|
||||||||||||||
|
ตรวจสอบนโยบายรัฐบาล
ละเลยสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน
โดย อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ มติชนรายวัน วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9882 หมายเหตุ - ผู้เขียนได้รับมอบหมายจากพรรคประชาธิปัตย์ ให้เตรียมอภิปรายนโยบายรัฐบาล ในประเด็นปัญหาสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2548 แต่เนื่องจากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายในห้องประชุมรัฐสภาเสียก่อน จึงไม่มีโอกาสได้อภิปราย อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาเรื่องนี้ ยังมีความสำคัญ และน่าที่สังคมจะได้นำไปถกเถียงกันต่อไป จึงขอนำเสนอในรูปของบทความ ดังต่อไปนี้ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองที่มาจากวิชาชีพสื่อสารมวลชน ได้เฝ้ารอและตั้งความหวังว่ารัฐบาลจะมีนโยบายเกี่ยวกับสื่อมวลชนเป็นการเฉพาะ ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23-25 มีนาคม 2548 ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน นักวิชาการ องค์กรวิชาชีพ และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสื่อ ต่างก็รอดูว่ารัฐบาลนี้จะมีท่าทีหรือจะจัดวางความสัมพันธ์แบบไหนกับสื่อมวลชน จะปฏิบัติต่อสื่อเหมือนกับที่เคยเป็นมาตลอด 4 ปีหรือไม่ แต่น่าเสียดายไม่มีนโยบายด้านสื่อมวลชนปรากฏอยู่ในนโยบายรัฐบาลเลย ถ้าจำกันได้ ในการแสดงสุนทรพจน์ของ ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดฯเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่สอง ได้กล่าวถึงสื่อมวลชนอยู่ด้วย อย่างน้อยก็ 2 ประโยค นายกรัฐมนตรีบอกว่า " ..ผมจะพัฒนาความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนที่เคารพศักดิ์ศรีประเทศและปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ผมจะพยายามเข้าใจสื่อที่ยังต้องตามการพัฒนาให้ทัน " แล้วทำไม นายกรัฐมนตรีถึงไม่เขียนข้อความเหล่านี้ลงไปในนโยบายรัฐบาล เมื่อเป็นเช่นนี้ หลายฝ่ายเริ่มไม่แน่ใจว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะแสดงออกผ่านทางสื่อมวลชนใน 4 ปีข้างหน้า จะได้รับการปกป้อง คุ้มครองตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา นายกรัฐมนตรีได้แสดงความไม่พอใจต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนตลอดมา พยายามชี้ให้สังคมเห็นว่าการทำงานของสื่อมวลชนเป็นไปโดยอคติ ไม่ปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ไม่มีความรู้ และเอาแต่ผลประโยชน์ขององค์กรเป็นใหญ่ บางครั้งถึงกับระบุเจาะจงลงไปว่า หนังสือพิมพ์บางฉบับไม่มีหัวใจของความเป็นคนไทย ต้องยอมรับว่าในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนไม่เพียงแต่จะถูกตำหนิจากนายกรัฐมนตรีตลอดมาเท่านั้น แต่ยังถูกสังคมกล่าวหาอย่างรุนแรงว่าไม่สามารถทำหน้าที่อยู่บนพื้นฐานสำคัญ 2 ประการได้อย่างสมบูรณ์ นั่นก็คือ 1) สื่อมวลชน ไม่สามารถหาข่าวสารข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน มานำเสนอได้ 2) สื่อมวลชน ไม่สามารถวางตัวเป็นกลางในการทำหน้าที่ได้อย่างแท้จริง เพราะอะไร? คำตอบรวบยอด ก็คือ 1) เพราะสื่อมวลชนในประเทศนี้ถูกแทรกแซง ถูกครอบงำ และถูกคุกคาม