หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ชงเดินหน้า "คลองด่าน" เสนอทุ่มอีก 5.6 พันล้าน คพ. รับเสียดายถ้าทิ้ง

มติชนรายวัน วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9882

ปลุกผีโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย "คลองด่าน" อ้างเสียดายงบฯผลาญไปแล้ว 2.3 หมื่นล้าน ผู้เชี่ยวชาญเสนอทุ่มอีก 5.6 พ้นล้านสร้างให้เสร็จ ระบุเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อธิบดีกรมควบคุมมลพิษเผยความจำเป็น ระบุคุณภาพน้ำเจ้าพระยาตอนล่างวิกฤต เตรียมแฟ้มชงให้รัฐบาลชี้ขาด แกนนำกลุ่มต่อต้านแนะ ให้ทำเป็นศูนย์วิจัยสัตว์น้ำแทน

นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ในเวทีนำเสนอผลการศึกษาโครงการกำหนดทางเลือกที่เหมาะสม ในการจัดการกับการก่อสร้าง โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ใช้งบประมาณก่อสร้างไปแล้ว 23,000 ล้านบาท แต่ยังไม่แล้วเสร็จว่า โครงการนี้ใช้งบฯลงทุนไปมหาศาลแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้น่าเสียดาย และ จ.สมุทรปราการ ยังจำเป็นต้องมีระบบบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากขณะนี้คุณภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างค่อนข้างวิกฤตมาก ถ้าไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียก็จะยิ่งเกิดปัญหาเพิ่มขึ้น

นายอภิชัยกล่าวว่า จากการรับฟังความคิดเห็นทางวิชาการและด้านเทคนิคของโครงการ ทำให้มีทางเลือกสำหรับการเดินหน้าโครงการ 5 ทางเลือกหลัก และ 4 ทางเลือกย่อย หลังจากนั้นได้เชิญผู้แทนจาก 4 ภาคประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มเกษตรกรประมง กลุ่มราชการ และกลุ่มชุมชน เพื่อให้คะแนนในทางเลือกทั้ง 9 ทาง หลังการระดมความคิดเห็นในครั้งนี้ คพ.จะสรุปเสนอต่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรี ทส.เพื่อนำเสนอให้รัฐบาลตัดสินใจต่อไป

ดร.แสงสันติ์ พานิช หนึ่งในผู้ศึกษาทางเลือกของโครงการคลองด่าน กล่าวว่า ผลการจัดลำดับความสำคัญของทั้ง 9 ทางเลือกได้ข้อสรุปว่าทางเลือกที่ 2 คือ สร้างของเดิมให้แล้วเสร็จ และเดินระบบโดยไม่มีการปล่อยน้ำทิ้งลงทะเลในช่วงหน้าแล้ง ได้รับการโหวตเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด 14.2% แต่ต้องลงทุนเพิ่ม 5,650 ล้านบาท

"ในทางเลือกที่ 2 แม้จะได้รับคะแนนมากที่สุด แต่หากจะเดินหน้าต่อต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการจากระบบเดิมบางส่วน และปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งเพิ่มเติม โดยเฉพาะจุดปล่อยน้ำเป็น 10 กม.จากชายฝั่ง และต้องเพิ่มระบบส่งน้ำ และระบบเติมน้ำลงชั้นน้ำใต้ดิน จากการประเมินศักยภาพในการเอาน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่ 3 แนวทาง มีความต้องการน้ำในช่วงหน้าแล้งประมาณ 496,000 ลบ.ม.ต่อวัน แบ่งเป็นขายน้ำให้กับบริษัทอิสต์ วอเตอร์ 55,000 ลบ.ม.ต่อวัน นำไปใช้เพื่อการเกษตรและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในฝั่งตะวันออกของสมุทรปราการ 411,000 ลบ.ม.ต่อวัน และเติมน้ำลงในชั้นน้ำบาดาล ในเขต กทม.30,000 ลบ.ม.ต่อวัน โดยวางท่อส่งน้ำไปตามถนนสุขุมสายเก่า แต่การนำน้ำเติมชั้นใต้ดินควรต้องศึกษารายละเอียดเชิงเทคนิค และต้องจัดประชาพิจารณ์ให้ทุกฝ่ายยอมรับก่อน" ดร.แสงสันติ์กล่าว

