|
||||||||||||||
|
นโยบายสาธารณะว่าด้วยความสุข
คอลัมน์ โค้ชข้างสังเวียน โดย ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 31 มีนาคม 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3675 (2875) ขณะที่นั่งเขียนบทความนี้ ดูเหมือนว่าบรรดาเกจิอาจารย์หรือผู้ที่อยู่ในวงการนักการเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทั้งบรรดาสื่อมวลชนทั่วไป ดูจะแสดงความเป็นห่วงสภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ส่อเค้าว่า มีแนวโน้มที่ชะลอตัวลงจากผลกระทบหลายด้านด้วยกัน รวม ทั้งการขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อผู้เขียนเติมน้ำมันรถครั้งล่าสุด ดูเหมือนว่าราคาน้ำมันเบนซิน 95 พุ่งขึ้นไปร่วม 22 บาทต่อลิตรแล้ว ขณะเดียวกันดูเหมือนว่าในที่สุดรัฐบาลก็อาจจะต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลค่อยๆ ลอยตัวขึ้นเพราะคงแบกรับภาระอุดหนุนตลอดไปไม่ได้ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ฉบับลงวันอังคารที่ 8 มีนาคม หน้าธุรกิจ ได้ตีพิมพ์คำแถลงข่าวของ คุณอำพน กิตติอำพล เลขาธิการ สมช. แสดงความเป็นห่วงว่าการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ตลอดจนภาวะแห้งแล้งที่เราประสบกันอยู่ อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2548 นี้ได้ ความห่วงใยในประเด็นการขยายตัวทางเศรษฐ กิจเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของทุกฝ่ายในสังคมของเรามาช้านาน โดยเฉพาะนักลงทุนภาคเอกชน นักธุรกิจ นักการเงิน การธนาคาร นักการเมือง รวมทั้งนักวางแผนกำหนดนโยบายสาธารณะของประ เทศ ตลอดจนสื่อมวลชนต่างๆ จนดูเหมือนว่ามีการสนใจกันแต่ตัวเลข การขยายตัวทางภาคธุรกิจกันในเชิงปริมาณ ถึงขนาดยึดถือการเพิ่มขึ้นของ GDP เป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จขั้นสุดท้าย ในการพัฒนาประเทศกันเลยทีเดียว ซึ่งก็พอจะมีเหตุผลที่รับฟังได้อยู่บ้างแต่ไม่ใช่ทั้งหมด จริงอยู่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในเชิงปริมาณ หากเกิดขึ้นมาได้อย่างมีเสถียรภาพ ก็เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มรายได้ การมีงานทำของผู้คน รวมทั้งการลดสภาวะความยาก จนข้นแค้นแสนสาหัสของผู้คน (absolute poverty) แต่อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่แท้จริงในขั้นสุดท้ายของการดำเนินนโยบายสาธารณะ (public policy) ควรจะอยู่ที่การเสริมสร้างความอยู่ดีมีสุข ในทุกด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น การเพิ่มขึ้นของผลผลิต หรือรายได้เป็นแค่เพียงวิธีการ (means) วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการเสริมสร้างความอยู่ดีมีสุขเท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมายที่สมบูรณ์ในตัวเอง เมื่อผู้เขียนมีส่วนร่วมในการเตรียมการจัดทำแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) ในราวๆ ปี 2539 ได้พยายามช่วยกันสร้างวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศระยะยาว ที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา เป้าหมายสุดท้ายของการพัฒนาก็คือ สร้างความอยู่ดี-มีสุขของประชาชน ซึ่งปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากการพัฒนา ที่เน้นมิติเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง ซึ่งวิธีคิดแบบแยกส่วน ไม่เอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง และขาดการพัฒนาแบบบูรณาการ ที่เน้นความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม ความพยายามในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ในการพัฒนาประเทศดังกล่าวข้างต้น แม้จะได้ช่วยกันบรรจุลงอย่างเป็นทางการไว้ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 8 ได้ แต่ยังต้องยอมรับว่าการแปลงความคิด ออกสู่ภาคปฏิบัติยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร การปรับเปลี่ยนวิธีคิดของผู้คนในสังคม เป็นสิ่งที่ยากที่สุด และจำเป็นต้องใช้เวลาการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง สมดังที่นิยายจีนกำลังภายในกล่าวว่า "ไม่เห็นโลงศพ ก็ไม่หลั่งน้ำตา" เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่เห็นโลงศพต้องหลั่งน้ำตากันอย่างจะจะเป็นรูปธรรมมากมาย มนุษย์เราในปัจจุบันก็ต่างประสบกับความทุกข์ยากจากการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็น อนิจจังในทุกๆ ด้าน วิกฤตมนุษย์มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่วันที่ 9/11 เมื่อ 2-3 ปีก่อน เป็นกันมาจนถึงล่าสุดก็เกิดวิกฤตสึนามิ มาจนถึงภัยแล้ง โลกร้อน อากาศแปรปรวน นับเป็นวิกฤตยำใหญ่อย่างเป็นบูรณาการกันจริงๆ เมื่อวันก่อนนิตยสาร Time รายสัปดาห์ฉบับลงวันที่ 28 ก.พ.2505 ตีพิมพ์บทความเผยแพร่ผลงานวิจัยที่กระทำกันอย่างเป็นระบบ พิสูจน์ชัดกันในเชิงประจักษ์ ในเรื่องวิทยาศาสตร์ของความสุข (Science of Happiness) ทำให้ได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่มุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลางหลายประการด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประการแรก ได้เรียนรู้ว่าเงินไม่สามารถซื้อความสุขได้ในทุกๆ กรณี ผลงานวิจัยค้นพบว่า ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่น ญี่ปุ่น แม้ในอดีต 50 ปีที่ผ่านมาก้าวหน้าไปมากมาย GDP เพิ่มสูงขึ้นเป็นเส้นกราฟที่สูงชัน แต่เส้นกราฟวัดความอยู่ดี-มีสุขของคนญี่ปุ่นไม่ได้เพิ่มสูงตามขึ้นเลย กลับเป็นเส้นแบนราบ คงที่เหมือนหลังคารถ Lexus ในยุโรปก็เช่นกัน ช่วง 50 ปีที่ผ่านมา GDP ของอังกฤษเพิ่มขึ้นจาก $ 34 พันล้าน เป็น $ 2 หมื่นล้าน แต่ความสุขความพอใจในชีวิตของคนอังกฤษกลับอยู่ในระดับของปี พ.ศ.2513 เท่านั้น ประการที่สอง ได้เรียนรู้ว่า แม้เงินที่เพิ่มขึ้นจะไม่สามารถเพิ่มความสุขได้มากตามขึ้นไปได้ก็จริง แต่ถ้าไม่มีเงิน ความอยู่ดีมีสุขก็เกิดขึ้นไม่ได้ ผลงานวิจัยค้นพบว่า คนที่อยู่ในประเทศที่ยากจนซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่า $ 100,000 ปราศจากความสุขในชีวิต แต่ในประเทศที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวเกินกว่า $100,000 ต่อปี ความสุขกับเงิน จะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว คนมีเงินมิใช่หลักประกันความสุขจากความพอใจในชีวิตได้เสมอไป กลับยิ่งมีความร้อน รน ซึ่งอธิบายได้จากปัจจัยที่นักสังคมศาสตร์เขาเรียกว่า เกิดความวิตกกังวลใจจากการเปรียบเทียบอ้างอิงรายได้กับคนอื่น (reference anxiety) ในประเทศที่มีช่องว่างของรายได้มากๆ คนรวยจะรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว คนจนกว่ารวยตามไม่ทัน ทำให้พวกเขาขาดความสุขจากการเปรียบเทียบ แม้ว่าระดับความเป็นอยู่จะไม่ถึงกับยากจนแสนสาหัสก็ตาม (absolute poverty) ประการที่สาม ได้เรียนรู้จากผลงานวิจัยว่า คน จนก็มีความสุขได้ มีการค้นพบว่า คนอินเดียไร้ที่อยู่อาศัย ที่อยู่กันตามข้างถนนกรุงกัลกัตตา มีความสุขกว่าคนอเมริกัน ใช้ที่อยู่อาศัยอยู่กันตามข้างถนน ในเมืองเฟรสโน่ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันที่ยากจนอยู่กันตามข้างถนนมีความทุกข์ จากการเปรียบเทียบฐานะความเป็นอยู่กับคนที่แตกต่างกับพวกตนราวฟ้ากับดินมากมาย ประการที่สี่ ได้เรียนรู้ผลงานสำรวจทางค่านิยมในโลก (world values survey) ซึ่งอาจเรียกว่า GDP ทางด้านความสุข รวมความได้ว่า ถึงแม้เงินจะไม่สามารถซื้อความสุขในระดับปัจเจกบุคคลได้ก็ตาม ในระดับประเทศ เงินกับความสุข ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปด้วยกันเสมอไป อิทธิพลทางสังคมอื่นๆ อาจ สามารถนำมาชดเชยการขาดแคลนเงิน และก่อให้เกิดความสุขได้ ข้อมูลทางด้านความสุขเปรียบ เทียบกันระหว่างประเทศทั่วโลกแล้ว ปรากฏว่าคนเดนมาร์ก คนสวิส