|
||||||||||||||
|
รู้ทัน...วิกฤตน้ำมันรอบ
3
ทางออกเดิมๆบนเงื่อนที่เปลี่ยนไป
มติชนรายวัน วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9882 "วิเคราะห์ได้ว่าราคาน้ำมันจะแพงไปเรื่อยๆ จนมีราคาเกินกว่า 60 เหรียญต่อบาร์เรล จึงจะค่อยชะลอตัวลง จนเข้าสู่สมดุลใหม่ที่ระดับ 80-90 เหรียญต่อบาร์เรล..." หมายเหตุ - ราคาน้ำมันตลาดโลกทะยานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะปีเศษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะจากสาเหตุปริมาณความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้น หรือการก่อการร้ายในตะวันออกกลางแหล่งผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก หรือการเก็งกำไร ก็ตาม อีกด้านในมุมมองของนักพลังงาน ถือว่านี่คือวัฏจักรสู่สมดุลใหม่ของราคาน้ำมัน และถือเป็นการปรับตัวรอบที่ 3 นับแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยปัจจัยที่มีผลต่อการปรับตัวครั้งนี้มีองค์การประกอบหลายประการ รวมถึงสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้น เพื่อเสนอภาพของปรากฏการณ์ "น้ำมันแพง" ทั้งในปัจจุบัน และวิเคราะห์อนาคต บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม(เจจีเอสอีอี) จึงจัดเสวนา "สู่โลกยุกคพลังงาน : วิกฤตที่ 3 บนความ (ไม่) พร้อม" โดยเชิญ ผศ.ดร.จำนง สรพิพัฒน์ นักวิชาการสายพลังงานจีเอสอีอีขึ้นบรรยาย ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี "มติชน" เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงเก็บสาระสำคัญมานำเสนอ พอสังเขป อยากให้สัญญาณเตือนภัยสังคมไทยโดยรวม ไม่ใช่รัฐบาลอย่างเดียว ถึงสถานการณ์ราคน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอยากรวดเร็วใน 2 ปีนี้ ควรจะเป็นภาวะที่ต้องระวัง และจำเป็นต้องตรียมพร้อมรับวิกฤตที่เกิดขึ้น จากการวิเคราะห์ คิดว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ ถ้ามีปัจจัยบางอย่างไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น และเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ต้องพูดถึงวิกฤตพลังงานครั้งที่ 1 และ 2 และเปรียบเทียบกับวิกฤตพลังงานครั้งที่ 3 เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร สังคมควรจะมีการเตรียมพร้อมรับมืออย่างใด วิกฤตพลังงานน้ำมันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองมาก โดยในครั้งแรก เกิดขึ้นหลังสงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอล ที่ประเทศกลุ่มอาหรับต้องการให้บทเรียนกับประเทศตะวันตกที่ให้การสนับสนุนอิสราเอล ด้วยการลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เดือนละ 5% ทำให้ราคาน้ำมันที่เคยเป็นของถูกมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีราคาสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งในยุโรปและอเมริกาเริ่มมีการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงานของตนอย่างจริงจัง มีการสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านพลังงานทดแทนหรือเทคโนโลยีด้านพลังงานใหม่ๆ รวมถึงการเก็บภาษีน้ำมันแพงขึ้น เพื่อนำเงินที่ได้มาพัฒนาระบบขนส่งมวลชน ซึ่งประเทศในตะวันตกต้องใช้เวลาถึง 7 ปีกว่าจะปรับการใช้พลังงานได้ ทำให้วิกฤตน้ำมันคลี่คลาย วิกฤตน้ำมันครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อต้นทศวรรษที่ 80 จากสงรามอิรัก-อิหร่าน โดยนักวิเคราะห์มองว่าในอิรักช่วงนั้น ได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จากอเมริกาให้ต่อสู้กับอิหร่าน สงครามกินระยะวลาหลายปี ทำให้ปริมาณน้ำมันหายไปจากตลาดถึง 50% ราคาน้ำมันก็ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 53 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถ้ามีการปรับอัตราเงินเฟ้อเท่าปัจจุบัน ราคาน้ำมันในช่วงนั้นจะสูงถึงระดับ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จนเกิดภาวะเศรษฐกิจหดตัวทั่วโลก