ดร.สุรพล สายพานิช ผู้นำเสนอผลการศึกษากล่าวว่า จากการสำรวจผลกระทบด้านเทคนิค, วิศวกรรมของโครงการ ที่ก่อสร้างไปแล้วพบว่า มีจุดอ่อนหลายด้าน เริ่มตั้งแต่ความมั่นคงแข็งแรงของระบบรวบรวมน้ำเสียที่สำรวจทั้ง 97 จุด ครอบคลุมโครงข่ายท่อ พบว่าบ่อพักมีการทรุดตัวที่ไม่เท่ากันระหว่างท่อกับบ่อพัก โดยลักษณะการเคลื่อนตัวของท่อใกล้กับบ่อพัก ในระยะ 20 เมตร ทำให้บริเวณรอยต่อระหว่างท่อที่มีการเคลือบด้วยพลาสติคกัดกร่อน มีรอยฉีกขาดทำให้น้ำ และดินโคลนจากข้างนอก รั่วซึมเข้ามาสะสมภายในท่อ ส่วนในระบบบำบัดน้ำเสียก็พบการทรุดและเคลื่อนตัวของคันคอนกรีต โดยเฉพาะในช่วงกลางบ่อมีการเคลื่อนตัวมากสุดประมาณ 0.18 เมตร ในลักษณะโค้งเข้ามาภายในบ่อ จนทำให้เกิดรอยร้าวหลายจุด ซึ่งในอนาคตจะทำให้น้ำในคันคอนกรีตรั่วซึมออกสู่ข้างนอก ทั้งนี้สันนิษฐานว่า การออกแบบก่อสร้างที่ผ่านมาไม่ได้มีการจัดเตรียมป้องกันปัญหาน้ำลอดใต้คันคอนกรีต

"สำหรับการซ่อมแซมค่อนข้างเป็นเรื่องยาก ดังนั้น จึงควรยกเลิกการใช้งานคันคอนกรีตของบ่อบำบัด และสร้างถังเติมอากาศเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแทน อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ยังพบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง พบว่าถ้าไม่มีการสร้างเขื่อนกันคลื่นหน้าโรงบำบัดจะถูกน้ำทะเลกัดเซาะสูงสุด 60 เมตร ในระยะเวลา 20 ปี เฉลี่ยปีละ 15 เมตร แต่หากกรมพาณิชย์นาวี ซึ่งมีแผนทำเขื่อนกั้นคลื่นนอกฝั่งความยาว 200 เมตร ระยะห่าง 50 เมตร และห่างจากฝั่งประมาณ 200-300 เมตร ก็จะลดผลกระทบลดลงเฉลี่ยปีละ 5 เมตร และควรมีการปลูกป่าชายเลนเสริมในบริเวณพื้นที่โครงการด้วย" ดร.สุรพลกล่าว

ดร.แสงสันติ์กล่าวว่า สำหรับผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมของคลองด่านนั้น สรุปว่าปัญหากลิ่นรบกวนเกิดจากบ่อบำบัดขั้นต้น 3 บ่อ และบ่อเก็บกากตะกอน ซึ่งทางแก้คือ ต้องยกเลิกการใช้งานในจุดนี้และใช้ตะแกรงดักขยะชนิดละเอียดแทน ส่วนน้ำเสียที่เปลี่ยนสภาพเป็นกากตะกอนก็ค่อนข้างมีปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนักในระดับที่สูงเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะแคดเมียม โครเมียม สังกะสี ซึ่งทำให้ไม่สามารถนำเอากากตะกอนไปใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรได้ เพราะจะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารพิษ ส่วนผลกระทบจากการปล่อยน้ำทิ้งลงทะเลนอกจากจะกระทบต่ออาชีพประมงชายฝั่งแล้ว การปล่อยน้ำเสีย 500,000 ต่อวัน ในระยะ 3 กม.จากชายฝั่งจะส่งผลให้เกิดการสะสมของมลพิษบริเวณชายฝั่งสูงมาก และยังจะพัดเอาสารพิษกลับมาที่ชายฝั่ง ต.คลองด่าน อีกด้วย