อย่างรุนแรงที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสื่อมวลชนไทย 2) เพราะถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารได้อย่างเสรีตามกฎหมาย บทรายงานของ ฟรีดอม เฮ้าส์(Freedom House) องค์กรต่างประเทศที่จับตามองสถานการณ์ของสื่อมวลชนใน 192 ประเทศทั่วโลก มานานกว่า 20 ปี รายงานให้เห็นถึงสถานะของเสรีภาพสื่อมวลชนไทยที่อยู่ในภาวะไม่แน่นอนตลอดมา ในปี 2544 และปี 2545 ฟรีดอม เฮ้าส์ จัดให้ประเทศไทยอยู่ในขั้นมีเสรีภาพ หรือ Free แต่ปี 2546 และปี 2547 ทั้งสองปี ประเทศไทยถูกจัดอันดับหล่นไปเป็นประเทศที่มีเสรีภาพเพียงบางส่วน(Partly Free) เพิ่งมาต้นปีนี้เองที่มีแนวโน้มดีขึ้น คือ กลับไปเป็น Free เหมือนเดิม เกิดอะไรขึ้นในปี 2546 กับ 2547 ที่ทำให้เสรีภาพสื่อมวลชนไทยมีปัญหาลุ่มๆ ดอนๆ ในสายตาองค์กรที่ตรวจสอบเรื่องนี้ ในรายงานประจำปีของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก็มีข้อมูลที่ยืนยันถึงความไม่ปกติที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชนทุกปี และมีการตั้งสมญากันทุกปี -ปี 2544 ปีแห่งการแทรกแซงสื่อ-มีการเข้าไปยึดครองและใช้สื่อของรัฐอย่างครึกโครม, เจ้ากี้เจ้าการกำหนดนโยบายและทิศทางการทำงานสื่ออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด -ปี 2545 ปีแห่งการแทรกซึมสื่อ-รุกเข้าไปในธุรกิจสื่อเอกชน, ครอบงำความคิด ปรับเปลี่ยนบทบาทของสื่อ จากผู้ตรวจสอบกลายเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล -ปี 2546 ปีแห่งการกวาดต้อนสื่อ-พยายามจัดระเบียบสื่อ ดึงองค์กรสื่อ ผู้ปฏิบัติงานสื่อมาเป็นพวก ใช้อำนาจกดดันทางธุรกิจทุกทาง -ปี 2547 ปีแห่งการแบ่งแยกสื่อ-ใครเชียร์คือพวก ใครวิพากษ์วิจารณ์คือศัตรู ใครเป็นพวกก็เปิดเวทีสื่อของรัฐให้แสดงบทเผชิญหน้ากับสื่อที่เสนอข่าวด้านลบอย่างเอาจริงเอาจัง ใครเป็นศัตรูก็ถูกลดความน่าเชื่อถือในรูปแบบต่างๆ ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ยังพบว่ารัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งมีอยู่ 3 มาตรา ไม่ได้รับส่งเสริมให้ปฏิบัติอย่างจริงจัง 1) มาตรา 39-เนื้อหาสาระสำคัญคือ "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา การจำกัดเสรีภาพ จะกระทำมิได้ การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุ โทรทัศน์ ทำไม่ได้ การเซ็นเซอร์ข่าว บทความ ทำไม่ได้ ฯลฯ" แต่ปรากฏว่าวันนี้สันติบาลยังมีอำนาจออกคำสั่งเตือนหนังสือพิมพ์ มีอำนาจสั่งปิดหนังสือพิมพ์ หรือเซ็นเซอร์ข่าว เหมือนยุคเผด็จการ โดยอ้างอำนาจความเป็นพนักงานตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 กฎหมายที่รัฐบาลไม่คิดจะยกเลิก ทั้งๆที่มีเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน วันนี้ รัฐบาลตอบได้หรือไม่ว่า จะเอาอย่างไรกับกฎหมายคร่ำครึฉบับนี้ 2) มาตรา 40-เรื่องของคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ที่จะต้องมีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เหล่านั้น เพื่อให้ทรัพยากรของชาติดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างแท้จริง ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีความล่าช้ามาตลอด คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ก็เพิ่งได้เริ่มต้นทำงาน ส่วนคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ(กสช.) ก็ยังไม่รู้จะต้องรอกันอีกนานแค่ไหน รัฐบาลเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีอนาทรร้อนใจอะไรกับความล่าช้าของการมี กสช. ทำให้ข้อเรียกร้องของสังคมที่อยากเห็นการปฏิรูปสื่อให้เสรี ต้องทอดเวลายืดยาวออกไป วันนี้ คนที่ได้ประโยชน์จากการไม่มี กสช.