|
||||||||||||
|
"ทักษิณ-อภิสิทธิ์"
โชว์มิติใหม่การเมือง ถก"ไฟใต้"สร้างสรรค์
รายงาน มติชนรายวัน วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9882 *หมายเหตุ* คำกล่าวอภิปรายเรื่องสถานการณ์ภาคใต้ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างการประชุมร่วมกันของสมาชิกรัฐสภาครั้งที่ 4 (สมัยสามัญทั่วไป) โดยมีวาระด่วนคือ การให้รัฐสภาเปิดอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และคำกล่าวชี้แจงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่รัฐสภา *นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ* หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน "... ต้องขอบคุณที่รัฐบาลมองเห็นความสำคัญของเวทีรัฐสภาในการเปิดโอกาสให้มีการเสนอความคิดเห็นต่อราชการแผ่นดิน และดีใจที่นายกรัฐมนตรีพูดว่าจะพยายามใช้เวทีของรัฐสภา โดยใช้มาตราที่ 213 ของรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เกิดปัญหาอีก อย่างไรก็ตาม อยากเห็นการทำงานที่ใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยเฉพาะเรื่องการตอบกระทู้สด จึงหวังว่าจากนี้ไปจะเห็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ สำหรับปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การที่รัฐบาลทำหนังสือโยงใยถึง 2 เรื่องคือ ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ และปัญหาความยากจน ผมอยากให้แยกเรื่องดังกล่าวออกจากกัน การที่รัฐบาลเขียนไว้ว่า แม้รัฐบาลมีความพยายามแก้ไขความยากจนให้หมดโดยการลดความยากจนในประเทศ แต่ปัญหาดังกล่าวยังคงมีอยู่ จึงขอความกรุณาอย่าตั้งประเด็นดังกล่าวเป็นโจทย์ เพราะปัญหาใน 3 จังหวัดภาคใต้มีเหตุที่มาที่ไปที่หลากหลาย และการที่รัฐบาลมีนโยบายเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนาอาจเกิดความสงสัย เพราะแนวทางแก้ไขของรัฐบาลใน 4 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงคำพูด ซึ่งมีข่าวว่านายกฯได้พูดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า อย่าแก้ปัญหาด้วยการเผชิญหน้าแบบในอดีต แต่ต้องยึดหลักประชาชน การที่นายกฯระบุว่าปัญหาไม่เคยแก้ไขได้อย่างถอนรากถอนโคน ถือว่าถูกต้อง เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาได้หมดสิ้นไปได้ แม้แต่สมัยของพรรคประชาธิปัตย์ยังเกิดเหตุการณ์การเผาโรงเรียน หากมองเห็นกระบวนการของแต่ละยุคมีโอกาสหาทางออก และทางออกอย่างเล็งผลเลิศคือเกิดความสงบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นไปได้ยาก แต่ต้องหาจุดสมดุลและความพอดีให้ได้อยู่ที่ความเข้าใจในความละเอียดอ่อนของปัญหา คือการคืนความพอดีให้สู่ภาวะปกติ ส่วนการเล็งผลเลิศต้องใช้เวลานานโดยเฉพาะการนำเรื่องการศึกษา ดังนั้น จึงต้องทบทวนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เหตุใดปัญหาจึงลุกลามขึ้น ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาลุกลามคือ 1.การประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด โดยการวิเคราะห์ปัญหาในปี 2544-2545 ที่หยาบเกินไป โดยประเมินผู้ก่อความไม่สงบว่าเหลือน้อยแล้ว ทำให้การบังคับใช้กฎหมายน้อยลง และเป็นที่มาของมาตรการหลายด้าน เช่น การตัดสินใจยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) และการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลักทั้งหมด 2.เป็นเพราะความใจร้อน อาจเกิดจากความหวังดีของนายกฯ ที่ชอบขีดเส้นตายว่า 3 เดือนเสร็จ หรือ 1 เดือนเสร็จ แต่กลับเป็นการกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้ข้อสรุปที่ได้กลายเป็นข้อสรุปแบบสำเร็จรูปง่ายๆ ตัวอย่างความใจร้อน เช่น ช่วงหนึ่งรัฐบาลบอกว่าเป็นปัญหายาเสพติดและวัยรุ่น ในเหตุการณ์กรือแซะ จ.ปัตตานี แต่พอพบความจริงกลับไม่ง่ายแบบนั้น ผู้ก่อเหตุไม่ใช่วัยรุ่นที่ติดยาเสพติด ดังนั้น การสรุปว่ามีคำตอบหนึ่งคำตอบใดหรือคิดแบบสรุปง่ายๆ จะทำให้หลงทาง 3.ปัญหาการฆ่าตัดตอน ในการทำสงครามกับยาเสพติด ทำให้ปัญหาขยายวงหรือผู้ก่อความไม่สงบมีแนวร่วมมากขึ้น สำหรับปัจจัยภายนอกที่มีการขยายวง เช่น สงครามการก่อการร้ายกับประเทศมหาอำนาจ และนโยบายการต่างประเทศ เช่น การส่งกองกำลังไปอิรักที่มีผลพอสมควร จึงเป็นการเตือนใจรัฐบาลว่านโยบายทุกด้านส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในประเทศ นอกจากนี้เหตุการณ์ในปี 2547 มีส่วนทำให้ปัญหาระอุมากขึ้น โดยเฉพาะการหายตัวของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความของชาวมุสลิม เหตุการณ์ในมัสยิดกรือเซะ และเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ สภ.อ.ตากใบ จ.นราธิวาส หากสรุปถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จะพบว่าเกิดช่องว่าง 2 ส่วน คือ ช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ ที่เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ช่องว่างนี้หากไม่อุดก็ยากต่อการแก้ปัญหา แม้แต่ข้าราชการที่วางตัวไม่เป็นกลาง ในการเลือกตั้ง ก็มีผลต่อความวางใจของประชาชน และช่องว่างระหว่างประชาชนด้วยกัน เป็นเรื่องที่อันตรายมาก และในช่วงที่ให้ประชาชนร่วมกันพับนกเพื่อส่งความปรารถนาดี เมื่อรัฐบาลเปิดช่องใช้วิธีนี้ จะเห็นว่ามีคนขานรับ แต่ต้องปรับความเข้าใจว่าเมื่อทำแล้วปัญหาต้องจบ และการที่บางฝ่ายคิดว่าจะทำอนุสาวรีย์นกกระดาษ ผมขอให้รับฟังความคิดและวัฒนธรรมของคนในพื้นที่เป็นตัวตั้ง สำหรับสัญญาณที่เป็นไปในทิศทางบวก หรือสิ่งที่รัฐบาลทำถูกต้องแล้ว คือ นโยบายที่แถลงต่อสภา หากรัฐบาลยึดแนวทางดังกล่าวจริงก็ถือว่ามาถูกทาง การที่นายกฯตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(กอส.) และยอมรับดุลพินิจของประธาน และการเปิดโอกาสให้มีการประชุมร่วมกันในสภา แต่สิ่งที่ยังเกิดความสับสนคือ การที่พูดว่ามีการแบ่งโซนสีและผูกโยงกับงบประมาณ นายกฯควรใช้โอกาสนี้ชี้แจงต่อสภาว่า ไม่มีนโยบายดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะเป็นการแบ่งพื้นที่เพื่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อประชาชน ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การขอความชัดเจนจากนายกฯให้เปลี่ยนแปลงนโยบาย ผมมีข้อเสนอ 9 ข้อ ซึ่งเป็นเลขที่นายกฯชอบ แต่มีเรื่องเร่งด่วน 4 ข้อ ขอพูดเลขด่วนก่อน เพราะชอบเลข 4 ข้อเสนอแนะเร่งด่วน 4 ข้อ คือ 1.การเลิกแนวคิดแบ่งโซน 2.การย้ำบทบาทกองกำลังในพื้นที่ใช้ชัด โดยร่วมทำโครงการพัฒนาให้เป็นรูปธรรม 3.องค์กรบริหารจัดการควรมีองค์กรบูรณาการ แม้ปัญหาจะมีหลายมิติ แต่ต้องไปในทิศทางเดียวกัน การบูรณาการต้องไม่ใช่ความเบ็ดเสร็จ และผู้รับผิดชอบสูงสุดควรเป็นฝ่ายพลเรือน 4.เหตุการณ์ในปี 2547 ที่ยังเป็นบาดแผล เช่น กรณีตากใบหรือผู้ที่ถูกดำเนินคดี ควรอำนวยความยุติธรรม และเปิดเผยความจริง กรณีซีดีตากใบเป็นเพียงการบันทึกเหตุการณ์ที่ทุกคนรับทราบ ไม่มีการตัดต่อ จึงขอฝากถึงนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ถึงความโปร่งใสและจริงใจในการแก้ปัญหา และควรมีกระบวนการเยียวยา ไม่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ละเมิดกฎหมาย สำหรับข้อที่ 5.คือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงประเพณี วัฒนธรรม และเงื่อนไขในพื้นที่ โดยเฉพาะการเปิดเสรีการค้าตามแนวชายแดนเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ แต่ต้องขึ้นกับความเหมาะสมของประเพณีและวัฒนธรรม 6.การพัฒนาการศึกษา ที่ควรทำควบคู่กันระหว่างการพัฒนาระบบการศึกษาและศาสนศึกษา 7.วัฒนธรรมที่พึงทำและไม่พึงทำ โดยเจ้าหน้าที่ต้องไม่ปฏิบัติตัวที่กระทบต่อความเชื่อ และควรทำสนับสนุนให้โอกาสตามวิถีชีวิตของเขา 8.ด้านการต่างประเทศ ที่ต้องมีการประสานงานกับต่างประเทศในการแก้ไขปัญหา เพราะใน 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าระดับความร่วมมือของต่างชาติติดลบ เนื่องจากฝ่ายรัฐไม่นิ่ง ให้ข่าวในจังหวะที่ไม่เหมาะสม จนเกิดความลังเลในการช่วยเหลือของต่างประเทศ แต่ผมก็ยินดีที่ผู้แทนเอ็นยู(คณะกรรมการกลางองค์การนะห์ดาตุลอุลามาอ์ องค์กรมุสลิมจากอินโดนีเซีย) มาช่วยแก้ปัญหา และ 9.การตั้งกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ แม้จะไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ ดังนั้น นายกฯและคณะรัฐมนตรีต้องเป็นตัวเชื่อมระหว่างกรรมการกับผู้ปฏิบัติ ผมไม่คิดว่าปัญหาจะจบภายใน 4 ปี แต่ผมหวังว่าความรุนแรงจะกลับคืนให้ดีขึ้นเหมือนก่อน 4 ปี แม้ระหว่างนี้จะเดินในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ต้องทำใจว่าเหตุการณ์จะไม่ราบรื่น เพราะคนไม่หวังดีต้องการให้เราเปลี่ยนทิศทาง ดังนั้น ความอดทนในแนวทางที่ประกาศไว้ คือความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา จะเป็นสิ่งที่ดี และฝ่ายค้านจะร่วมกันสนับสนุน..."
*พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร * นายกรัฐมนตรี "...ขอชื่นชมหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้ข้อเสนอแนะ แต่ต้องยอมรับว่ามนุษย์ที่เป็นผู้ปฏิบัติไม่มีใครถูกต้อง 100% และผิด 100% เราพยายามแก้ไข ซึ่งถูกบ้างและผิดบ้าง แต่จากที่ไปพักในประเทศญี่ปุ่น ได้มีโอกาสทบทวน ในข้อเสนอทั้ง 9 ข้อ ของนายอภิสิทธิ์ บางข้อตรงกันมากและทำแล้วแต่ไม่ได้เป็นข่าว และเข้าใจว่าเมื่อเราเห็นตรงกัน คืออยากให้เกิดความสันติจะปฏิบัติไปในแนวทางที่ถูก ผมขอเรียนว่าผมมีความจริงใจทุกครั้งที่มีการตั้งคณะกรรมการ เช่น การตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุการณ์ตากใบ เขาสอบอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้น และไม่เคยไปสอบถามจนกว่าจะสอบเสร็จ และไม่เสนอให้มีการแก้ไขด้วย โดยกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอให้เยียวยาเราก็ทำตามผ่านมติคณะรัฐมนตรีในการประชุมที่ผ่านมา แต่การเยียวยาที่ผ่านมาเราทำโดยตลอด แต่อาจไม่เป็นระบบ และกรณีคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ผมเรียนตรงไปตรงมาว่า ท่านว่าของท่านไปเลย มีอิสระเต็มที่จะให้ผมสนับสนุนกิจกรรมอะไรก็บอกเลย และเมื่อเสนอมาผมก็เซ็นอย่างเดียว และผมเซ็นต่อหน้าด้วย สำหรับนโยบาย 4 ข้อ เรื่องแรก คือการแบ่งโซน ที่จริงแล้วเราไม่มีการแบ่งโซน ในเมื่อเราไม่ทำก็ไม่เป็นนโยบาย สรุปแล้วคือไม่มี เรื่องขององค์กรจัดการพื้นที่มีความคิดเห็นตรงกัน ทั้งเหตุการณ์ตากใบเรื่องคดี ทุกอย่างต้องให้ความเป็นธรรมและเป็นไปอย่างเปิดเผย เพียงแต่บางอย่างเปิดเผยไม่ได้เพราะป้องกันพยานไม่ให้ถูกทำร้าย เรื่องเศรษฐกิจได้ทำไปแล้ว แม้ที่ผ่านมาจะมีความหยุดชะงักแต่จะทำต่อไปโดยฝ่ายทหาร เรื่องการศึกษา ต้องยอมรับว่าปล่อยปละละเลยมานานก็ต้องทำต่อไป ส่วนวัฒนธรรมและความเข้าใจ ผมจะทำให้เต็มร้อยและติดตามการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เรื่องการต่างประเทศ ขอชี้แจงว่าการส่งทหารไทยไปอิรัก เราส่งทหารช่างและทหารแพทย์เพื่อมนุษยธรรม เพราะมุสลิมอิรักกำลังลำบาก ซึ่งชาวอิรักพอใจ ส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศทางรัฐบาลจะดำเนินการ และเรื่องกรรมการสมานฉันท์ฯ ผมสนับสนุนเต็มที่ สาเหตุที่ต้องลุกขึ้นตอบทันทีเพราะประทับใจมากที่ให้คำแนะนำที่สร้างสรรค์ จึงขอให้เกียรติท่านด้วยการบอกกับท่านว่า ผมชื่นชมในวิธีการนำเสนอและรับในข้อเสนอของท่านใน 9 ข้อ เราต้องทำงานร่วมกัน ..." หน้า 2 ด้ามขวานทอง..สะอื้น.. เสียง"มุสลิม" ใน 3 จว.ใต้ มติชนรายวัน วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9882 หมายเหตุ...เหล่านี้คือเสียงสะท้อนของสมาชิกรัฐสภา ส่วนใหญ่เป็น"คนมุสลิม" ที่รับรู้ปัญหาของเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้อย่างถึงแก่น ระดมความเห็นในการ"ดับไฟใต้" ระหว่างการประชุมร่วมของสมาชิกรัฐสภา เมื่อ 30 มีนาคม **เด่น โต๊ะมีนา ส.ว.ปัตตานี "ที่รัฐบาลอ้างว่าปัญหาความยากจนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความรุนแรงนั้น คงไม่ใช่สาเหตุสำคัญ เพราะชาวบ้านใน 3 จังหวัดภาคใต้ยากจนมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมามีความสงบเพราะมีความสมถะและอดทน แต่ความไม่สงบเกิดขึ้นมาเป็นระยะๆ เพราะชาวบ้านถูกรังแก เช่น ปัตตานีถูกนายทุนแย่งที่ทำกินและรัฐบาลก็แก้ไขปัญหาให้ไม่ได้มาเป็นสิบๆ ปี ส่วนขบวนการแบ่งแยกดินแดนนั้น มีการก่อตัวมานานแล้ว แต่เริ่มเห็นภาพความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ หลังเหตุการณ์ปล้นปืนปี 2545 "อยากให้ปรับวิธีการปฏิบัติของชาวมุสลิมที่ไปอยู่ในงานพิธีการบางอย่าง เช่น การเปิดงานสัมมนาที่ประธานที่ประชุมจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ถ้าเป็นชาวพุทธต้องพนมมือ ขณะที่ชาวมุสลิมจะนั่งอยู่เฉยๆ ก็จะถูกคนอื่นมองแปลกๆ แม้แต่ผมยังรู้สึกลำบากใจ แต่ถ้าจะให้ลุกขึ้นยืนเฉยๆ ก็ถือว่าร่วมกิจกรรมทางศาสนาอื่นซึ่งขัดคำสอนของศาสนาอย่างรุนแรง จึงอยากให้คณะกรรมการสมานฉันท์หยิบยกมาพิจารณาด้วย เพื่อประกาศให้เข้าใจโดยทั่วกัน อย่างไรก็ดี อยากให้นำกรณีเอกสารของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มอบให้ประธานรัฐสภา เมื่อคืนวันที่ 19 พฤษภาคม 2547 ระหว่างฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ระบุว่า เหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลชุดก่อนมีข้อตกลงกับต่างประเทศ ยอมให้ซีไอเอมาตั้งศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย เรื่องดังกล่าวถือเป็นสาเหตุหนึ่งของความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ **ฟัครุดดีน บอตอ ส.ว.นราธิวาส "เหตุการณ์ภาคใต้ที่รุนแรง แย่มากๆ เกิดขึ้นหลังจากการปล้นปืน วันที่ 4 มกราคม 2547 เจ้าหน้าที่จับแพะปล้นปืนมาก เช่น จับ ส.จ.,อดีตผู้ช่วยผม ทั้งที่วันเกิดเหตุอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าเป็นหัวหน้าโจรปล้น จับคณะกรรมการประจำจังหวัด โต๊ะครูหลายคน และมีแพะระดับประเทศ ตามคำสอนชาวมุสลิมเกลียดความอยุติธรรม ที่ใดมีความอยุติธรรมที่นั่นจะมีการต่อสู้ เวลานี้ปืนอยู่ตรงไหนไม่รู้ "จุดเริ่มต้นปัญหาคือ สภ.