นางดาวัลย์ จันทรหัสดี แกนนำต่อต้านโครงการกล่าวว่า โครงการนี้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนและยังไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำเสียได้ เพราโรงงาน 3,000 แห่ง ใน จ.สมุทรปราการ เป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่มีน้ำเสียเป็นกากโลหะหนักและสารพิษ ขณะที่ระบบบำบัดน้ำเสียที่คลองด่านเป็นระบบบำบัดชีวภาพ ไม่สามารถบำบัดสารพิษโลหะหนักได้ หากสารพิษเหล่านี้หลุดรอดเข้าไปก็จะไปทำลายระบบให้เสียหายมาก

"เราเสนอให้เลือกทางเลือกที่ 4 คือ นำพื้นที่ก่อสร้างไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นคือ ทำเป็นศูนย์วิจัยสัตว์น้ำชายฝั่ง เพราะ จ.สมุทรปราการ เป็นแหล่งผลิตหอยแมลงภู่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากยังสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย จะทำให้ผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงหอยได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก"นางดาวัลย์กล่าว

นายอดิศักดิ์ ทองไข่มุกต์ รองอธิบดี คพ.กล่าวว่า ที่ประชุมจะยังไม่สรุปว่า จะเลือกทางไหนสำหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ แต่จะนำผลการศึกษาและทางเลือก ที่ 1 ถึง 4 ส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเลือกอีกครั้งประมาณเดือนพฤษภาคม

สำหรับโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เริ่มตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ในช่วงปี 2531 เป็นต้นมา มีกลุ่มบริษัทซึ่งนักการเมืองชื่อดังเข้าร่วมทุนเข้าไปรวบรวมซื้อที่ดิน น.ส.3 และ ส.ค.1 จากประชาชนในพื้นที่จากนั้นขอออกโฉนดที่ดินและเตรียมนำออกขายให้กับรัฐบาล

ในสมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบในหลักการว่าจ้างแบบเหมารวม(Turn key) และในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2539 คพ.เชิญชวนผู้สนใจยื่นเอกสารแสดงคุณสมบัติเบื้องต้น เพื่อขายที่ดิน มีผู้เสนอขายที่ดิน 8 ราย

ต่อมาในวันที่ 20 สิงหาคม 2540 รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เซ็นสัญญาว่าจ้างกลุ่มบริษัทร่วมทุนเอ็นวีพีเอสเคจี ประกอบด้วยบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ของตระกูลชวนะนันท์ บริษัทประยูรวิศว์การช่าง จำกัด ของตระกูลลิปตพัลลภ บริษัทสี่แสงการโยธา (1979) จำกัด ของตระกูลวงศ์สิโรจน์กุล บริษัทกรุงธนเอนยิเนียร์ จำกัด ของตระกูลโกศัยพลกุล บริษัทเกตเวย์ ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด และบริษัทนอร์ทเวสท์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างในวงเงิน 23,000 ล้านบาท โดยให้โอนที่ดินภายใน 6 เดือน

ในช่วงต้นปี 2541 คพ.รับโอนที่ดินซึ่งยังอยู่ในสมัยที่ นายยิ่งพันธ์ มนะสิการ ยังเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ มีการตกลงราคาที่ดินที่คลองด่านจำนวน 1,900 ไร่ ราคาไร่ละ 1.03 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 1,956.6 ล้านบาท โดยสำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ ออกใบประเมินให้เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2541 ในราคาไร่ละ 480,000 บาท

ต่อมามีการสอบสวนโครงการดังกล่าว ซึ่งพบมีเงื่อนงำความไม่โปร่งใสอย่างมาก ขณะที่ในเบื้องต้นพบมูลค่าเสียหาย 2.3 หมื่นล้านบาท มีผู้กระทำความผิดรวม 20 คน และคดียังคาราคาซังอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งต้องถือว่าคดีนี้เป็นการบูรณาการโกง

หน้า 1


บ่อน้ำเสีย"คลองด่าน"ยังไม่มีข้อสรุป "ยงยุทธ"หารือทุกฝ่าย-ยื่นครม.พ.ค.

