|
||||||||||||
|
รุมต้าน
พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจพิเศษ
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 มีนาคม 2548 หอการค้าหวั่นเปิดต่างชาติฮุบรายย่อยเบ็ดเสร็จ เอกชนแนะปิดช่องโหว่กฎหมาย ตีกรอบกำหนดระยะเวลา การบริหารพื้นที่ ป้องกันคณะกรรมการอำนาจล้น ภาคเอกชน เสนอแก้ร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ เหตุมีช่องโหว่เปิดโอกาสกลุ่มการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ พร้อมเสนอให้กำหนดระยะเวลาการบริหารพื้นที่ ก่อนยกให้องค์กรท้องถิ่นดำเนินการต่อ ป้องกันคณะกรรมการอำนาจล้น ด้านนักวิชาการชี้ร่างกฎหมายไม่เป็นธรรมเอื้อทุนต่างชาติ ทำลายทุนท้องถิ่น ซ้ำก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากร กรุงเทพธุรกิจ จัดเสวนา "ร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ ใครได้ใครเสีย" โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายรังษี เหลืองวารินกุล ประธานคณะกรรมการผังเมือง และนิคมอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายนิยม ไวยรัชพานิช ประธานคณะกรรมการการค้าชายแดน หอการค้าไทย ดร.เจริญ คัมภีรภาพ รองอธิการบดี ฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยศิลปากร น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา ดร.อรทัย ก๊กผล นักวิชาการผู้ชำนาญการประจำวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้าฯ นายรังษี กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีสิ่งที่หน้าเป็นห่วงอยู่ 3 จุดๆ แรก คือ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการที่จะส่งเสริมให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและสังคม ไม่ใช่มุ่งในตัวรายได้ของเขตเศรษฐกิจพิเศษจนมากเกินไป หมายความว่า หากเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นๆ มุ่งหารายได้มากเกินไป ก็จะเป็นภาระของนักลงทุน ในที่สุดก็ไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุน จุดที่ 2 คือ คณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษควรถอนการบริหารงานออกจากพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่ง ในระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็น 12-15 ปี แล้วโอนการบริหารงานทั้งหมดให้กับองค์กรส่วนท้องถิ่นไปบริหาร ซึ่งจุดนี้ร่างกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ "ตัวอย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เสิ่นเจิ้น ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง เมื่อถึงจุดหนึ่งก็มอบหมายให้องค์กรท้องถิ่นบริหาร เพราะหากคณะกรรมการ ยังบริหารต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด อนาคตเมื่อเขตเศรษฐกิจขยายไปในหลายๆ พื้นที่ องค์กรก็จะมีขอบเขตอำนาจสูงมากเกินไป ซึ่งถือว่าเป็นอันตราย ขณะเดียวกัน ก็เชื่อว่า องค์กรท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการได้ หากกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน" นายรังษี กล่าว หวั่นเปิดช่องการเมืองแทรกแซง สำหรับจุดที่ 3 ซึ่งค่อนข้างมีความสำคัญ คือ ในมาตราที่ 7 วรรคที่ 3 ระบุว่า "ในการประชุมพิจารณาเรื่องใด คณะกรรมการนโยบายจะเชิญรัฐมนตรี หรือปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นเข้าประชุมร่วมในฐานะเป็นกรรมการเป็นครั้งคราวด้วยก็ได้ ในกรณีเช่นนั้นให้รัฐมนตรี หรือปลัดกระทรวงซึ่งได้รับเชิญ และมาประชุม มีฐานะเป็นกรรมการตามวรรคหนึ่ง สำหรับการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญนั้น" นายรังษี กล่าวว่า การกำหนดในกฎหมายข้างต้น ถือเป็นช่องว่างทำให้เกิดการครอบงำจากฝ่ายการเมือง หรืออาจทำให้การกำกับนโยบายไม่มีการถ่วงดุล เนื่องจากโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบไปด้วย นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 4 กระทรวง เลขาธิการสภาพัฒน์ และผู้ทรงคุณวุฒิ 7-10 คน เลขาธิการสำนักงานเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นเลขานุการและกรรมการ ดังนั้น หากให้มีการรับบุคคลที่เกี่ยวข้องจากนอกโครงสร้างนี้มาในฐานะกรรมการอีก เท่ากับว่า เสียงของผู้ทรงคุณวุฒิอาจไม่มีความหมาย "การที่ระบุให้รัฐมนตรี และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมในฐานะกรรมการ จะทำให้เสียงของผู้ทรงคุณวุฒิไร้ความหมายทันที หากมีเรื่องสำคัญๆ ที่ต้องตัดสินใจ อาจจะเป็นช่องให้เกิดการแทรกแซงได้ เรื่องนี้น่าเป็นห่วง" นายรังษี กล่าว น.พ.นิรันดร์ ชี้เอื้อประโยชน์ต่างชาติ น.พ.