|
||||||||||||
|
วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่สาม
จะเกิดขึ้นหรือไม่
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 04 เมษายน 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3676 (2876) ราคาน้ำมันดิบได้ถีบตัวสูงขึ้นอีกเมื่อกลางเดือนมีนาคม 2548 และได้ทะลุ 55 เหรียญสหรัฐไปแล้ว หลังจากที่ราคาน้ำมัน ได้ถีบทะยานขึ้นมาตลอดปี 2547 จึงเริ่มมีคำถามว่า การที่ราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 50 เหรียญสหรัฐ เป็นเวลานานกว่า 1 ปีและสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เหมือนกับคราวเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่สอง ซึ่งเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2522 ถึงปี 2529 หรือไม่ หลังจากวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกเมื่อปี 2517 วิกฤตการณ์ครั้งนั้นเกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรวมตัวกันจัดตั้งเป็นองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ Organization of Petroleum Exporting Countries หรือ OPEC ซึ่งรวมกันแล้วเป็นผู้ส่งออกน้ำมันกว่าร้อยละ 90 ของผู้ส่งออกน้ำมันทั่วโลกในขณะนั้น ประเทศกลุ่มโอเปกประสบความสำเร็จในการลดการผลิตและปริมาณการส่งออก ทำให้ราคาน้ำมันทะยานสูงขึ้นตลอดเวลา ทั้งที่การใช้หรือการบริโภคน้ำมันไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติเลย การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมีผลต่อเศรษฐ กิจของโลกหลายอย่าง อย่างแรก ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ อัตราเงินเฟ้อของโลกพุ่งสูงขึ้น จำได้ว่าในปี 2523 ปีที่ป๋าเปรมเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี อัตราเงินเฟ้อของโลกพุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี อัตราเงินเฟ้อของบ้านเราพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 22 ต่อปี สินค้าขึ้นราคาทุกเดือน อย่างที่สอง ประเทศต่างๆ ต้องจ่ายค่าน้ำมันสูงขึ้นในการนำเข้า ทำให้ประเทศต่างๆ ยกเว้นญี่ปุ่น ขาดดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เงินดอลลาร์สหรัฐ จากทุกประเทศไหลไปรวมอยู่ในมือ ของกลุ่มประเทศอาหรับ ซึ่งเป็นประเทศที่ส่งน้ำมันออกมากที่สุดในกลุ่มประเทศโอเปก ทั่วโลกจึงเกิดภาวะขาดแคลนเงินดอลลาร์ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย การขาดแคลนสภาพคล่องที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ทำให้ดอกเบี้ยของเงินดอลลาร์ ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึงกว่าร้อยละ 22 ต่อปี ไทยเราต้องแก้กฎหมายที่มีเพดานดอกเบี้ย อยู่ที่ร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 19 ต่อปี เพื่อกันไม่ให้เงินตราต่างประเทศไหลออกหรือไหลเข้าประเทศไม่ได้ เมื่อกฎหมายเข้าสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลก็ถูกเล่นงานเสียเกือบแย่ อย่างที่สาม เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงทั่วโลก สหภาพแรงงานต่างก็พากันนัดหยุดงาน เรียกร้องค่าแรงเพิ่มขึ้นทุกประเทศทั่วโลก เกือบทุกวันจะมีข่าวการนัดหยุดงานในประเทศตะวันตก อย่างที่สี่ เมื่อดอกเบี้ยสูงขนาดนี้ การลงทุน การดำเนินกิจการต่างๆ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ การลงทุนหยุด กิจการต่างๆ ทนดอกเบี้ยไม่ไหว แถมพนักงานนัดหยุดงานขอเพิ่มค่าแรงขึ้น ก็อยู่ไม่ได้ ต้องล้มละลายปิดกิจการ ต้องลดพนักงานลง ปลดพนักงานออก เกิดการว่างงานทั่วโลก รวมทั้งบ้านเราด้วย อย่างที่ห้า เมื่อกิจการต้องปิดตัวเองลงก็มีผลกระทบไปถึงสถาบันการเงิน ธนาคาร บริษัทเงินทุน ตลาดหุ้นทั่วโลก ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจึงเกิดขึ้นทั่วโลก ค่าเงินสกุลต่างๆ ตกต่ำลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ เงินดอลลาร์แพงขึ้นเพราะทั่วโลกขาดแคลนเงินดอลลาร์ จากการที่เงินดอลลาร์ไหลไปอยู่ในมือของกลุ่มประเทศโอเปกหมด สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นยาวนานถึง 7-8 ปี เมื่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลง ความต้องการสินค้าเกษตรและแร่ธาตุก็ลดลง ราคาสินค้าเกษตรและแร่ธาตุก็ตกต่ำลงอย่างรุนแรง ประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรเป็นหลักอย่างประเทศไทยก็ยิ่งแย่ ต้องประกาศลดค่าเงินบาทลงหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายประกาศลดค่าเงินบาทจาก 23 บาทมาเป็น 27 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ พร้อมกับเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนจากการตรึงค่าเงินไว้กับดอลลาร์สหรัฐมาเป็นตรึงกับตะกร้าเงินโดยไม่เปิดเผยว่า ในตะกร้ามีอะไรบ้าง ถ่วงน้ำหนักอย่างไร ในวันที่ 2 พ.ย. 2527 เหตุการณ์ก็ยังหนักลงไปอีก ย่ำแย่เกือบจะล้มละลาย จนถึงกลางปี 2529 ราคาน้ำมันจึงลดลงอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจึงลดลงอย่างฮวบฮาบ เศรษฐกิจของโลกจึงเริ่มฟื้นตัวในปี 2530 เป็นต้นมา ในระหว่างที่ประเทศต่างๆ ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด มีประเทศเดียวที่ฝ่าวิกฤตการณ์น้ำมันทั้งสองครั้งมาได้อย่างงดงาม คือ ประเทศญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นสามารถปรับตัว ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ตรึงค่าแรงงานพร้อมกับปล่อยให้ค่าเงินเยนแข็งขึ้น ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น โดยไม่มีภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในเวทีการค้าของโลก รถยนต์ญี่ปุ่นตีตลาดทั่วโลกได้ เพราะเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก ประหยัดน้ำมัน เครื่องไฟฟ้าญี่ปุ่น มีประสิทธิภาพในการประหยัดไฟฟ้า วิทยุโทรทัศน์ของญี่ปุ่นเปลี่ยนจากการใช้หลอด มาเป็นการใช้ทรานซิสเตอร์ประหยัดไฟฟ้า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศญี่ปุ่นขายดีเพราะประหยัดไฟ เศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงรุ่งเรืองอยู่ประเทศเดียวที่ไม่ใช่ผู้ส่งออกน้ำมัน ส่วนประเทศอื่นแย่หมด พานจะล้มละลายกันทั้งนั้น ญี่ปุ่นกลายเป็นหัวรถจักรของเศรษฐกิจโลกไป เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำโดยเฉพาะอเมริกา ยุโรป ละตินอเมริกาและเอเชีย ทำให้ความต้องการพลังงานลดลงอย่างฮวบฮาบ ประกอบกับแหล่งน้ำมันอื่นๆ ที่เคยผลิตได้ไม่คุ้มทุน พอราคาน้ำมันแพงขึ้นก็ผลิตได้ เช่น แหล่งน้ำมันในทะเลเหนือ ก๊าซธรรมชาติ เมื่อก่อนต่อท่อขึ้นบกไม่คุ้ม ก็คุ้มทุนขึ้นมา เหมืองถ่านหินที่เคยปิดไปก็เปิดขึ้นมาใหม่ พลังงานทดแทนอย่างอื่น เช่น แก๊สโซฮอล์ที่บราซิลก็เกิดขึ้น น้ำมันจึงล้นตลาด พอน้ำมันล้นตลาด กลุ่มโอเปกก็แตกคอกัน แอบปั๊มน้ำมันขึ้นขาย