ต.ตันหยง มีหน่วยเฉพาะกิจแต่งชุดดำ จับใครมาก็มาสอบ มีการจี้ไฟฟ้า ขึง 3 วัน 3 คืน เพื่อให้รับว่าเป็นผู้ปล้นปืน และสุดท้ายเป็นที่มาการหายตัวนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม รวมทั้งอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ขายโทรศัพท์มือถือในตลาดตันหยง การอุ้มครูสอนศาสนา รวมทั้งกำนัน ต.โต๊ะเด็ง ที่ถูกจับขึ้นเครื่องบินแล้วขู่ว่าจะโยนลงมา พร้อมทั้งจับตัวลูกชายไว้เพื่อให้กำนัน ต.โต๊ะเด็ง ซึ่งเป็นพ่อซัดทอด ส.ส.2-3 คน นอกจากนี้ยังมีคดี นพ.แวมะหะดี แวดาโอ๊ะ ที่จบแพทย์จาก มอ.ทำงานกับนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ถูกกล่าวว่า เป็นเจไอ 2 ปี แล้วยังไม่ได้ประกันตัวทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐาน "ผมเคารพแนวคิดนายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกฯที่มีแนวคิดสันติวิธี ได้เชิญ ส.ว.และ ส.ส.มาหารือ แต่สุดท้ายนายกฯไม่ใช้ ถ้านายกฯใช้เชื่อว่าไม่มีการยิง การฆ่ารายวัน ทุกอย่างจบโดยสันติวิธี แต่วันนี้นโยบายของรัฐบาลผลักดันให้โต๊ะครูเข้าป่า นักศึกษา มอ.ปัตตานี ถูกค้นทุกวัน เข้าถามว่ามึงจะมาเรียนทำไม นี่คือความอคติของเจ้าหน้าที่ไม่มีความเป็นธรรม ถ้าวันนี้นายกฯ "สั่งการห้ามใช้วิธีอุ้มฆ่า ห้ามทรมาน ห้ามนำระบบนาซีมาแก้ปัญหา เชื่อว่าภาคใต้จะสงบได้อย่างแน่นอน" **มุขตาร์ มะทา ส.ว.ยะลา "เหตุการณ์ไม่สงบส่วนหนึ่งเกิดจากการแบ่งแยกดินแดนใช้หลักศาสนาบิดเบือน มีผู้เสียประโยชน์ในพื้นที่ ทั้งผู้ค้ายา ผู้มีอิทธิพล และผู้ค้าของผิดกฎหมาย มีจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเกิดจากนโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลกระทบผลประโยชน์ต่างชาติ เช่น เขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ,เอเชียบอนด์,การค้ายางพารา และนโยบายทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางค้าน้ำมัน และเศรษฐกิจภูมิภาคนี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกือบ 1 ปี รัฐบาลไม่เคยออกมาแถลงว่า เป็นกลุ่มใด เพียงแต่บอกว่ามีกลุ่มแบ่งแยกดินแดน คน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความทุกข์ เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีความหวาดระแวงหวาดกลัว เวลานี้ประชาชนกลัวตำรวจกลัวทหารและกลัวโจร ถ้ารัฐบาลทำให้ประชาชนไม่กลัวตำรวจ-ทหารได้ เหลือแต่กลัวโจรอย่างเดียวการแก้ปัญหายุติโดยเร็ว **กูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส พรรคชาติไทย "ประชาชนไม่ไว้วางใจสิ่งที่รัฐบาลทำลงไป ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์รัฐบาลประกาศว่ารักษาสถานการณ์ไว้ได้ ปรากฏว่ามีการตอบโต้กลับตลอด เหตุการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อยากให้ปัญหา 3 จังหวัดชายภาคใต้เป็นปัญหาระดับชาติ คนไทยทุกคนร่วมกันแก้ไข เหมือนเมื่อครั้งประสบภัยสึนามิที่คนไทยร่วมใจกัน **อันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ "คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกมองจากคนในภูมิภาคอื่นว่าเป็นผู้สร้างปัญหาของประเทศ ผมไม่สามารถเปลี่ยนความรู้สึกเหล่านี้ได้ แต่จะขอทำความเข้าใจให้สังคมรับรู้ว่า ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรู้สึกไม่แตกต่างจากภูมิภาคอื่น เรารักในหลวง รักแผ่นดินไทย และรักความสงบ ต้องการวิถีชีวิตเดิมเหมือนในอดีต ที่ไทยพุทธ-มุสลิม และจีนอยู่ร่วมกันอย่างสันติอย่างที่ผ่านมา มีบ้างที่มีบางกลุ่มคิดแบ่งแยกดินแดน เพื่อจะได้มีอำนาจเหมือนบรรพบุรุษในอดีต แต่ด้วยพระบารมีทำให้พื้นที่นี้มีความปรองดองสงบร่มเย็นอยู่ด้วยความเข้าใจกันมาตลอด "ที่ผ่านมา มีบ้างที่รัฐบาลใช้ความรุนแรง แต่ไม่รุนแรงมากเท่ากับรัฐบาลที่ผ่านมา หรือในรอบปีเศษๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะผิดพลาดในนโยบาย ความไม่เข้าใจในความแตกต่าง วันนี้ คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การดำเนินชีวิตที่ทุกข์ยาก ถูกข่มขี่จากความอยุติธรรมจากคนของรัฐ ถูกฆ่าโดยไม่รู้สาเหตุ ถูกจับโดยไม่รู้ว่าผิดอะไร ถูกอุ้มโดยไม่รู้ชะตากรรม ทุกข์ว่าเมื่อตื่นขึ้นมาออกไปทำงานจะเจอกับอะไร พึ่งพิงเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้ "ประชาคมปัตตานีให้ผมเป็นตัวแทนบอกรัฐบาลว่า ต้องการเห็นรัฐบาลลงมือตามนโยบายที่แถลงไว้โดยเร็ว หากดำเนินการ ประชาชนพร้อมให้ความร่วมมือ เพื่อสันติภาพและความสงบสุขที่ยั่งยืนตลอดไป และต้องการให้การศึกษาในพื้นที่และจริยธรรมมีสูง และได้อาศัยในสังคมที่เป็นธรรม" หน้า 11 "อภิสิทธิ์"เสนอ9ข้อแก้ไฟใต้ "แม้ว"รับหมด มาดใหม่"ทำงานร่วมกัน" ยกทฤษฎีถนน8เลนอธิบาย ไม่บีบชาวบ้านเลือกซ้าย-ขวา "ธรรมรักษ์"ยันทหารพร้อมถอย
สนใจ-เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่รัฐสภา ชาวไทยมุสลิม เข้าฟังการประชุมร่วม 2 สภา ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อรัฐบาล โดยยึดแนวทางสมานฉันท์เพื่อให้เกิดความสงบสุขในระยะยาว