มติชนรายวัน วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9883

"ยงยุทธ"ยังไม่ฟันธงจะเลือกทางออกโครงการบ่อบำ บัดน้ำเสียคลองด่าน ชี้ผลการศึกษายังไม่ชัดเจน ไม่มีชาวบ้านร่วมด้วย เชื่อเรื่องนี้ไม่เสร็จสิ้นง่ายๆ เตรียมเรียกทุกฝ่ายมาหารือ ก่อนสรุปแนวทางทั้งหมดให้ ครม.ตัดสินอีกครั้งในเดือนพฤษฎาคม ชาวบ้านคลองด่านค้านเดินหน้าต่อ ชี้จะช่วยให้คนทำผิดหลุดคดี

ตามที่กรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) สรุปผลการศึกษาโครงการกำหนดทางเลือกที่เหมาะสมในการจัดการกับการก่อสร้างโครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ที่สร้างขึ้นมาแล้วจากงบประมาณ 23,000 ล้านบาทนั้น ใน 9 ทางเลือก ทั้งนี้ ทางเลือกที่ 2 คือสร้างของเดิมให้แล้วเสร็จได้รับการโหวตเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด 14.2% ต้องลงทุนเพิ่ม 5,650 ล้านบาท รองลงมา 13.93% คือทางเลือกที่ 3 ยกเลิกโครงการคลองด่านและให้ก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียแห่งใหม่ อาทิ บริเวณสถานตากอากาศบางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ต้องลงทุน 7,103 ล้านบาท และทางเลือกที่ 4 ได้คะแนน 13.93% ให้ยกเลิกโครงการโดยนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นายยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรี ทส. กล่าวว่า กระบวนการตัดสินใจหาทางออกโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านยังไม่สิ้นสุด ทุกอย่างเป็นเพียงข้อเสนอ ต้องพิจารณาให้เรื่องจบที่รัฐมนตรีก่อน ตอนนี้เสียงทั้งหมดยังแตกยังไม่มีอะไรชัดเจน หลังจากนี้จะดูรายละเอียดอีกรอบ พร้อมเรียกทุกฝ่ายมาคุย เพราะการทำวิจัยครั้งนี้ไม่มีกลุ่มชาวบ้านร่วมด้วยนี่คือปัญหาจุดหนึ่ง คิดว่าเรื่องคงไม่เสร็จสิ้นง่ายๆ อย่างไรก็ตาม ภายในเดือนพฤษภาคมนี้จะหาข้อสรุปที่ชัดเจนอีกครั้งก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ตัดสินต่อไป

นายเฉลา ทิมทอง แกนนำชาวบ้าน ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า การที่กรมควบคุมมลพิษ(คพ.) จ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ศึกษาโครงการทางเลือกที่เหมาะสมในการออกแบบการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรวมคลองด่าน ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่กำลังจะช่วยข้าราชการที่เคยกระทำความผิดในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดให้พ้นผิด และทำให้รัฐแพ้คดีกลุ่มกิจการร่วมค้า พร้อมพวก 19 คน ที่ คพ.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแขวง ซึ่งมีนักการเมืองร่วมอยู่ด้วย

"การที่ คพ.เป็นโจทก์ ให้บริษัทที่ปรึกษาไปศึกษาที่ดินของจำเลย จะทำให้รูปคดีเสีย ศาลอาจสั่งไม่ฟ้องได้ ดังนั้น การดำเนินการดังกล่าวจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ควรปล่อยไว้ก่อนจนกว่าทางคดีจะมีข้อยุติ ซึ่งที่ผ่านมาชาวคลองด่านสนับสนุนให้มีบ่อบำบัดน้ำเสีย แต่อยากให้ทำบ่อย่อยไปตามจุดที่เป็นแหล่งโรงงานสร้างมลภาวะมากกว่า" นายเฉลากล่าว

หน้า 1