|
||||||||||||
|
ภัยพิบัติ...
ดัชนีวัดความอ่อนแอสังคมไทย
คอลัมน์ I tell you the truth โดย บุญลาภ ภูสุวรรณ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 31 มีนาคม 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3675 (2875) ข่าวปู่เย็น เฒ่าทระนงแห่งลำน้ำเพชรบุรี ข่าววิกฤตภัยแล้ง ข่าววิกฤตน้ำมันแพง ข่าวความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ข่าวรำลึก 100 วันคลื่นยักษ์สึนามิ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นกรณีศึกษา เพราะที่ผ่านมาเราใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ในการแก้ปัญหาทุกๆ ด้าน และสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมเวิร์ก ช็อปซีอีโอข้าราชการทั่วประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า ไม่มีรัฐบาลชุดไหนหาเงินนอกงบประมาณเสริมได้ถึง 1.5 ล้านล้านบาทมาใช้ ช่วงนี้จึงเป็นโอกาส ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันสร้างประวัติศาสตร์ เราจะใช้เงินมหาศาลสร้างประวัติศาสตร์อะไรกันหรือ...ประวัติศาสตร์ไม่ได้สร้างกันแค่ 4 ปี อย่าง 4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง ผู้นำรัฐบาลเคยบอกหลังการเลือกตั้งเสร็จหมาดๆ ว่า การทำงานของรัฐบาลชุดใหม่นี้เราช้าไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว... เราจะไปไหนกันหรือ ดูจะเร่งรีบ ร้อนรน และเร่งรัดที่จะใช้เงิน ใช้ทรัพยากรของประเทศ ให้หมดในพริบตา และนับวันเรายิ่งอ่อนแอมากขึ้นๆ ความอ่อนแอที่ว่าวัดง่ายๆ จากการรับมือกับวิกฤตและภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบัน ประเทศไทยเผชิญหน้าภัย หลากหลายรูปแบบ และปีนี้ต้องเผชิญกับภัยแล้งที่รุนแรงมาก จะใช้น้ำทีไรนึกถึงชาวบ้านในชนบทที่ไม่มีน้ำใช้ ต้องซื้อน้ำ หรือไม่ก็ต้องขนน้ำกันไกลๆ ขณะที่คนกรุงเทพฯและปริมณฑล อาทิ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม มีน้ำใช้อย่างสะดวกสบายมากๆ การแก้ปัญหาในทุกเรื่อง วาระแห่งชาติจะถูกกำหนดต่อเมื่อต้องเผชิญวิกฤตเสียก่อน เหมือนตอนนี้ระดมสรรพกำลังมาแก้ภัยแล้ง ทั้งๆ ที่บันทึกประวัติศาสตร์ของไทยระบุชัดเจนว่าเราเป็นประเทศเกษตรกรรม มีภูมิประเทศที่ได้เปรียบถึงขั้นเป็นครัวของโลกได้ แต่ระบบการบริหารจัดการน้ำสำหรับภาคเกษตรกรรมและภาคประชาชนในชนบทห่างไกลที่จะมีน้ำกินน้ำใช้ ถูกละเลย ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการเป็นหลัก ดีมานด์ความต้องการใช้น้ำพุ่งกระฉูดทุกๆ ปี เพราะนโยบายของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามให้ประเทศไทยก้าวทันโลก ตรงกันข้ามกับระบบนิเวศน์ สภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ผสมผสานกับการบริหารจัดการแบบไร้รากในเรื่องน้ำ การแก้ปัญหาคิดได้แค่ผันน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านมาใช้ ปัญหาความแห้งแล้งจึงแผ่ซ่านไปทุกอณูของประเทศไทยเกือบทุกจังหวัด ยกเว้นกรุงเทพฯและปริมณฑลเท่านั้น ปัญหาภัยแล้งเสมือนสึนามิลูกที่ 2 ความรุนแรงของปัญหาสะท้อนผ่านวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลสั่งการให้หน่วยราชการต่างๆ รวมพลังแก้ภัยแล้ง การทำงานของ ส.ส.