นายกฯขอทุกฝ่ายละทิฐิร่วมอภิปรายหาทางดับไฟใต้ ยอมรับต้องปรับท่าทีลดใช้ความรุนแรงปราบปราม ชื่นชม"อภิสิทธิ์" เสนอ 9 ทางแก้สร้างสรรค์ "ส.ส.-ส.ว."รุมถล่มนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมาผิดพลาดเพียบ
**"ทักษิณ"ชี้ถกไฟใต้เลยเถิดประชุมลับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมสภาอภิปรายปัญหาไฟใต้เป็นไปอย่างราบรื่น ยอมรับฟังและชื่นชมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าฝ่ายค้าน เสนอแนะ 9 ข้อทางแก้ปัญหา ด้าน ส.ว.และ ส.ส.รุม ยำรัฐบาลที่ผ่านมาดำเนินการผิดพลาด ทั้งนี้ เมื่อเวลา 09.20 น. ที่รัฐสภา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมรัฐสภา ถึงการประชุมเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นปัญหาละเอียดอ่อนว่า ถ้าบางอย่างที่อาจมีการพูดกันเลยเถิดจนเสียหายต่อความมั่นคง ก็อาจจะต้องขอประชุมลับเป็นช่วงๆ **ยอมรับรัฐบาลต้องลดท่าทีการปราบ เมื่อถามว่า นโยบายการดำเนินการต่อไปของรัฐบาลจะลดการเผชิญหน้าของทุกฝ่ายในการปฏิบัติงานหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ได้พูดคุยกัน ตนก็ได้มีเวลาไปคิดตอนที่เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น มีเวลาว่างก็เลยมานั่งคิดว่า อะไรที่ถูก อะไรที่ผิด อะไรที่เราคิดว่าไม่ถูกก็ปรับ และตรวจสอบกับผู้ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เมื่อวานนี้(29 มี.ค.) ตนก็บอกว่ารัฐบาลต้องลดท่าทีของการปราบปราม แต่จะต้องทำเรื่องการยึดกฎหมายเป็นหลักมากกว่าการปราบปรามในเชิงของทหาร หรือการเข้าไปปราบแบบปราบจลาจล จะพยายามใช้ลักษณะของแนวคิดเชิงนโยบายมากกว่าใช้ระบบของทหาร "ผมเปรียบเทียบเหมือนถนน 8 เลน ที่มีฟุตปาธ 2 ข้าง ถนน 8 เลน คือที่ยืนของประชาชนกลางๆ ที่มีเยอะและกว้างขวางมาก แต่ถ้าเราเอารถไปลุยบนถนน 8 เลน ประชาชนก็ต้องขยับมาอยู่ข้างซ้ายและขวา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะมันจะทำให้เกิดความแตกแยก เราก็เลยคิดว่าจะไม่เอารถไปวิ่งบนถนน 8 เลน แล้วให้คนที่เป็นกลางได้อยู่อย่างสันติ การดำเนินการทางกฎหมายก็ให้เป็นฟุตปาธฝั่งซ้าย การดำเนินการก็ให้ข้ามทางม้าลาย ไปดำเนินการที่ฟุตปาธฝั่งขวา อย่าไปแตกฝูงชนก็แค่นั้นเอง และคนที่เดินอยู่บนถนน 8 เลน จะต้องได้รับการดูแลด้วยระบบของการศึกษา และระบบของการพัฒนาที่ดีขึ้น" พ.ต.ท. ทักษิณกล่าว **เผยนั่งสมาธิที่ญี่ปุ่นปรับความคิดตัวเอง เมื่อถามว่า ขณะนี้ผู้ก่อเหตุใช้วิธีการลอบซุ่มโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า วิธีการปราบปรามมีหลายแบบ ก็ต้องปราบปรามให้ได้ เมื่อถามว่า ที่นายอะห์มัด ฮาชิม มูซาดี ประธานคณะกรรมการกลาง องค์การ Nadhlatul Ulama หรือเอ็นยู ซึ่งเป็นองค์กรศาสนาอิสลามของมุสลิมสายกลางที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย เข้าพบเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ได้ให้คำแนะนำอย่างไรบ้าง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า นายอะห์มัดพูดในทำนองว่าในเรื่องของการก่อการร้าย มันไม่มีประเทศไหนชนะหรอก มันเป็นเรื่องของการแสดงอำนาจของคนที่ไม่อำนาจ มันจึงทำให้เกิดปัญหา แต่ถ้าเราใช้ความรุนแรงไปแก้ มันก็จะได้ความรุนแรงอื่นมา ซึ่งก็ตรงกับความเป็นจริง เมื่อถามว่า นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ระบุว่านายกรัฐมนตรีมีท่าทีและความคิดที่เปลี่ยนไป เพราะได้ไปนั่งสมาธิมาใชหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณมีสีหน้าอมยิ้มแล้วกล่าวว่า "ใช่ ผมไปญี่ปุ่น ได้พัก" **"นายกฯ"ขอให้ทุกคนละทิฐิแก้ปัญหาใต้ ต่อมาเวลา 09.35 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญทั่วไป) โดยมีวาระด่วนคือ การให้รัฐสภาเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีนายโภคิน พลกุล ประธานรัฐสภาเป็นประธานในที่ประชุม ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ที่บัญญัติว่าในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ ครม.เห็นสมควรจะต้องฟังความเห็นของสมาชิกรัฐสภา แต่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายไม่ได้ ขณะนี้ ประเทศมีปัญหาที่เรื้อรังมานาน 2 เรื่อง ซึ่งรัฐบาลในสมัยอดีตได้พยายามใช้ความรู้ งบประมาณ บุคลากรต่างๆ และแนวทางต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างถอนรากถอนโคน คือ ปัญหาการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ใน จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่มีการลอบทำร้ายและทำลายชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนโดยไม่เลือกศาสนา ทำให้เกิดความไม่มั่นคง และปัญหาความยากจนของประชาชนที่อาจลุกลามเป็นปัญหาความมั่นคงของประเทศได้ "รัฐบาลเห็นว่าสมควรที่จะได้รับฟังความเห็น สมควรที่ทุกฝ่ายจะได้ละทิฐิ ลดความเห็นส่วนตัว ความถือดี และความยึดมั่นถือมั่น มาหันหน้าเข้าหากันด้วยความสมานฉันท์ โดยร่วมกันเสนอความเห็นที่สร้างสรรค์เพื่อเกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา และรัฐบาลจะใช้ช่องทางของรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ในโอกาสอื่น เพื่อระดมความเห็นของสมาชิกอีกครั้ง ซึ่งเรื่องต่อไปที่ตนสนใจคือการสังคายนากฎหมายไทยทั้งระบบ มาตรา 213 ก็น่าจะเป็นช่องทางที่ดี เพื่อระดมกฎหมายที่ล้าสมัยจะมีการระดมความเห็นกันต่อไป" จากนั้นโภคินกล่าวว่า การประชุมร่วมกันของรัฐสภาจะใช้เวลา 2 วัน คือ วันที่ 30-31 มีนาคม ซึ่งการอภิปรายฝ่ายค้าน รัฐบาล และ ส.