หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
 "ดร.โกร่ง" ถอยตั้งหลัก ทำนายเศรษฐกิจโตต่ำกว่า 7%

บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 มีนาคม 2548

หลังจากที่สัญญาณเศรษฐกิจไทย มีความเสี่ยงทางด้าน "ขาลง" มากเพิ่มขึ้น ทำให้ "ดร.โกร่ง" หรือ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับจากบุคคลทั่วไป ถึงกับต้องปรับเปลี่ยนคำทำนายเศรษฐกิจในปีนี้แบบฉับพลันตามข่าวสั้นที่เสนอผ่านจอทีวีของช่อง 9 ในเช้าวันพุธ โดยยอมรับว่าโอกาสที่อัตราการเติบโตจะต่ำกว่า 7% มีมากกว่าอัตราที่จะขยายตัวสูงกว่า 7% ตามที่เคยมีความเชื่อในภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2548 จะยังมีความสดใส เพราะมีปัจจัยกระตุ้นจากการลงทุนในประเทศของภาครัฐและเอกชน รวมทั้งปัจจัยภายนอกจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน อินเดีย และรัสเซีย

ดร.โกร่งยังคงเชื่อมั่นในทฤษฎีฝูงห่านเมื่อ "จ่าฝูง" คือประเทศจีนอยู่ในทิศทางเศรษฐกิจที่ยังเป็นขาขึ้น ที่สามารถคงอัตราเติบโตในระดับปีละ 9-10% ได้อีก 5-10 ปีข้างหน้า โดยไม่เกิดฟองสบู่ รวมทั้งอินเดียและรัสเซีย ก็ยังมีภาวะเศรษฐกิจที่เติบโต จะช่วยกันผลักดันให้เศรษฐกิจในเอเชียเติบโตขึ้น รวมทั้งไทยด้วย แต่การนำเสนอตัวเลขอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจครั้งนี้ ที่ถูกหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจหลายฉบับนำไปพาดหัวเป็นข่าวใหญ่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าเป็นการมองภาพในด้านบวกและดีเกินไป เพราะขณะที่ ดร.โกร่งเชื่อว่าฝูงห่านกำลังบินขึ้นทางทิศเหนือเหมือนความเชื่อเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมานั้น ห่านอีกหลายตัวในฝูงกำลังหันเหเส้นทางมุ่งลงสู่ทิศใต้แล้ว

ดร.โกร่ง เป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับกูรูของไทย ที่มองภาพเศรษฐกิจมหภาคอย่างเป็นวงจร ซึ่งทุกครั้งที่ออกมาพูดทำนายเศรษฐกิจไทย คนส่วนใหญ่จะหยุดฟัง เพราะทำนายเศรษฐกิจในทิศทางที่ถูกต้องแม่นยำโดยเฉพาะช่วงที่ฮือฮามากที่สุด คือความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องลดค่าเงินบาทในช่วงเวลาก่อนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 แต่บังเอิญคำทำนายว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตได้ถึง 7% ในปีนี้ เพราะยังอยู่ในวงจรตามมุมมองทฤษฎีเศรษฐกิจขาขึ้นในช่วงเวลา 10-12 ปีนั้น ไปสวนกระแสกับการรับรู้ดัชนีตัวชี้ทางเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาในช่วง 2 เดือนแรก ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่มีปัจจัยลบ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีมากขึ้นนั่นเอง

ถึงแม้จะเป็นเพราะความเชื่อ ดร.โกร่ง ที่ว่าหากราคาน้ำมันดิบดูไบยังอยู่ในช่วงระดับราคาเฉลี่ย ทั้งปีอยู่ที่ 45-50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และเหตุก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ขยายวงกว้างมากกว่าที่เป็นอยู่ ก็ยังมองไม่เห็นว่าจะมีปัจจัยลบด้านใดที่จะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ ทั้งนี้ สิ่งที่เคยเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจเมื่อปีที่แล้ว เช่น ปัญหาการระบาดของไข้หวัดนก ซึ่งขณะนี้ ยังคงมีการระบาดอยู่ รวมทั้งปัญหาภัยแล้ง และผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิ จะไม่กระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ ในส่วนของปัจจัยเรื่องของผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย จะยังคงประคองสถานการณ์ไปเรื่อยๆ จนถึงปลายปี 2548 เพราะสภาพคล่องที่ล้นธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน

ตรงกันข้ามความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ไทยหลายคนนั้นเชื่อว่าความเป็นไปได้ ที่เศรษฐกิจจะเติบโตแค่ 4.5-5% ต่อปี หรือหากมีปัจจัยความไม่แน่นอนจากภายนอกประเทศมากระหน่ำซ้ำเติมแล้ว เศรษฐกิจไทยก็อาจจะถลำตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 4% ในปีนี้ก็ได้ โดยเฉพาะปัจจัยด้านการส่งออกจะถูกกระทบชัดเจนให้ชะลอตัวลงก่อน หลังจากนั้น การนำเข้าจะลดลงตาม และจะส่งผลต่อภาวะการลงทุนที่รัฐบาลหวังว่าจะโงหัวขึ้นนั้นในที่สุดแล้วการลงทุนก็อาจจะชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเกิดชะลอตัวลงรุนแรง เนื่องจากปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมหาศาลปีละ 6% ของจีดีพี ปัญหาเงินเฟ้อสูงจนธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ เศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาการส่งออกในตลาดสหรัฐถึง 20% ก็ยืนอยู่สูงไม่ได้ต้องชะลอตัวลงตาม

ในขณะที่ ดร.โกร่ง ได้ถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ โดยปรับเปลี่ยนคำทำนายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยแล้ว หรือว่ารัฐบาลโดยรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจจะไม่ถอยกลับและยอมรับความจริงที่ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วง "ขาลง" เนื่องจากปัจจัยความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะยอมรับ และบอกกล่าวความจริงกับประชาชนคนไทย แทนที่จะดันทุรังสวนกระแสผลักดันเป้าส่งออกในปีนี้ให้สูงขึ้นไปถึง 20% รวมทั้งกดดันให้กรมจัดเก็บภาษีต้องหารายได้เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความคาดหวังที่อาจเกินเลยสถานการณ์ที่เป็นจริง หรือที่เรียกกันว่า ทำให้เกิด Over Expectation เพื่อให้ความฝันในเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะต้องเติบโตให้ได้ถึงระดับ 6% ต่อปีเป็นจริงขึ้นมา