กำลังการซื้อหดตัว การผลิตลดลง ความต้องการใช้น้ำมันก็ลดต่ำลง ในขณะเดียวกันบริษัทน้ำมันรายใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของสหรัฐอเมริกาเริ่มพยายามหาแหล่งน้ำมันใหม่ๆ และได้ค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แหล่งคือ ที่อ่าวเม็กซิโก และทะเลเหนือ ซึ่งปริมาณน้ำมันที่ค้นพบ นอกจากจะช่วยลดวิกฤตพลังงานได้แล้ว ยังส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวต่ำลงเป็นประวัติการณ์ เพราะปริมาณน้ำมันที่ค้นพบมีปริมาณมาก เกินความต้องการของตลาด กลุ่มประเทศอาหรับก็ไม่ได้ลดกำลังการผลิตลง เพราะต้องการเงินไปใช้ในการพัฒนาประเทศ เป็นเหตุให้ราคาน้ำมันในช่วงปี 1990 เป็นต้นมา มีราคาลดลงจนเข้าสู่สมดุลได้อีกครั้ง จะเห็นได้ว่ วิกฤตการณ์น้ำมัน 2 ครั้งแรก สาเหตุสำคัญเกิดจากสงคราม และมักคลี่คลายลงเมื่อสงครามยุติ จนมาเกิดภาวะราคาน้ำมันแพงครั้งที่ 3 ที่ราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมาตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงที่มีสงครามระหว่างสหรัฐ-อิรัก แต่เมื่อสงครามยุติราคาน้ำมันกลับไม่ลดลง แสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้นแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลางเลย หรือมีก็น้อยมาก ซึ่งนักวิเคราะห์ได้มองปรากฏการณ์ดังกล่าวว่ามีสาเหตุมาจากปัจจัยหลัก 6 ประการคือ 1.ดีมานด์และซัพพลาย ซึ่งเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และการฟื้นตัวของสหรัฐ เห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมาทั่วโลกมีอัตราการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น 3% โดยประเทศที่มีการใช้น้ำมันมากที่สุดคือประเทศจีน มีการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้นถึง 18% ตามมาด้วยการบริโภคน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นของอินเดีย และสหรัฐ ในขณะที่อัตราการพบแหล่งน้ำมันใหม่ทั่วโลกมีเพียง 0.3% ต่างกันถึง 10 เท่า ซึ่งนักวิชาการด้านพลังงานวิเคราะห์ว่าปริมาณน้ำมันที่ได้จากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกได้มาถึจุดสูงสุดของกำลังการผลิตแล้ว ไม่สามารถผลิตเพิ่มขึ้นได้ ยกเว้นซาอุดีอาระเบียที่สามารถเพิ่มได้อีกไม่เกิน 10% เท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้ ถ้าจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้จะต้องเจอแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่มาก แต่ในขณะนี้ยังไม่เจอ 2.เงินตราสำรองระหว่างประเทศของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน(โอเปค) มีการปรับเปลี่ยนตะกร้าเงินในการซื้อขายน้ำมัน จากเดิมที่ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นตัวกลางในการซื้อขาย เปลี่ยนเป็นสกุลเงินยูโรมากกว่า 50% เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันรู้สึกว่าราคาน้ำมันถูกนำไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ ประกอบกับไม่สามารถควบคุมรายได้ที่ไปอิงอยู่กับค่าเงินของสหรัฐได้ การที่ค่าเงินสหรัฐมค่าอ่อนกว่าเงินยูโรได้ทำให้การซื้อขายน้ำมันเมื่อเทียบเป็นเงินสกุลดอลลาร์มีราคาเพิ่มสูงขึ้นด้วย 3.กำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันทั่วโลกมีอย่างจำกัด เนื่องจากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันถูก ทำให้โรงกลั่นน้ำมันไม่มีกำไร จึงไม่ได้มีการขยายกำลังการผลิตของโรงกลั่น แม้ต่อมาจะสามารถผลิตน้ำมันดิบได้มากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้เพิ่มมากขึ้นนัก 4.ความต้องการใช้น้ำมันตามฤดูกาล ตามปกติแล้วในช่วงฤดูหนาว ประเทศทางซีกโลกเหนือจะมีความต้องการใช้น้ำมันมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าวสูงขึ้น และลดต่ำลงหลังจากหมดฤดูหนาวแล้ว แต่ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในสหรัฐจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันไม่ลดลง และ 5.ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ การที่สหรัฐยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงในอิรักได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าไปจัดการในอุตสาหกรรมการผลิตและการขายน้ำมันของอิรักได้เต็มที่ ซึ่งแม้จะมีผลต่อกำลังการผลิตน้ำมันรวมของโลกไม่มากนัก แต่ก็กระทบต่อจิตวิทยาในตลาดซื้อขายน้ำมันค่อนข้างรุนแรง ส่งผลต่อเนื่องมาถึงปัจจัยที่ 6 คือ การเก็งกำไรของนักลงทุน ทำให้สถานการณ์น้ำมันยิ่งทวีความผันผวนมากยิ่งขึ้น จึงเห็นได้ว่าการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียวกับวิกฤตการณ์ 2 ครั้งก่อน ที่เกิดจากความอ่อนไหวต่อปัจจัยทางการเมือง และไม่ได้มีสาเหตุหลักมาจากการเก็งกำไรของนักลงทุนเหมือนที่รัฐบาลคาดการณ์ แต่สาเหตุหลักมาจากความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน ส่วนการเก็งกำไรและการเมืองเป็นตัวหนุนให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นมากเท่านั้น ซึ่งฟันธงได้ว่าราคาน้ำมันใน 3 ปีต่อจากนี้จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงแน่นอน ถ้าจะถามว่าแนวโน้มราคาน้ำมันในอีก 4 ปีเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าพิจารณาจากปัจจัยของการค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ พบว่าแม้จะมีการสำรวจแหล่งน้ำมันในพื้นที่ที่สำรวจง่ายไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่พบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ ประกอบกับปัจจัยลบที่ทำให้ราคาน้ำมันแพงต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้า มีมากกว่าปัจจัยบวกที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลง จึงวิเคราะห์ได้ว่าราคาน้ำมันจะแพงไปเรื่อยๆ จนมีราคาเกินกว่า 60 เหรียญต่อบาร์เรล จึงจะค่อยชะลอตัวลง จนเข้าสู่สมดุลใหม่ที่ระดับ 80-90 เหรียญต่อบาร์เรล เมื่อมามองถึงสภาพการใช้พลังงานและปัญหาของไทย จะพบว่าไทยเข้าสู่วิกฤตพลังงาน ระดับ 2 หรือสีเหลือง ซึ่งหมายถึงเริ่มส่อเค้าว่าจะเป็นวิฤต(ระดับ 1.สีเขียว คือปกติ 2.สีเหลือง คือส่อเค้า 3.สีส้ม คือ อันตราย และ 4. สีแดง คือวิกฤต) เพราะพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลิต มีมูลค่าการใช้พลังงานสูงถึง 18% ของจีดีพี หรือมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น 1.4% ต่อจีดีพีที่เพิ่มขึ้น 1% เทียบกับสหรัฐและญี่ปุ่นที่มีการใช้เพียง 0.8% และ 1% ตามลำดับ สังคมไทยจึงควรจะมีการเตรียมพร้อมรองรับตั้งแต่ตอนนี้ เพราะการแก้ปัญหาเรื่องพลังงานต้องใช้เวลานานถึง 3 ปีจึงจะเห็นผล เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการลงทุนระยะยาวทั้งในระดับครัวเรือนและระดับประเทศ รัฐบาลจะต้องมีการลำดับความสำคัญของปัญหาว่าควรจะทำอะไรก่อนหลัง เพราะทันทีที่มีการตัดสินใจผิดพลาด หรือทำ 2 เรื่องพร้อมกันจะกระทบต่อการแก้ปัญหาในส่วนอื่นด้วย เช่น การตรึงราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นการมองสถานการณ์ที่ผิดของรัฐบาล เพราะเข้าใจว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเร็ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับตรงกันข้าม จนมีการใช้เงินไปถึง 70,000 ล้านบาทในการตรึงราคา เงินส่วนนี้สามารถนำมาใช้ในการลงทุนระบบรางได้ถึง 30 กิโลเมตร นอกจากนี้ก็ควรจะมีการสานต่อนโยบายที่ทำอยู่หรือพัฒนาให้มากขึ้น เช่น การประหยัดน้ำมัน หรือการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ในขณะที่ประชาชนเองต้องรับรู้สภาพปัญหาของประเทศ และให้ความร่วมมือกับมาตรการของรัฐบาล เช่น มาตรการประหยัดพลังงาน ซึ่งถ้าประชาชนมีความเข้าใจแล้ว สุดท้ายก็จะช่วยให้การแก้ปัญหาง่ายขึ้น หรือเป็นตัวบีบให้มีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องมากขึ้น หน้า 20
|