ว. จะได้เวลาอภิปราย 8 ชั่วโมง ส่วนรัฐมนตรีจะได้เวลา 2 ชั่วโมง โดยหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านจะสามารถอภิปรายได้ไม่จำกัดเวลา ซึ่งการอภิปรายจะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือวันแรกจะอภิปรายเรื่องสถานการณ์ในภาคใต้ ส่วนวันที่ 2 จะอภิปรายเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งหัวข้อสถานการณ์ในภาคใต้สามารถอภิปรายเกินเวลาถึงวันที่ 2 ได้ ตามที่ได้ตกลงกันไว้ระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน **"มาร์ค"ชี้3ปัจจัยทำให้ปัญหาลุกลาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า ดีใจที่นายกรัฐมนตรีพูดว่าจะพยายามใช้เวทีของรัฐสภา โดยใช้มาตราที่ 213 ในกรณีที่เกิดปัญหาอีก แต่ตนอยากเห็นการทำงานที่ใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยเฉพาะเรื่องการตอบกระทู้สด จึงหวังว่าจากนี้ไปจะเห็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ สำหรับปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แนวทางแก้ไขของรัฐบาลใน 4 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงคำพูด ซึ่งมีข่าวว่านายกฯได้พูดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า อย่าแก้ปัญหาด้วยการเผชิญหน้าแบบในอดีต แต่ต้องยึดหลักประชาชน ดังนั้น สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันถือเป็นโอกาสดีว่า สิ่งใดผิดพลาดก็ต้องยอมรับความจริง และส่งสัญญาณให้ชัด ไม่ควรระบุว่าเป็นเรื่องหนึ่งเรื่องใด เพราะจะทำให้แนวทางแก้ไขปัญหาง่ายขึ้น และไม่ควรใช้เงินหรือความยากจนเป็นตัวตั้งในการแก้ไขปัญหา ต้องยอมรับว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้นจริง "ดังนั้น จึงต้องทบทวนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เหตุใดปัญหาจึงลุกลามขึ้น ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาลุกลามคือ 1.การประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดหยาบเกินไป เป็นที่มาของการตัดสินใจยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) 2. เป็นเพราะความใจร้อนที่นายกฯชอบขีดเส้นตายว่า 3 เดือนเสร็จ หรือ 1 เดือนเสร็จ กลับเป็นการกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้ข้อสรุปที่ได้กลายเป็นข้อสรุปแบบสำเร็จ รูปง่ายๆ 3. ปัญหาการฆ่าตัดตอน ในการทำสงครามกับยาเสพติด ทำให้ปัญหาขยายวงหรือผู้ก่อความไม่สงบมีแนวร่วมมากขึ้น **เสนอ9ทางแก้ให้นายกฯ-เร่งด่วน4ข้อ นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า มีข้อเสนอ 9 ข้อ แต่มีเรื่องเร่งด่วน 4 ข้อ ข้อเสนอแนะเร่งด่วน 4 ข้อ คือ 1.การเลิกแนวคิดแบ่งโซน 2.การย้ำบทบาทกองกำลังในพื้นที่ใช้ชัด 3.องค์กรบริหารจัดการควรมีองค์กรบูรณาการ แม้ปัญหาจะมีหลายมิติ แต่ต้องไปในทิศทางเดียวกัน 4.เหตุการณ์ในปี 2547 ที่ยังเป็นบาดแผล เช่นกรณีตากใบหรือผู้ที่ถูกดำเนินคดี ควรอำนวยความยุติธรรมและเปิดเผยความจริง 5.คือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงประเพณีวัฒนธรรมและเงื่อนไขในพื้นที่ 6.การพัฒนาการศึกษา ที่ควรทำควบคู่กันระหว่างการพัฒนาระบบการศึกษาและศาสนศึกษา 7.วัฒนธรรมที่พึงทำและไม่พึงทำ โดยเจ้าหน้าที่ต้องไม่ปฏิบัติตัวที่กระทบต่อความเชื่อ และควรทำสนับสนุนให้โอกาสตามวิถีชีวิตของเขา 8.ด้านการต่างประเทศ ที่ต้องมีการประสานงานกับต่างประเทศในการแก้ไขปัญหา เพราะใน 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าระดับความร่วมมือของต่างชาติติดลบ 9.การตั้งกรรมการสมานฉันท์ แม้จะไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ ดังนั้นนายกฯและคณะรัฐมนตรีต้องเป็นตัวเชื่อมระหว่างกรรมการกับผู้ปฏิบัติ "ผมไม่คิดว่าปัญหาจะจบภายใน 4 ปี แต่ผมหวังว่าความรุนแรงจะกลับคืนให้ดีขึ้นเหมือนก่อน 4 ปี แม้ระหว่างทางจะเดินในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ต้องทำใจว่า เหตุการณ์จะไม่ราบรื่น เพราะคนไม่หวังดีต้องการให้เราเปลี่ยนทิศทาง ดังนั้น ความอดทนในแนวทางที่ประกาศไว้ คือความเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนาจะเป็นสิ่งที่ดี และฝ่ายค้านจะร่วมกันสนับ สนุน" **"ทักษิณ"ชื่นชม"อภิสิทธิ์"-รับข้อเสนอ จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ต้องยอมรับว่า มนุษย์ที่เป็นผู้ปฏิบัติ ไม่มีใครถูกต้อง 100% และผิด 100% เราก็พยายามแก้ไขซึ่งถูกบ้างและผิดบ้าง แต่จากที่ไปพักในประเทศญี่ปุ่นได้มีโอกาสทบทวน ซึ่งในข้อเสนอทั้ง 9 ข้อ ของนายอภิสิทธิ์ บางข้อตรงกันมากและทำแล้วแต่ไม่ได้เป็นข่าว และเข้าใจว่าเมื่อเห็นตรงกัน คืออยากให้เกิดความสันติก็จะปฏิบัติไปในแนวทางที่ถูก นอกจากนี้ การตั้งกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุการณ์ตากใบ ก็ไม่เคยไปสอบถาม เช่นเดียวกับคณะกรรมการอิสระสมานฉันท์แห่งชาติก็เรียนตรงไปตรงมาว่า มีอิสระเต็มที่ จะให้สนับสนุนอะไรก็บอกมา พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า สำหรับนโยบาย 4 ข้อ เรื่องแรก คือ การแบ่งโซนที่จริงแล้วเราไม่มีการแบ่งโซน วันก่อนได้หารือกับเอ็นยูทำให้ได้คิด และก็คิดตก วันนี้มีความเข้าใจที่ตรงกัน เรื่องเหตุการณ์ตากใบ เรื่องคดีทุกอย่างต้องให้ความเป็นธรรมและเป็นไปอย่างเปิดเผย เพียงแต่บางอย่างเปิดเผยไม่ได้ เพราะป้องกันพยานไม่ให้ถูกทำร้าย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า "สาเหตุที่ต้องลุกขึ้นตอบทันทีเพราะประทับใจมากที่ให้คำแนะนำที่สร้างสรรค์ จึงขอให้เกียรติท่านด้วยการบอกกับท่านว่า ผมชื่นชมในวิธีการนำเสนอและรับในข้อเสนอของท่านใน 9 ข้อ ซึ่งเราต้องทำงานร่วมกัน" **"แม้ว"หารือ"โภคิน-สุชน"รมต.