นั้น มีมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากเจ้าของสัมปทานคลื่นวิทยุ หรือสถานีโทรทัศน์รายเดิมแล้ว ยังมีเจ้าของธุรกิจเครือข่ายอินเตอร์เน็ต, ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ที่เห็นช่องโหว่ของกฎหมาย นำเอาคลื่นความถี่ไปพลิกแพลงหาประโยชน์กันมโหฬาร 3) มาตรา 41-รัฐธรรมนูญมาตรานี้มีเนื้อหาสาระคือ ให้ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรวิชาชีพหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ทั้งของเอกชนและของรัฐ มีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ 4 ปีที่ผ่านมา ผู้ปฏิบัติงานสื่อมวลชนทั้งของรัฐและเอกชน ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพตามมาตรานี้เรื่อยมา เช่น กรณีเลิกจ้างนักข่าวไอทีวี 21 คน เมื่อต้นปี 2544 เป็นบาดแผลที่คนวงการสื่อไม่เคยลืม และต้องใช้เวลาต่อสู้ยาวนานถึง 4 ปี กว่าจะได้รับความยุติธรรมที่สมบูรณ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เป็นสื่อมวลชนของรัฐ ที่ถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายบริหาร จนไม่สามารถแสดงบทบาทความเป็นสื่อมวลชนตามหลักการแห่งวิชาชีพได้ รายการวิทยุ หรือโทรทัศน์ของรัฐ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจำนวนมาก ถูกถอดออกจากผังรายการ, นักรายจัดการฝีปากกล้าถูกจำกัดบทบาท, คอลัมนิสต์ เจ้าของกิจการสื่อถูกตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน ฯลฯ ประเด็นปัญหาเหล่านี้ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และองค์กรวิชาชีพสื่อได้ออกมาเรียกร้องให้ทบทวนมาโดยตลอด แต่ก็ไม่มีผลที่จะหยุดยั้งอะไรได้ การครอบงำและแทรกแซงสื่อในปัจจุบัน ยังมีรูปแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้น ที่น่าสนใจคือ 1) มีการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว เข้าไปล้วงลึกข้อมูลและการทำงานในองค์กรสื่อมวลชน ตัวอย่างเช่น การวิ่งเต้นปิดข่าวที่เป็นลบกับตัวเอง, การเข้าไปวิ่งเต้นโยกย้ายนักข่าว หรือผู้ปฏิบัติงานในกอง บ.ก. ที่ไม่เป็นที่ถูกใจ เคยมีกรณีร้ายแรงถึงขั้นบีบจนมีการปลดบรรณาธิการ กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลกมาแล้ว ที่น่าเกลียดมากก็คือ การเข้าไปสอดแนมว่าในกองบรรณาธิการ ใครทำหน้าที่อะไร ใครเข้าเวรเป็น บ.ก.ข่าววันไหน, ใครพาดหัวข่าว, ใครเขียนคอลัมน์อะไร ใช้นามปากกาอะไร รู้หมด จนสร้างความอึดอัดให้กับผู้ปฏิบัติงานข่าวอย่างมาก พฤติกรรมน่ารังเกียจเหล่านี้ใครที่กำลังทำอยู่, รัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีคนไหนที่เคยประพฤติ ต้องเลิก 2) มีการใช้อำนาจทุนเข้ามายึดครองกิจการสื่อ เดิมนายทุนสื่อมวลชนมักเป็นผู้ประกอบวิชาชีพนี้มาต่อเนื่องยาวนาน เข้าใจจิตวิญญาณ บทบาท หน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างลึกซึ้ง แต่ปัจจุบันพบว่าใครๆ ก็เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อได้ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ก็มีสถานีโทรทัศน์ เป็นของตัวเองได้ นายทุนที่ร่ำรวยจากธุรกิจไหนๆ ก็มาเป็นเจ้าของสื่อได้ ทุกวันนี้จึงมีกลุ่มทุนที่โยงใยกับนักการเมือง ตบเท้ากันเข้ามาซื้อหุ้นในธุรกิจสื่อกันคึกคัก ไม่ใช่เพื่อหวังจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจ หากแต่เพื่อหวังจะใช้อำนาจความเป็นหุ้นส่วนบีบบังคับ, บิดเบนทิศการทำงานขององค์กรสื่อเหล่านั้น ให้สนองตอบกับตนเองและฝ่ายการเมืองของตน นอกจากนี้โฆษณาธุรกิจ สินค้า และโฆษณาของหน่วยราชการถูกใช้เป็นเงื่อนไขต่อรองกับการเสนอข่าวบางเรื่อง บางประเด็น จนสื่อมวลชนไม่เป็นตัวของตัวเอง 3) วิชาชีพสื่อมวลชนถูกทำลายอย่างลึกซึ้ง เวลานี้ คนทำงานในองค์กรสื่อที่ถูกแทรกแซงจำนวนมาก จำต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "สุนัขเฝ้าบ้าน" หันไปทำหน้าที่ "นักประชาสัมพันธ์" ให้รัฐบาล ผู้ปฏิบัติงานสื่อจำนวนมากที่เผชิญกับการถูกกดดัน ถูกต่อรองจากผู้มีอำนาจอยู่เรื่อยๆ ในที่สุดคนเหล่านั้นก็กลายเป็นผู้ยอมจำนน เลิกตรวจสอบ เลิกวิพากษ์วิจารณ์ ปฏิบัติงานไปวันๆ ระยะ 2 ปีหลังมานี้ สื่อจำนวนมากต้อง "เซ็นเซอร์ตัวเอง" ทำให้เนื้อหาข่าว บทความ ข้อเขียน หรือความคิดเห็น ที่สื่อในทางลบกับรัฐบาล มีอันต้องถูกลดทอน หรือตัดออกไปโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องให้มีใครมาสั่ง หรือขอร้อง นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์สื่อมวลชนไทย วันนี้ ถึงแม้รัฐบาลจะไม่ได้บรรจุนโยบายด้านสื่อมวลชนไว้ชัดเจน แต่อยากขอคำมั่นสัญญาจากรัฐบาลว่า รัฐบาลจะส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างจริงจัง จะได้หรือไม่ ประกาศได้หรือไม่ว่า "จะต่อต้านการแทรกแซง ครอบงำ และการคุกคามสื่อมวลชนในทุกรูปแบบในทันที" มาถึงเรื่องการถูกกีดกันการเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสาร เรื่องนี้มี 2 ประเด็น ประเด็นแรก เรื่องของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ เป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ต้องการจะให้เป็นหลักประกัน ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ของประชาชนโดยทั่วไป แต่ระยะหลังฝ่ายปฏิบัติกลับทำให้มีปัญหาตลอดมา สมัยรัฐบาล "ทักษิณ 1" เคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ก็ได้ให้สัญญาว่า " จะปรับปรุง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ." แต่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำอะไรกับเรื่องนี้เลย มีหลายประเด็นที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ สนองตอบในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารของประชาชน และสื่อมวลชน ได้ตามเจตนารมณ์ 1.ขอบข่ายของงานเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ต้องเปิดกว้างออกไปมากขึ้น จากข้อมูลข่าวสารราชการ ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ให้ครอบคลุมถึงข้อมูลข่าวสารของหน่วยรัฐทุกหน่วย รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ ด้วย นอกจากนั้นต้องมีสำนักงานดูแลที่เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่อยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารเหมือนปัจจุบัน 2.โครงสร้างของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร ที่มีข้าราชการระดับอธิบดี และปลัดกระทรวงสำคัญๆ เป็นกรรมการ ในทางปฏิบัติแล้ว คนเหล่านี้ไม่มีเวลาพอที่จะมาสนใจกับงานเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ทั้งยังกลับเป็นอุปสรรคที่จะคอยปิดกั้นเสียมากกว่า จำเป็นต้องปรับสัดส่วนตรงนี้ให้เหมาะสม ให้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น และมีกระบวนการสรรหาบุคคลที่มาเป็นกรรมการให้เป็นที่ยอมรับจากหลายๆ ฝ่ายอย่างแท้จริง 3.คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ในสาขาต่างๆ ต้องคัดเลือกคนที่เอาการเอางาน และไม่มองแต่มิติของความมั่นคงและปกป้องความลับ จนสุดท้ายก็เปิดเผยอะไรไม่ได้ 4.กระบวนการเพื่อเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ตามคำอุทธรณ์นั้น ควรจะต้องทำอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่การเก็บดองไว้เป็นเวลานานๆ แล้วค่อยมาตอบในท้ายที่สุดว่าเปิดเผยไม่ได้ ประเด็นที่สอง เรื่องของท่าทีนายกรัฐมนตรี ในการให้ข้อมูลข่าวสาร กับสื่อมวลชน ผู้อาวุโสในวงการสื่อมวลชนท่านหนึ่ง คือ คุณสุทธิชัย หยุ่น ได้สะท้อนถึงปัญหาการทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าวไว้อย่างน่าสนใจ ในหนังสือเนชั่นสุดสัปดาห์ เมื่อเร็วๆ นี้ " .นานเหลือเกินแล้วที่คนไทยไม่ได้เห็นคนข่าวทำหน้าที่ซักถามผู้นำประเทศทั้งหลายทั้งปวงในการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการที่เรียกว่า Press Conference เพื่อแสดงตนให้ประชาชนได้วัดกึ๋น และความกล้าของสื่อเอง ในประเด็นที่พวกเขาเห็นว่าสำคัญต่อความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างแท้จริง คำว่าสัมภาษณ์นายกฯนั้น ความจริงไม่ใช่การสัมภาษณ์ในความหมายของวิชาชีพแต่อย่างไรเลย หากแต่เป็นเพียงการเอ่ยปากถามท่านผู้ใหญ่อย่างสุภาพเรียบร้อยทุกวัน ในลักษณะ "ดักถาม" หรือ Ambush Interview ที่ไม่อาจสนองตอบความต้องการข่าวลึก และกว้างของประชาชนได้อย่างแท้จริง " เรื่องนี้ นักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลจำนวนมากบ่นกันมาตลอดถึงความยากลำบากในการสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี เพราะนายกฯชอบที่จะใช้วิธีการสื่อสารทางเดียว ไม่ชอบการถูกซัก ถูกถาม หรือถูกตั้งประเด็นให้ต้องตอบ วันๆ นักข่าวจึงทำได้แค่เอาสิ่งที่นายกฯอยากพูดไปนำเสนอเท่านั้น นายกฯเลือกที่จะตอบคำถามกับนักข่าวบางคน เลือกที่จะไม่ตอบกับนักข่าวบางคนที่คิดว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือเลือกที่จะไปออกรายการโทรทัศน์บางรายการที่คิดว่าคุมประเด็นได้ ผลที่ตามมาก็คือ สื่อมวลชนไม่สามารถมีบทบาทในการกำหนดวาระของสังคมได้ ขึ้นอยู่กับนายกฯว่าจะกำหนดอย่างไร จะพาความสนใจของคนในสังคมไปในทิศทางไหน สิ่งที่นักข่าวทำเนียบรัฐบาลเรียกร้องในวันนี้คือ ขอให้นายกฯนั่งลงตอบคำถามในรูปแบบของการแถลงข่าว เปิดโอกาสให้ซักให้ถามกันอย่างตรงไปตรงมา ได้หรือไม่ ถ้าทำได้ นั่นก็เท่ากับได้ช่วยยกระดับการทำงานของสื่อมวลชน และเปิดมิติใหม่ของการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการบริหารประเทศ ตรงกับที่เขียนไว้ในนโยบาย หน้า 7
|