นิรันดร์ กล่าวว่า การร่างกฎหมายโดยหลักต้องให้ความเป็นธรรมในสังคมทุกฝ่าย แต่กฎหมายฉบับนี้ เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติได้รับผลประโยชน์ ขณะที่ทุนในท้องถิ่นในพื้นที่ที่ถูกจัดตั้งให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ อาจเป็นเพียงผู้ขายที่ดินให้ต่างชาติ เพราะไม่มีความสามารถเพียงพอในการทำกิจกรรมที่มีขนาดใหญ่ "ผมไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เกิดขึ้นมาจากงานวิจัยที่ไม่รอบด้าน ไม่มีการวิจัยว่าท้องถิ่นจะได้รับประโยชน์อย่างไร ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะเสียหาย ขณะที่จากการศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษทั่วโลก พบว่า หลายแห่งไม่ประสบความสำเร็จ เพราะนักการเมืองมีผลประโยชน์ทับซ้อน มีทุจริตคอร์รัปชันสูง เมื่อกลับมามองประเทศไทย เรายังเชื่อว่า ไม่พร้อมที่จะตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ" น.พ.นิรันดร์ กล่าว นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้อำนาจกับฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งนั่งอยู่ในฐานะประธาน โดยเมื่อมองกลับไปถึงความพยายามกำหนดให้นายกรัฐมนตรีหารือกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้ข้อสรุป ให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีก็สอดรับกับโครงสร้างของคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษ ด้วยเช่นกัน หอการค้าหวั่นรายใหญ่ฮุบเบ็ดเสร็จ ด้าน นายนิยม กล่าวว่า ตนเองเป็นผู้ที่ผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มานานหลายปี โดยเมื่อครั้งประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดตาก ครั้งที่ผ่านมา ก็มีมติให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จังหวัดตาก ทำให้ภาคเอกชนรู้สึกยินดี แต่ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมาก และเพิ่งเห็นร่างเมื่อไม่นานมานี้ โดยยอมรับว่าตกใจที่ร่างพ.ร.บ.กำหนดขอบเขตไว้กว้างมาก และเกินความต้องการของคนในพื้นที่ และให้ความสำคัญกับการลงทุนของต่างชาติ เป็นหลัก "รู้สึกเป็นห่วงเหมือนกันว่าผลประโยชน์จะตกกับนักลงทุนต่างชาติ ทั้งๆ ที่ความต้องการของนักลงทุนท้องถิ่น ต้องการเพียงกำจัดอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับการค้า และระบบเศรษฐกิจชายแดนเท่านั้น" นายนิยม กล่าว ดร.เจริญ ระบุว่า เมื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะพบว่า เขียนขึ้นเพื่อรองรับการทำเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคี ที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ไปทำข้อผูกพันไว้กับประเทศต่างๆ ซึ่งจะเห็นว่าร่างดังกล่าวได้เอาข้อเรียกร้องของนักลงทุนในการเจรจาทางการค้าดังกล่าวมาสู่การปฏิบัติเสียก่อน ทั้งๆ ที่ประเด็นการเจรจากับหลายประเทศยังไม่มีข้อยุติ และเป็นการทำกฎหมายหรือปรับปรุงแนวนโยบายไว้ล่วงหน้า เพื่อจะหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224 ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมาตรา 224 ระบุว่า หากมีการทำความตกลงระหว่างประเทศใดๆ ที่มีผลทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมาย จะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ดร.เจริญ กล่าวต่อว่า ที่น่าเป็นห่วงอย่างมากอีกประการ คือ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรในพื้นที่ต่างๆ เพราะประชาชนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น อำนาจอยู่ที่คณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด ด้าน ดร.อรทัย กล่าวสอดคล้องกับ ดร.เจริญ ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้อำนาจกับคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษมากเกินไป และไม่มีการถ่วงดุล หรือตรวจสอบ เปิดโอกาสให้มีการคอร์รัปชันได้ง่าย ขณะเดียวกัน ได้ยับยั้งการพัฒนาขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดย อปท.จะเหลือบทบาทแค่คอยรับเงินรายได้จากเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยไม่สามารถกำหนดนโยบายใดๆ ได้เลย "ในช่วงเริ่มต้นแนวคิดในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ดูเหมือนว่าจะมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่บริเวณชายแดน แต่เมื่อร่างออกมากลับครอบคลุมไปทุกพื้นที่ มีอำนาจในการถมทะเล เวนคืนที่ดิน จัดฝังเมือง โดยไม่จำเป็นต้องฟังเสียงประชาชน เท่ากับเป็นการทำลายสังคมประชาธิปไตยที่เราเพียรสร้างมา ดังนั้น หากเป็นไปได้ทำไมไม่ออกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะพื้นที่ไป โดยดูความเหมาะสมและรอบคอบมากกว่านี้" ดร.อรทัย กล่าว อนึ่ง ปัจจุบัน พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ อยู่ระหว่างการสอบทานของคณะกรรมการกฤษฎีกา รอนำกลับเข้าสู่สภา โดยคาดหมายว่าจุดที่จะถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ นอกจากพื้นที่ในจังหวัดตาก จังหวัดเชียงราย แล้ว ยังมีที่จังหวัดนครนายก จังหวัดภูเก็ต รวมทั้งพื้นที่บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น
|