มาน้อย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมช่วงแรก นายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทย นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ขณะที่คณะรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมเพียง 17 คน จากทั้งหมด 37 คน โดยก่อนเปิดการประชุม พ.ต.ท.ทักษิณลุกไปหารือกับนายโภคินและนายสุชน ชาลีเครือ รองประธานรัฐสภา ที่ด้านหลังบัลลังก์ ซึ่งระหว่างอภิปรายมีผู้นำศาสนาอิสลามจากจังหวัดนราธิวาสกว่า 20 คน และเจ้าหน้าที่อาวุโสจากรัฐสภาสหรัฐอเมริการ่วมฟังการประชุมด้วย นอกจากนี้นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเนวิน ชิดชอบ รมช.เกษตรฯก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุม เนื่องจากต่างเรียกประชุมข้าราชการที่เกี่ยวข้อง สำหรับบรรยากาศในที่ประชุมมี ส.ส.และ ส.ว.เข้าร่วมประชุมค่อนข้างบางตา ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ได้มี ส.ส.กลุ่มวังน้ำเย็น รวมตัวกันข้างห้องประชุม **"นิกร"จี้รบ.เข้าใจปัญหา-แก้ให้ถูกจุด เวลา 10.55 น. นายนิกร จำนง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทย อภิปรายแทนนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยว่า ปัญหาหลักที่สรุปตรงกันเป็นอันดับหนึ่งคือ ความไม่เข้าใจและความหวาดระแวง 2.ปัญหาเศรษฐกิจ คือความยากจน รายได้น้อย และการว่างงาน 3.ปัญหาการศึกษา และวัฒนธรรม การศึกษาต่ำ โดยเฉพาะการอ่านเขียนภาษาไทย แต่แม้จะรู้ว่าสาเหตุปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่กลับแก้ปัญหาไม่สำเร็จ สิ่งที่ควรจะศึกษาคือทำไมจึงแก้ปัญหาไม่ได้ แสดงว่าการนำไปสู่การปฏิบัติมีปัญหา จึงไม่สัมฤทธิผล อยากเสนอให้มีการเจาะลึกปัญหา เพราะแม้จะมีความพยายามดำเนินการในการแก้แต่ก็ติดปัญหาหาลึกๆ บางอย่างภายในที่ยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด "เช่นการจัดสรรงบประมาณ ในปีงบประมาณ 2547 ตั้งงบฯในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ประมาณ 5 พันล้าน โดยเฉพาะงบประมาณในการสร้างความเข้าใจระหว่างกันตนเห็นว่าไม่ควรจะน้อยกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รมว. มหาดไทยในขณะนั้นก็เห็นด้วย แต่กลับจัดงบฯให้เพียงแค่ 2.3 ล้านบาทเท่านั้น รวมทั้งการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ เป็นคนต่างถิ่น เช่นมาจากภาคอีสาน ไม่มีความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น ตั้งด่านหน้ามัสยิด ชาวบ้านไปละหมาดวันละ 5 ครั้ง ก็คอยติดตามเนื่องจากทำพิธีทั้งวันจึงเกิดหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ทั้งชาวบ้านในพื้นที่ได้ให้ข้อมูลว่าเมื่อภาครัฐจะต้องกองกำลังรักษาความปลอดภัยตามสถานที่ราชการและชุมชน ควรจะจ้างเยาวชนในพื้นที่ซึ่งว่างงานจำนวนมากมาทำหน้าที่ นอกจากจะแก้ปัญหาว่างงานแล้วยังดึงคนเหล่านี้มาเป็นแนวร่วมได้" **"เด่น โต๊ะมีนา"ชี้เหตุชาวบ้านถูกรังแก จากนั้น ส.ส.และ ส.ว. อาทิ พล.ต.ท.ชูชาติ ทัศนเสถียร นายเด่น โต๊ะมีนา ส.ว.ปัตตานี นายอูมา ตอบยิบ ส.ว.นราธิวาส นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ พ.ต.อ.อภิวันท์ วีระชัย ส.ส.นนทบุรี พรรคไทยรักไทย นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ ส.ส. นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดภาคใต้ ทั้งเหตุการณ์อุ้มฆ่า ปัญหาความยากจน ความรู้สึกแปลกแยกระหว่างประชาชนกับภาครัฐ นายเด่น โต๊ะมีนา กล่าวว่า ที่รัฐบาลอ้างว่าปัญหาความยากจนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความรุนแรงนั้น ความยากจนคงไม่ใช่สาเหตุสำคัญ เพราะชาวบ้านใน 3 จังหวัดภาคใต้ยากจนมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมามีความสงบเพราะคนใต้มีความสมถะและอดทน แต่ความไม่สงบเกิดขึ้นมาเป็นระยะๆ เพราะชาวบ้านถูกรังแก เช่น ปัตตานีถูกนายทุนเข้าแย่งที่ทำกินและรัฐบาลก็แก้ไขปัญหาให้ไม่ได้มาเป็นสิบๆ ปี ส่วนขบวนการแบ่งแยกดินแดนนั้นมีการก่อตัวมานานแล้ว แต่เริ่มเห็นภาพความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ หลังเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อปี 2545 ซึ่งรัฐบาลยกเลิก ศอบต. และ พตท.43 **เสนอแก้วิธีปฏิบัติคนมุสลิมร่วมงานพิธี นายเด่นกล่าวว่า ไม่อยากให้ผู้มีอำนาจมองปัญหาด้านเดียวหรือมิติเดียว ผลการเลือกตั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้ส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้รัฐบาลทราบแล้วว่า