เพื่อให้รู้ว่าทำงาน คือ การลงพื้นที่ หอบหิ้วข้าราชการเก็บข้อมูลแก้ภัยแล้ง เก็บกันแล้วเก็บกันเล่า ฤดูแล้งรอบใหม่มาก็ทำอีหรอบเดิมอีก ซ้ำๆ ซากๆ ทั้งๆ ที่มีเกษตรกรอำเภอ เกษตรกรจังหวัด อยู่ทั่วประเทศ รวมถึงเจ้ากระทรวงทำอะไรกันอยู่ เช่นเดียวกับกรณีคลื่นยักษ์สึนามิ ในช่วงธารน้ำใจถาโถม ระดมกันเก็บข้อมูลมากมาย วันนี้ครบ 100 วันสึนามิแล้ว ใครที่สัญญิงสัญญาว่าจะทำโน่นให้นี่ ชาวบ้านตั้งหน้าตั้งตารออยู่ หวังจะมีเครื่องมือทำมาหากิน จัดโซนนิ่งที่อยู่อาศัยใหม่ แต่วันนี้ชาวบ้านเริ่มเลิกหวัง เลิกรอคอย เลิกที่จะเป็นผู้รับ พร้อมกอดคอกันลุกขึ้นสู้โดยไม่รอการช่วยเหลือจากภาครัฐ กรณีสึนามิยังคงเป็นปัญหาที่ค้างคาให้รัฐบาลต้องสะสางอีกมากมาย ที่บอกว่าจะพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการจัดระเบียบใหม่นั้น ดูจะเป็นแค่ลมปาก กลับกลายเป็นว่าบางพื้นที่ ที่ชุมชนอ่อนแอ ปัญหายิ่งทับซ้อนให้เขาอ่อนแอมากยิ่งขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันแพง ประเทศไทยต้องนำ เข้าน้ำมันปีละหลายแสนล้านบาท เฉพาะปี 2547 นำเข้าประมาณกว่า 500,000 ล้านบาท ปัจจุบันโครงสร้างการใช้น้ำมันในโลกเปลี่ยนแปลงไป อนาคตมีแต่จะใช้น้ำมันแพงขึ้นๆ แต่ยังไม่เห็นการส่งสัญญาณจากภาครัฐบาลถึงอนาคตประเทศไทยจะไปทางไหน เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และทิศทางการใช้ทรัพยากรให้สอดรับอนาคต เพราะนอกจากการแข่งขันสูงแล้ว เชื่อว่ายังต้องเผชิญภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบ ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้นึกถึงชีวิต ปู่เย็น เฒ่าทระนงแห่งลำน้ำเพชรบุรี ที่ไม่เบียด เบียนใครแม้แต่ธรรมชาติ ชีวิตที่พออยู่พอกิน ไม่มีสารพิษเจือปนทั้งในร่างกายและจิตใจ จึงเป็นคนจิตใจดี ชีวิตของปู่เย็นจึงยืนยาวอยู่อย่างมีความสุข สะท้อนกลับมาที่ความปรารถนาของผู้นำที่อยากจะให้ประเทศไทยเป็นโน่นจะเป็นนี่ 10 คนก็ 10 ใจ บริหารจัดการจนประเทศป่นปี้ เบียดบังเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติและทำลายทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ จนเราเกือบจะไม่เหลือภูมิคุ้มกันตัวเองกันเลย การรับมือกับภัยพิบัติแทบจะไม่มีในเกือบทุกเรื่อง ต้องทุ่มแรงคน แรงเงินมหาศาล ซึ่งได้แค่เยียวยาเท่านั้น และภัยร้ายเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน คอยบั่นทอนกำลังทรัพยากรของประเทศมีไปเรื่อยๆ เพียงแต่เราไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น ดังนั้นการรับมือกับวิกฤตแต่ละเรื่อง เห็นได้ถึงความอ่อนแอของประเทศ ทั้งนี้ไม่นับรวมธารน้ำใจที่หลั่งไหลไปช่วย นั่นเป็นเรื่องชั่วคราว หมดแล้วหมดกัน แต่กระบวนการจัดการเพื่อการป้องกัน เพื่อการรับมือ มาตรการ วิธีการ แผนปฏิบัติที่จะสร้างความแข็งแกร่ง ภูมิคุ้มกัน ยังไร้วี่แวว ยิ่งคนไทยอ่อนแอมากขึ้นๆ ภัยที่มารุมเร้าจึงเป็นภัยที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเข้มแข็ง ภัยพิบัติจะรุนแรงแค่ไหนก็สามารถรับมือได้ และไม่รุนแรงอย่างที่เราต้องเผชิญอยู่ เราน่าจะถอยหลังมาตั้งหลักทบทวนกันใหม่ว่ายุทธศาสตร์ประเทศที่จะไปสู่โลกที่หนึ่งโดยใช้กลยุทธ์ความแตกต่างนั้น ใช่ core competency ของประเทศไทยจริงๆ หรือ
|