ไม่รักษาสัญญาต่อกัน ราคาน้ำมันจึงลดลงอย่างฮวบฮาบในปี 2529 ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งนั้นยังไม่มีปัจจัยเรื่องการเก็งกำไรหรือการปั่นราคาจากนักเก็งกำไร เพราะดอกเบี้ยแพง เงินขาดแคลน ประเทศต่างๆ ยังไม่เปิดเสรีทางการเงิน ทีนี้ลองมาดูการขึ้นราคาน้ำมันเที่ยวนี้ มีปัจจัย 3 อย่าง อย่างที่เคยเขียนไว้ในฉบับก่อนคือ ความต้องการพลังงานสูงขึ้นจริง เพราะจีน อินเดีย รัสเซีย รวมทั้งอเมริกาด้วย ปัญหาการตัดกำลังการผลิตของโอเปกไม่มี แต่มีสงครามในอิรัก และตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางด้านการผลิตในกลุ่มประเทศอาหรับ และที่สำคัญคือมีเงินล้นตลาด ดอกเบี้ยต่ำ จึงเป็นโอกาสของนักเก็งกำไรปั่นราคาน้ำมันขึ้นไป คราวที่แล้วราคาน้ำมันถีบตัวขึ้นไปถึง 40 เหรียญดอลลาร์ต่อบาร์เรล เที่ยวนี้ขึ้นไปถึง 57 เหรียญ แต่เมื่อหักค่าเงินที่ต่ำลงเพราะราคาของอื่นๆ แพงขึ้นมามากแล้วในรอบ 25-26 ปี ราคา 57 เหรียญต่อบาร์เรลจึงยังไม่แพง เพราะของอย่างอื่นแพงขึ้นมาหลายเท่าแล้ว ราคาน้ำมันเพิ่งขึ้นมาไม่ถึง 2 เท่า หรือประมาณ 2 เท่าของราคาน้ำมันเมื่อ 2 ปีก่อนคือประมาณ 28 เหรียญต่อบาร์เรล เมื่อเอาราคา 57 เหรียญหารด้วย 2 ก็ตก 28.5 ก็เท่ากับราคาน้ำมันที่ควรจะเป็น ก็ควรจะราคาแถวๆ นี้ ผลของราคาน้ำมันขึ้นมาปีกว่ายังไม่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเลย เพราะกำลังการผลิตของประเทศต่างๆ ยกเว้นจีน ยังเหลืออยู่จากวิกฤตทางการเงินในทวีปเอเชียเมื่อปี 2540 ดอกเบี้ยเริ่มขยับขึ้นบ้างแต่ไม่ใช่เพราะภาวะเงินเฟ้อ หรือเงินไปกระจุกตัวอยู่ที่ประเทศกลุ่มโอเปก แต่อยู่ที่ญี่ปุ่น จีน อินเดีย ระบบการเงินของโลกเสรีขึ้นและเคลื่อนย้ายคล่องตัว ไม่มีปัญหาเรื่องการไหลหมุนเวียนกลับ หรือ "recycling" ของเงินดอลลาร์ ที่ดอกเบี้ยขยับเพราะธนาคารกลางของสหรัฐประกาศขยับดอกเบี้ยของทางการขึ้น เพื่อลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ปัญหาการขาดแคลนสภาพคล่องที่เป็นเงินดอลลาร์ก็ยังไม่เกิด ค่าเงินยูโรและเงินเยนแข็งขึ้น ทำให้ชะลอการขยายตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นลง ชดเชยกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น เงินเฟ้อจึงยังไม่เกิดขึ้น เมื่อเงินเฟ้อยังไม่เกิดขึ้น ความกดดันเรื่องการเพิ่มค่าแรงงานก็ยังไม่เกิดขึ้น เมื่อค่าแรงงานในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นยังไม่เพิ่ม ก็เลยทำให้ต้นทุนการผลิตยังไม่เพิ่มมากนัก ข่าวการนัดหยุดงานในยุโรปและอเมริกาก็ยังไม่ได้ยิน มีการใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ ลองคำนวณดูว่า ถ้าน้ำมันราคาสูงขึ้นไปถึง 80 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเท่ากับราคาที่แท้จริงสูงสุด 40 เหรียญต่อบาร์เรลเมื่อวิกฤตการณ์น้ำมันคราวที่แล้ว เศรษฐกิจของโลกในปี 2548 นี้ก็ยังขยายตัวได้ดี ผลกระทบยังไม่มาก อัตราเงินเฟ้อของโลกก็อาจจะสูงขึ้นกว่าปี 2547 ประมาณ 1.