หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
จากการเมืองเรื่องจำนวน (Politics of Number) สู่การเมืองเรื่องคุณภาพ

โดย ประเวศ วะสี  มติชนรายวัน วันที่ 05 เมษายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9887

การแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองที่จะให้ได้จำนวน ส.ส.มากที่สุดก็จบลงไปแล้วโดยมีพรรคใหญ่ได้ ส.ส.จำนวนถึง 377 คน ก็ว่าแพ้ชนะเด็ดขาดกันไปแล้ว แต่นั่นเป็นเพียงการเมืองเรื่องจำนวนเท่านั้น มันยังมีการเมืองเรื่องคุณภาพอีก

จำนวนมาก ถ้าไม่ดี มันก็เน่าเฟะได้มาก ในทางตรงข้าม ถ้าคุณภาพดี แม้คนเดียวเสียงเดียวก็มีอำนาจมาก เขาเรียกว่าอำนาจของความดี ตัวอย่างเช่น การที่ ส.ว.โสภณ สุภาพงษ์ ซึ่งมีความชำนาญเรื่องน้ำมัน เพราะเคยเป็นผู้จัดการบริษัทบางจากปิโตรเลียมมาก่อน ออกมาบอกว่าในการขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 3 บาท ครั้งล่าสุดมีผู้ได้เงินไป 6,000 ล้านบาท เพราะมีน้ำมันค้างสต๊อค 2,000 ล้านลิตร ถ้าพิสูจน์ว่าเป็นความจริง จะก่อผลสะท้อนอย่างมหาศาลต่อผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งต่อรัฐบาลด้วย

การใช้ข้อมูลที่เป็นความจริง เป็นคุณภาพอย่างหนึ่ง แม้จากคนเดียวเสียงเดียวก็มีอานุภาพมาก ฉะนั้น การเมืองเรื่องคุณภาพจะต้องเน้นการใช้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริงด้วยกันทุกฝ่ายใครพลาดพลั้งอาจจะเป็นจุดตาย ที่คิดว่าคุณทักษิณครองเสียงข้างมากไม่มีใครทำอะไรได้นั้นจึงไม่จริง เพราะเสียงข้างมากถ้าขาดคุณภาพก็อาจเน่าได้ วิธีที่จะทำให้การเมืองขยับไปเป็นการเมืองเรื่องคุณภาพ ทุกฝ่ายจะต้องสนใจการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลหลักฐานที่เป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน นักวิชาการ สื่อมวลชน หรือฝ่ายประชาสังคม อย่าไประย่อหรือหลงติดอยู่กับการเมืองเรื่องจำนวนเท่านั้น

หรืออย่างคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ที่อภิปรายในสภาด้วยท่วงทีสุภาพ ไม่ก้าวร้าว แสดงว่าฝ่ายค้านไม่ใช่จะค้านลูกเดียว สิ่งที่ไม่เห็นด้วยก็มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาล ปรากฏว่าได้รับการชมเชยตรึมไปเลย นี่ก็เป็นการเมืองเรื่องคุณภาพ คุณอภิสิทธิ์ก็ยังมีเสียงในพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถึง 100 เท่าเดิม แต่ได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นการเมืองเรื่องคุณภาพ

สัมมาวาจา นั้นสะท้อนคุณภาพของนักการเมือง

สัมมาวาจาหรือวจีสุจริตตามพุทธพจน์เป็นอันมากในพระไตรปิฎก ประกอบด้วย

(1) จะพูดอะไรต้องเป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง(ถ้าไม่จริงก็ไม่พูด)

(2) พูดเป็นปิยวาจา(ไม่พูดส่อเสียด ดูถูก เหยียดหยาม)

(3) พูดถึงกาลเทศะ(ถ้าไม่ถูกกาลเทศะก็ไม่พูด)

(4) พูดแล้วเกิดประโยชน์(ถ้าไม่เกิดประโยชน์ก็ไม่พูด)

ที่แล้วมาในวงการเมืองยังขาดสัมมาวาจากันอยู่มาก ประชาชนไม่ชอบและเบื่อหน่ายนักการเมืองที่เหะหะ สามหาว ตีฝีปาก พูดเสียดสี พูดเยาะเย้ยถากถาง พูดโดยขาดความเคารพ พูดโดยขาดหลักฐานข้อเท็จจริง ประท้วงถี่ยิบจนเกินงาม เหล่านี้ล้วนเข้าข่ายการขาดสัมมาวาจา ถ้านักการเมืองมีสัมมาวาจา การเมืองก็จะพัฒนาไปสู่คุณภาพ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ทำอะไรดีๆ อยู่หลายอย่างแต่ผู้เขียนเคยกล่าวว่าท่านขาดวาสนาบารมีในทางวาจา เพราะฉะนั้นในสมัยที่ 2 นี้ ระมัดระวังในเรื่องวาจาได้มากก็เป็นคุณ

