังยอมรับว่า ปัญหาความยากจนในเมืองไทย เริ่มเข้าสู่ระดับที่แก้ยากเสียแล้ว ดังนั้น จึงต้องการนโยบายพิเศษสำหรับกลุ่มคนที่ "จนดักดาน" (เป็นคำที่ใช้โดยข้าราชการบางหน่วยงาน) ซึ่งได้แก่กลุ่มคนเช่น ผู้ไร้การศึกษาหรือมีการศึกษาน้อย ผู้คนที่ไร้ที่ทำกิน เด็กขาดพ่อแม่ ครอบครัวลูกมาก คนแก่ คนพิการ ผู้หญิงที่สามีหนีหายและตัวเองต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ชนกลุ่มน้อยที่ขาดสิทธิต่างๆ คนที่อยู่ห่างไกลปืนเที่ยง ฯลฯ ธนาคารโลกแนะนำให้ใช้นโยบายแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มเป็นพิเศษ แต่ในทางปฏิบัติ นโยบายเช่นที่ว่านี้จะมีปัญหามาก เนื่องเพราะยากที่จะการันตีว่าข้าราชการจะไม่คอร์รัปชัน หรือเล่นพรรคเล่นพวก จนในท้ายที่สุดคนจนจริงๆ กลับไม่ได้ประโยชน์ คนที่ได้จะเป็นคนที่มีฐานะดี หรือเป็นพวกพ้องของข้าราชการที่ดำเนินนโยบายเสียทั้งสิ้น

ณ จุดนี้ต้องยอมรับว่านโยบายคาราวานคนจนของนายกฯทักษิณเข้าท่าอยู่ คือพยายามเข้าถึงคนจน โดยให้พวกเขาออกมาลงทะเบียน เพื่อรู้ปัญหาแล้วแก้ไขไปแบบเฉพาะรายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การหางานทำ หรือเรื่องเป็นหนี้ ฯลฯ แต่นโยบายจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อข้าราชการทำงานแบบตรงไปตรงมา และต่อเนื่องพร้อมทั้งมีการประเมินผลงานอย่างจริงจัง ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่านี่จะเป็นเพียงนโยบายเพื่อหาเสียงหรือเอาจริง

ถึงกระนั้นนายกฯทักษิณก็อาจจะไม่สามารถกำจัดความยากจนจนหมดสิ้น แม้ในประเทศพัฒนาแล้วก็ยังมีคนจนหลงเหลืออยู่ แต่ถ้าหากพยายามจริงๆ แล้วสามารถทำให้จำนวนคนจนที่มีอยู่ลดลงได้มาก ก็นับว่าจะประสบความสำเร็จได้มากโขอยู่

มีจุดอ่อนอยู่หนึ่ง และอุปสรรคอีกหนึ่ง ที่ใคร่ฝากให้พิจารณา

จุดอ่อนคือ เมื่อสัญญาไว้มาก ก็จะต้องสำแดงให้เห็นความสำเร็จตรงนี้ อาจจะนำไปสู่มาตรการลด แลก แจก แถม ในระยะสั้นอย่างอุตลุด ก่อนที่จะประกาศชัยชนะ แต่จะเป็นนโยบายที่ไม่ยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้เป็นไปได้ว่า อาจจะมีความพยายามแสดงตัวเลขสถิติให้ออกมาให้ได้ว่าคนจนหายไปจากเมืองไทยแล้ว การที่สภาพัฒน์เสนอตัวเลขว่า ผลกระทบของสึนามิหักกลบลบกันแล้วจะเพิ่มอัตราความเติบโตของ GDP ของไทยเป็นอุทาหรณ์

หนึ่งอุปสรรคสำคัญ คือ 3 จังหวัดภาคใต้ ข้อมูลสถิติของปี พ.ศ.2543 ชี้ว่า สำหรับ 3 จังหวัดภาคใต้ ที่มีประชากรไทยมุสลิมหนาแน่นนั้น อันที่จริงมีอัตราคนจนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ เกือบสามเท่า และยังสูงกว่าที่อีสาน ซึ่งถือว่าเป็นภาคที่จนที่สุดของประเทศ กล่าวคือสำหรับทั้งประเทศใน พ.ศ.2543 มีคนจนร้อยละ 8 ที่ 3 จังหวัดภาคใต้ร้อยละ 21 และที่อีสานร้อยละ 17

ในอดีต ภาคใต้ไม่ใช่เขตคนจน แต่ในระยะเร็วๆ นี้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะว่าขาดความเอาใจใส่จากรัฐบาลกลาง นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและศึกษาปัญหาความยากจนในไทยที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งเชื่อว่าความยากจนที่เพิ่มขึ้นในระยะเร็วๆ นี้ เป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนของ 3 จังหวัดภาคใต้บางส่วน ไม่แน่ใจว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งของเมืองไทยหรือไม่ ? อีกนัยหนึ่งพวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมและทัดเทียม

ถ้านายกฯทักษิณจะนอนตายตาหลับดังที่ประกาศไว้ที่สนามหลวงเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2548 จะต้องเริ่มแก้ปัญหาความยากจนที่ภาคใต้ก่อน และไม่ใช่ด้วยวิธีแบบแบ่งโซนเพื่อลงโทษ แต่ต้องเกิดจากความเห็นอกเห็นใจที่เกิดจากห้วงลึกของหัวใจจริงๆ

หน้า 6