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองซึ่งน้อยมาก เศรษฐกิจของโลกก็ยังขยายตัวประมาณร้อยละ 4.3 ในปี 2548 เมื่อเทียบกับร้อยละ 5.1 ในปี 2547 เศรษฐกิจของจีนซึ่งเป็นหัวรถจักรที่สำคัญของเอเชียและของโลกก็ยังจะขยายตัวในอัตราที่สูงคือประมาณร้อยละ 8-9 ต่อปี และโครงการพลังงานทดแทน เช่น เขื่อนไฟฟ้าจากพลังน้ำ เหมืองถ่านหิน ท่อก๊าซธรรมชาติของจีน รวมทั้งท่อน้ำมันจากรัสเซียและประเทศอื่นๆ ไปจีน ก็จะเสร็จสมบูรณ์ใช้การได้มากขึ้น ขณะนี้เศรษฐกิจของอเมริกาก็เริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่ยังไม่มากและยังไม่มีทีท่าว่าจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อัตราเงินเฟ้อก็ยังต่ำอยู่ ความกดดันเรื่องค่าแรงจึงไม่มี ภาวะดอกเบี้ยในสหรัฐก็สูงขึ้นตามนโยบายแต่ก็ยังไม่มาก ภาวะเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปคงฟื้นตัวช้าลงแต่ไม่ใช่เพราะเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน แต่เป็นเพราะค่าเงินยูโรแพงขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็คงไม่ชะลอตัวลงกว่าเดิม แม้ว่าความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกจะลดลงบ้าง เศรษฐกิจญี่ปุ่นคงขยายตัวในอัตราที่ลดลง ภาวะค่าเงินเยนแข็งขึ้น การส่งออกไปยุโรปและอเมริกาคงถูกกระทบบ้าง แต่การส่งออกจากจีน อินเดียและรัสเซียก็คงจะขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียอื่นๆ ที่มิใช่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน เช่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์และไทย ก็ยังไม่ถูกกระทบกระเทือนมาก แต่ประเทศที่ส่งออกน้ำมัน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน คงจะดีขึ้นมากในปี 2548 ปัญหาก็คือราคาน้ำมันในปีต่อๆ ไปคือปี 2549, 50, 51 จะยังคงขึ้นไปเรื่อยๆ หรือไม่ ความเห็นขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ International Energy Agency หรือ IEA ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงปารีสยังเห็นว่า อาจจะเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันอาจจะขึ้นไปได้อีก เพราะราคาที่ขึ้นมาปีกว่านี้มิใช่เป็นเพราะปัจจัยการเก็งกำไร และการปั่นราคาน้ำมันของพวกกองทุนการเก็งกำไรเท่านั้นเสียแล้ว ราคาน้ำมันที่ขึ้นเพราะความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมากจริงๆ ทั้งในจีนและสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันกำลังการผลิตน้ำมันดิบและโรงกลั่นน้ำมันยังไม่ได้ขยายตัวเท่าที่ควรในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ความสมดุลระหว่างการใช้น้ำมันและการผลิตน้ำมันกำลังเสียไป พอมีข่าวอะไรแปลกๆ ก็จะกระทบราคาน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนมาก และผันผวนไปในทางขึ้นราคา ดังนั้นแม้ว่าขณะนี้การขึ้นราคาของน้ำมันยังไม่ถูกกระทบมาก ทั้งในด้านเงินเฟ้อ ภาวะดอกเบี้ย การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และภาวะการจ้างงานของโลก แต่ก็ต้องเตรียมการเสียแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยมากในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ควรให้ความสนใจ ยุคน้ำมันถูก 28-30 เหรียญต่อบาร์เรลได้หมดไปแล้ว การประหยัดพลังงานก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจอย่างจริงจัง และไม่มีมาตรการประหยัดพลังงานใดที่จะมีผล และมีประสิทธิภาพเท่ากับการลอยตัวราคาน้ำมันทุกประเภทให้สะท้อนความเป็นจริง นโยบายการเงินการคลังควรเตรียมเปลี่ยนเป็นนโยบายการเงินการคลังสำหรับประเทศขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งไม่ควรเหมือน 7-8 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ควรตื่นตระหนก ความรู้สึกผมเกี่ยวกับเรื่องนี้เริ่มเปลี่ยนไป
|