อะไรเกิดขึ้นกับประธานรัฐสภาเมื่อเร็วๆ นี้ก็เป็นเรื่องที่เห็นๆ กันอยู่ เสียงข้างมากช่วยท่านได้เลย สังคมมีความไวต่อความถูกต้องสูง ความถูกต้องมีความหมายสูงกว่า ความถูกกฎระเบียบโดยรวมหมายถึงการมีจิตใจงาม แน่นอนประธานรัฐสภามีสิทธิออกเสียงลงคะแนนให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล แต่มันไม่งาม การเป็นผู้มีจิตใจงาม ทำให้เกิด "ศรี" ทำให้เกิด "ขวัญ" ในวัฒนธรรมไทยถือเรื่อง "ศรี" เรื่อง "ขวัญ" มาก ดังพิธีบายศรีสู่ขวัญ ถ้ามีผู้อำนาจขาดความถูกต้องแล้วชาวบ้านเขาถือมาก เพราะเป็นการทำลายศรีทำลายขวัญของประเทศ อย่าไปถือว่ามีเงิน และมีอำนาจมากแล้วจะควบคุมสื่อได้ ยิ่งใช้อำนาจมาก ยิ่งควบคุมสื่อมากเท่าไร ยิ่งเกิดผลร้ายเพราะมี "สื่อที่อำนาจควบคุมไม่ได้" นั้นคือสื่อจากปากถึงปากที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า words of mouth มีบุคคลสำคัญบางคนที่สื่อไม่เคยลงว่าท่านไม่ดีอย่างใดเลย แต่ภาพพจน์เสียมากทั้งแผ่นดินก็สื่อจากปากต่อปากนี่แหละ บทความในหนังสือพิมพ์หรือการให้สัมภาษณ์ทางวิทยุหรือโทรทัศน์ ยังปรากฏตัวบุคคลซึ่งต้องรับผิดชอบต่อข้อเขียนหรือคำพูดของตน แต่การสื่อแบบปากต่อปาก ไม่ปรากฏตัวตนคนที่ต้องรับผิดชอบเลย การสื่อกันจากปากต่อปากถึงบุคคลบางคนเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ในทางสังคมถือว่าความเชื่อคือความจริง ถ้าใครที่สังคมเชื่อว่าเป็นคนไม่ดีแล้วเหมือน ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

หลุมดำอันใหญ่หลวงของผู้มีอำนาจคือการใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม

ฉะนั้น เสียงข้างมากจะต้องระมัดระวังตัวอย่างใหญ่หลวง อย่าถลำเข้าไปสู่ความไม่ถูกต้องถ้าสังคมจับได้ว่าท่านไม่ถูกต้องแล้ว เสียงข้างมากช่วยท่านไม่ได้เลย ความถูกต้องจึงเป็นการเมืองเรื่องคุณภาพอีกเรื่องหนึ่ง หรือทั้งหมดทีเดียว

เรื่อง คอร์รัปชั่น ก็เป็นเรื่องคุณภาพที่สังคมจับจ้องอยู่ เมื่อเร็วๆ นี้ท่านนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจะให้มี อี-ออคชั่น หรือการประมูลกันทางอินเตอร์เน็ตจะได้ป้องกันคอร์รัปชั่นได้

"ลมเปลี่ยนทิศ" แห่งไทยรัฐบอกว่า อี-ออคชั่น กันคอร์รัปชั่นไม่ได้เลย เพราะคอร์รัปชั่นมันมีวงจรของมันที่ใหญ่โต จะมาทำเฉพาะส่วนมันไม่ได้ผล เริ่มตั้งแต่คิดโครงการ ว่าทำไมถึงต้องการทำโครงการนี้ สมเหตุสมผลหรือไม่ ใครได้ประโยชน์ ราคาจริงเท่าไหร่ มีใครไปทำให้ราคามันเกินจริงไปมากๆ หรือไม่(เขาทำกันเป็นประจำ!) ใครฮั้วกับใคร ใครสัญญาจะให้ประโยชน์กับใครที่เรียกว่าจ่ายใต้โต๊ะ บางทีจ่ายไปแล้วตั้งแต่ก่อน อี-ออคชั่น แล้วละลุง ดังนี้เป็นต้น

