|
||||||||||||||
|
วาระแห่งชาติในกรรมการสมานฉันท์
นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 มีนาคม 2548 จากแนวความคิดจัดตั้ง คณะกรรมการอิสระ เพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ สันติสุข และยุติธรรม ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ ในทำนองที่ว่า คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ อาจจะกลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ในการประทับรับรอง ความพยายามในการแก้ไขปัญหา ทำนองเดียวกัน รัฐบาลได้โยนภาระแก้ไขปัญหาภาคใต้มาให้คณะกรรมการอิสระ เพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติเป็นโจทย์ หรือจำเลยร่วมกับรัฐบาล นั่นหมายความว่า หากแก้ไขปัญหาในอนาคตนี้ล้มเหลว ก็ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะล้มเหลวโดยลำพัง เราเชื่อมั่นว่า นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ใช่จะไม่รู้ถึงเรื่องราวสำคัญเหล่านี้ เช่นเดียวกับบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการทั้ง 48 คน ที่ประกอบด้วย ภาคประชาสังคมในพื้นที่และนอกพื้นที่ ภาคการเมือง ภาคราชการ โดยเฉพาะคณะกรรมการจากภาคประชาสังคมนั้นมีองค์ประกอบเป็นกรรมการอิสลามจังหวัด นักวิชาการ นักสันติวิธี ทนายความ ครู พระสงฆ์ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรประชาธิปไตย และนักธุรกิจที่มีบทบาท และน่าเชื่อถือทางด้านสังคม ซึ่งจะทำให้กระบวนสรรค์สร้างสมานฉันท์ และยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี องค์ประกอบของคณะกรรมการมีบุคคลเหมาะสม และมีแนวโน้มว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาจะเป็นไปในทางสันติวิธีมากขึ้น จึงเป็นการส่งสัญญาณไปถึงประชาชนใน 3 จังหวัดภาคใต้ให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะเกิดความสงบสุขขึ้นได้ หน้าที่ของคณะกรรมการมีภารกิจที่ครอบคลุมกว้างขวาง ส่วนอำนาจของคณะกรรมการ แม้ว่าจะไม่มีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหา หากแต่คำสั่งแต่งตั้งได้ระบุถึงอำนาจในขอบเขตที่สามารถกระทำการได้ทันที นับตั้งแต่การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ การเรียกหน่วยงานต่างๆ มาชี้แจง จัดการศึกษาวิจัย จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น การขอความร่วมมือที่จะสื่อสารกับสังคมผ่านสื่อสารมวลชนของรัฐ แต่ยังมีคำถามสำคัญก็คือ ข้อเสนอของคณะกรรมการชุดนี้ จะนำไปสู่การปฏิบัติได้หรือไม่ หรือจะซ้ำรอยกับคณะกรรมการชุดก่อนของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยแต่งตั้ง คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์ จึงควรมีบทบาทเชิงรุกโดยยึดกับภาคประชาสังคม ควรให้น้ำหนักในกิจกรรมรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของประชาชน เพื่อจะได้ข้อมูลที่เป็นจริง ขณะเดียวกัน คณะกรรมการควรมีการรายงานผลการดำเนินงานสม่ำเสมอ เพื่อให้สาธารณชนรับทราบข้อมูล อันจะนำไปสู่การสนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหา และกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลทำตามข้อเสนอแนะได้ทันที โดยไม่บิดพลิ้ว ภารกิจสำคัญเบื้องต้นที่จะสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งประชาชนทั้งประเทศก็คือ คณะกรรมการจะต้องทำให้ความจริงปรากฏโดยเปิดเผยผลสอบสวนกรณีมัสยิดกรือเซะ การสลายชุมนุมที่ตากใบ และการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร คณะกรรมการที่อยู่ในภาคประชาสังคม จะต้องทำให้ความตั้งใจและเจตนาบริสุทธิ์ให้ปรากฏออกมาชัดเจน ตั้งมั่นต่อแนวทางแห่งความสมานฉันท์ ที่สังคมไทยคาดหวังและจับตามอง ความสงบสุขและสันติภาพดูจะสวนทางกับเหตุการณ์ความรุนแรง และการฆ่ารายวันที่ไม่มีทีท่าสิ้นสุด ในขณะที่รัฐบาลทักษิณ 2 ก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายหลัก และยังมีทัศนะในการใช้นโยบายการทหารนำการเมือง บทบาทสำคัญอีกประการของคณะกรรมการ ในการสร้างวาระแห่งความสมานฉันท์ที่จะทำให้ทุกส่วนของสังคมไทย รัฐบาลต้องยอมรับว่า การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา เป็นความล้มเหลวจากการใช้นโยบายการทหารนำการเมือง การใช้ความรุนแรง การประกาศกฎอัยการศึก โดยที่ไม่เรียนรู้การเคารพสิทธิมนุษยชน วัฒนธรรม ศาสนา ของคนในท้องถิ่น การไม่ยอมรับว่าในอดีต การปฏิบัติหน้าที่และพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐยังรังแกประชาชน การปิดกั้นกระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การแบ่งแยกเขาแบ่งแยกเรา จนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่พอใจต่อรัฐ ในขณะที่กลุ่มปฏิบัติการที่ต้องการสร้างสถานการณ์ ได้อาศัยปัจจัยเปราะบางนี้สร้างฐานมวลชน และสร้างความรุนแรงขยายวงต่อเนื่องไป ที่น่าพิจารณาก็คือ รัฐบาลยังใช้ข้ออ้างที่จะดำเนินนโยบายภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี บริหารจัดการแบบซีอีโอ และการเมืองแบบรวมศูนย์ผูกขาด รวมไปถึงนโยบายในการใช้ความรุนแรง การละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งหากรัฐบาลยังดื้อดึงที่จะใช้เสียงส่วนใหญ่จากการได้รับเลือกตั้งมาอ้าง เพื่อบีบคั้นเสียงส่วนน้อยแล้ว กระแสต่อต้านและปฏิเสธรัฐบาลอาจจะมีมากขึ้น เช่นเดียวกับการปฏิเสธความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา เชื้อชาติ รวมไปถึงคนยากจนที่รวมตัวกันปกป้อง ชุมชนและทรัพยากรในท้องถิ่น ก็จะยิ่งทำให้คนเหล่านี้ถูกผลักไปเป็นคนชายขอบ ให้อยู่ในมุมอับ ถูกปิดล้อม แต่ก็พร้อมที่จะออกมาตอบโต้ทุกรูปแบบ เพราะความเป็นชาติรัฐและความสมานฉันท์ของคนในชาติ ไม่ควรเกิดขึ้นจากการบีบบังคับให้สังคม หรือคนในสังคมจะต้องมีทัศนะเหมือนชนชั้นนำในสังคม ชุมชนในแต่ละท้องถิ่น แต่ละภูมิภาค ต่างมีอัตลักษณ์ มีบริบททางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวิถีชีวิตที่เป็นของตนเอง ความสมานฉันท์ของคนในชาติ จึงน่าจะเกิดขึ้นจากการยอมรับ ซึ่งความแตกต่างทางวัฒนธรรม ศาสนา ประเพณี เชื้อชาติ การยอมรับซึ่งสิทธิเสรีภาพที่คนทุกมีส่วนร่วมในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เช่นเดียวกันการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรเริ่มจากการเปิดใจกว้างรับฟังคนในท้องถิ่น ว่า ต้องการกำหนดชะตาชีวิตและชุมชนให้เป็นรูปแบบใด หากเปิดรับฟังปัญหาโดยที่ไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ หรือการนำไปปฏิบัติโดยขาดการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น การแก้ไขปัญหาก็คงจะไม่สามารถเกิดขึ้น นี่คือ หัวใจสำคัญของภาระหน้าที่ของคณะกรรมการอิสระ เพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติในการรังสรรค์สันติธรรม สันติภาพ สันติสุข ให้เกิดขึ้นกับสามจังหวัดชายแดนใต้จงได้
|