เป็นพวกที่มีความสุขในระดับ 8 จากคะแนนเต็ม ที่ใช้วัดถึงระดับ 10 ชาวญี่ปุ่นมีความสุขแค่ระดับ 6 ที่น่าสนใจก็คือ ฟิลิปปินส์มีระดับคะแนนความสุขสูงกว่าไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่เกาหลีใต้ รวมทั้งไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง ทั้งๆ ที่ฟิลิปปินส์เต็มไปด้วยปัญหาร้อยแปดพันประการ ทั้งปัญหาความยากจน ทุจริตคอร์รัปชั่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุไต้ฝุ่น คนฟิลิปปินส์ 8 คนใน 10 คนที่นักวิจัยไปสำรวจยังมีทัศนคติที่มองโลกในแง่ดีตลอดปี 2548 สำหรับคนฟิลิปปินส์แล้ว ความสุขไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่สังคม พวกเขามีความสุขจากการใช้เวลาอยู่ในกลุ่มคน อยู่ในครอบ ครัว อยู่ในท่ามกลางเพื่อนฝูง อยู่ในชุมชน หรือแม้แต่อยู่ในคนแปลกหน้า หากจะกล่าวโดยรวมๆ จากการเรียนรู้มาทั้ง หมด ผู้เขียนเห็นว่า เรื่องของความสุขนั้น แม้ว่าเราจะคิดว่าเป็นเรื่องสุดแต่ใจจะไขว่คว้าเอา ของแต่ละบุคคลก็ตาม แต่มันก็มีแง่มุมเช่นกัน ในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจแล้วสังคมรัฐบาลควรให้ความสำคัญต่อเป้าหมายการเสริมสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในสังคม นโยบายสาธารณะใดๆ ก็ตาม จะเป็นนโยบายสาธารณะที่ดีไม่ได้ ถ้าไม่มีแนวทางในการเพิ่มความสุข และลดความทุกข์ยากของคนจะต้องเอามนุษย์เป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบาย มนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์สังคม มิตรภาพ ครอบครัว ชุมชน ทำให้คนเรามีความสุข การว่างงาน ก่อให้เกิดความทุกข์ ซึ่งมิใช่แค่ทำให้ขาดรายได้ แต่การว่างงานทำให้ชีวิต ความผูกพันกันในสังคมล่มสลายลง ความสัมพันธ์ระหว่างกันของมนุษย์ไม่ใช่เป็นเพียงวิธีการหรือเครื่องมือที่นำไปสู่เป้าหมาย แต่มันเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์อยู่ในตัวเอง ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคม เราจำเป็นต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นโยบายสาธารณะใดๆ ที่ก่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน จึงเป็นนโยบายสาธารณะที่สำคัญอย่างยิ่งยวด สำคัญกว่าการเพิ่มรายได้ GDP หลายต่อหลายเท่านัก ทั้งนี้ยังรวมถึงนโยบายต่างๆ ในการเสริมสร้างเสถียรภาพความมั่นคงของครอบครัว ชุมชน การอพยพย้ายถิ่นไปหา งานทำต่างถิ่น จะอาจไม่คุ้มค่า ถ้าผลกระทบที่จะมีต่อความสุขในครอบครัวมีมากกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับทางเศรษฐกิจ การกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อขจัดความทุกข์ยากอาจทำได้ง่ายกว่าการเพิ่มความสุข เพราะความทุกข์ยากนั้น เห็นกันได้อย่างจะจะ เป็นการกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหา ความยากจนให้เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญยิ่งของรัฐบาล จึงเป็นนโยบายที่ถูกต้อง นอกจากนี้แนวนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างความสุข ควรรวมไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการปรับปรุง การดำเนินชีวิตในครอบครัว การกำหนดชั่วโมงการทำ งานให้ยืดหยุ่น ให้คนมีเวลาใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวมากขึ้น ที่สำคัญก็คือการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรม ศีลธรรม ไม่ให้เป็นแค่ประเด็นหัวข้อการถ่ายทอดหลักวิชา เพื่อท่องจำ นำไปสอบ หรือแค่อภิปรายกันทางวิชาการ แต่จะต้องสร้างกระบวน การเรียนรู้ ให้เกิดจิตสำนึกในการนำไปปฏิบัติ เพื่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริง ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลควรนำสังคมไป สู่การแสวงหาความสุข มากกว่าการสร้างประสิทธิภาพการแข่งขันกัน ไปสู่การบรรลุเป้าหมายการเร่งรัด อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น
|