นักวิชาการ สื่อมวลชน ฝ่ายค้าน ประชาคม จะต้องทำการสืบสาวราวเรื่องต่างๆ ให้ครบวงจร มิฉะนั้นจะถูกให้ข้อมูลตัดตอน อำพราง ไม่ให้รู้ความจริง ฝ่ายรัฐบาลก็เช่นเดียวกันต้องมีความจริงใจในการทำอะไรๆ ให้ครบวงจรจึงจะได้ผล และเปิดโอกาสให้ทุกคนทุกฝ่ายเข้าถึงความจริงทั้งหมด การเข้าถึงความจริงทั้งหมดทำให้เกิดความสำเร็จ การเมืองเรื่องคุณภาพจึงมีเรื่องความจริงใจใช้ความจริงทั้งหมดให้คนเข้าร่วม

อย่าใช้การตลาดที่ขาดจากฐานความเป็นจริง การโกหกอาจใช้ได้เป็นบางครั้งและต่อบางคน แต่จะใช้ทุกครั้งต่อทุกคนไม่ได้ ในที่สุดเขาจะจับได้ไล่ทันและขาดความเชื่อถือ(Trust) ความเชื่อถือหรือทรัพย์เป็นทุนอันยิ่งใหญ่

ถ้าขาดไปเสียแล้วย่อมเป็นต้นทุนมหาศาลและทำอะไรให้สำเร็จได้ยาก

การเมืองเรื่องคุณภาพมีมากมายกว่านี้อีกมาก แต่เท่าที่ยกตัวอย่างมาเพียงเล็กน้อย เพื่อให้เห็นว่าการเมืองไม่ได้มีแต่การเมืองเรื่องจำนวนเท่านั้น แต่มีการเมืองเรื่องคุณภาพอีกด้วย ถ้าสนใจเพียงการเมืองเรื่องจำนวนเท่านั้น หายนะจะเกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย และเกิดความรู้สึกว่า "ไม่รู้จะทำอะไร" เพราะคุณทักษิณคุมอำนาจเบ็ดเสร็จหมดแล้ว ประดุจว่า

"ในพาราสาวัตถี ไม่มีใครปรานีใคร

ในพารารัตนโกสินทร์ ทักษิณจะต้องกินประเทศไทย"

อะไรทำนองนั้น

ซึ่งไม่จริง และไม่ดี

เพราะการเมืองเรื่องคุณภาพ ยังมีเรื่องที่ทุกฝ่ายยังทำได้อีกมาก ซึ่งถ้าทำแล้วจะเป็นผลดีแก่ทุกฝ่ายและแก่ประเทศชาติ ในการเมืองเรื่องคุณภาพแม้คนเดียวเสียงเดียวถ้าใช้ความจริงซึ่งมีที่มาที่อ้างอิงพิสูจน์ได้ ก็มีน้ำหนักมากกว่าคนเป็นร้อยๆ เสียง

ฉะนั้น เพื่อส่งเสริมการเมืองเรื่องคุณภาพ ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้คนไทยสามารถวิเคราะห์เจาะลึก นำหลักฐานข้อเท็จจริงมาสู่สาธารณะ และเข้าใจระบบที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนให้ครบวงจร เพื่อป้องกันการ "ฆ่าตัดตอน" ข้อมูล ภาคธุรกิจที่เห็นแก่ความถูกต้องเป็นธรรมควรเข้ามาสนับสนุนการวิเคราะห์เจาะลึกให้มาก และถ้ารัฐบาลมีความจริงใจก็เข้ามาสนับสนุนได้ในทำนองเดียวกัน

คุณทักษิณจะดีหรือเลวและอนาคตจะเป็นอย่างไร ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้บอก แต่ที่แน่ๆ คือ คุณทักษิณคนเดียวสามารถเขย่าคนทั้งประเทศให้ตื่นขึ้นมา จะไปสู้คุณทักษิณในการเมืองเรื่องจำนวนก็สู้ไม่ได้ จะไปสู้เรื่องการใช้ความเห็นก็สู้ไม่ได้

สังคมไทยคุ้นเคยกับการใช้ความเห็น

ต่อไปนี้ทุกฝ่ายต้องใช้ความรู้ข้อมูลหลักฐานกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง ฝ่ายวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน ผู้นำชุมชน

และนี่แหละเป็นการเมืองเรื่องคุณภาพ ซึ่งทุกฝ่ายยังทำได้อีกมาก และถ้าทำแล้วการเมืองก็จะดีขึ้น บ้านเมืองก็จะดีขึ้น

หน้า 6