เป็นมติชาวบ้านโดยไม่ได้นัดหมายว่าจะไม่เอารัฐบาล ในพื้นที่ภาคใต้ชาวมุสลิมมีความเคร่งศาสนามาก ตนอยากให้มีการปรับวิธีการปฏิบัติของชาวมุสลิมที่ไปอยู่ในงานพิธีการบางอย่าง เช่น การเปิดงานสัมมนาที่ประธานในที่ประชุมจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ถ้าเป็นชาวพุทธต้องพนมมือ ในขณะที่ชาวมุสลิมจะนั่งอยู่เฉยๆ ก็จะถูกคนอื่นมองแปลกๆ แม้แต่ตนยังรู้สึกลำบากใจ แต่ถ้าจะให้ลุกขึ้นยืนเฉยๆ ก็ถือว่าร่วมกิจกรรมทางศาสนาอื่นซึ่งขัดคำสอนของศาสนาอย่างรุนแรง จึงอยากให้คณะกรรม การสมานฉันท์ฯหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาด้วยเพื่อประกาศให้เป็นที่เข้าใจโดยทั่วกัน **เผย2ปมลึกตั้งศูนย์ซีไอเอ-ยัดคดีปล้นปืน "อย่างไรก็ดี อยากนำกรณีเอกสารของ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ส่งมอบให้ประธานรัฐสภา เมื่อคืนวันที่ 19 พ.ค.2547 ระหว่างที่ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ที่มีการระบุว่าเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลชุดก่อนมีข้อตกลงบางอย่างกับต่างประเทศ ยอมให้ซีไอเอมาตั้งศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย เรื่องดังกล่าวนี้ถือเป็นสาเหตุหนึ่งของความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่" ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเด่นได้ย้ำถึงกรณีปล้นปืนว่าถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยอ้างว่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่ 2 นายได้จัดฉากและบีบบังคับให้นาย อนุพงษ์ พันธชยางกูร กำนัน อ.โต๊ะเด็ง รับสารภาพและซัดทอดถึงนายเด่นและ ส.ส.อีก 2 คนว่าอยู่เบื้องหลังของการปล้น พร้อมกับอ้างคำเบิกความกลับคำให้การของนายอนุพงษ์ที่ระบุว่ารับสารภาพเพราะทนการซ้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ไหว ซึ่งวิธีการจัดฉากเช่นนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งเคยเกิดขึ้น เพราะพ่อและพี่ชายของนายเด่นก็เคยถูกกระทำมาแล้ว แต่ในที่สุดศาลก็ยกฟ้องกล่าวหาว่าแบ่งแยกดินแดน **รมต.แห่ตาม"ทักษิณ"เหลือฟังบางตา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศการประชุมนั้นเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่มีการลุกขึ้นมาประท้วง หรือใช้สิทธิพาดพิงใดๆ ในขณะที่คณะรัฐมนตรีนำโดย พ.ต.ท.ทักษิณนั้น หลังชี้แจงจบ ได้เดินเข้า-เดินออกห้องประชุม ไปนั่งหารือกันอยู่หลังบัลลังก์ของประธาน มีรัฐมนตรีร่วมหารือด้วยหลายคน อาทิ นายรุ่ง แก้วแดง รมช.ศึกษาธิการ ในขณะที่ภายในห้องประชุม นายกันตธีร์ ศุภมงคล รมว.ต่างประเทศ ได้หารือเป็นระยะๆ กับนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้นั่งข้างล่างกับนายสุธรรม แสงประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย ทั้งนี้เมื่อเวลา 11.30 น. นายกรัฐมนตรีได้เดินออกจากห้องประชุม และมีรัฐมนตรีหลายคนเดินตามออกไป ทำให้แทบไม่มีรัฐมนตรีนั่งฟังการเสนอแนะของสมาชิกรัฐสภา เหลือเพียง พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.กลาโหม และนายจาตุรนต์เท่านั้น **ทบ.ไม่ขวางเปิดผล"กรือเซะ-ตากใบ" ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) กล่าวกรณีที่คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(กอส.) อยากจะขอดูข้อมูลจากทางกองทัพกรณีผลสอบกรือเซะและตากใบ ว่า ขึ้นอยู่กับทางรัฐบาลเพราะกองทัพไม่มีปัญหา คิดว่าทาง กอส.คงจะรู้ดี หากมีการตรวจสอบลึกลงไปแล้วจะรู้ว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เพราะเรื่องนี้ไม่มีอะไร ทั้งหมดเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด ทางกองทัพหรือรัฐบาลไม่เคยมีเรื่องอะไรที่จะต้องปิดบัง **"ฟัครุดดีน"แฉฉก.ชุดดำอุ้มหาย เวลา 14.00 น. นายฟัครุดดีน บอตอ ส.ว. นราธิวาส อภิปรายโดยให้ข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ภาคใต้ที่รุนแรงแย่มากๆ เกิดขึ้นหลังจากการปล้นปืนวันที่ 4 มกราคม 2547 เจ้าหน้าที่จับแพะปล้นปืนมาก เช่น จับ ส.จ., อดีตผู้ช่วยตน ทั้งที่วันเกิดเหตุอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าเป็นหัวหน้าโจรปล้น,จับคณะกรรมการประจำจังหวัด, โต๊ะครูหลายคน และมีแพะระดับประเทศ ซึ่งตามคำสอนชาวมุสลิมเกลียดความอยุติธรรม ที่ใดมีความอยุติธรรมที่นั่นจะมีการต่อสู้ เวลานี้ปืนอยู่ตรงไหนไม่รู้ "จุดเริ่มต้นปัญหาคือ สภ.ต.ตันหยง มีหน่วยเฉพาะกิจแต่งชุดดำ จับใครมาก็มาสอบที่นี่ มีการจี้ไฟฟ้า ขึง 3 วัน 3 คืน เพื่อให้รับปากว่าเป็นผู้ปล้นปืน และสุดท้ายเป็นที่มาการหายตัว นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม รวมทั้งอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ขายโทรศัพท์มือถือในตลาดตันหยงถูกอุ้มหายไป ขณะนี้ยังไม่พบ และการอุ้มครูสอนศาสนา รวมทั้งกำนัน ต.โต๊ะเด็ง ที่ถูกจับขึ้นเครื่องบินแล้วขู่ว่าจะโยนลงมา นอกจากนี้ที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา นักเรียนขี่จักรยานยนต์ 15 คนถูกยิงเผาคนทั้งหมด บางคนไหว้ขอชีวิต วิ่งหนีเข้าห้องนอน ห้องพักครู ก็ยิงเผาขนทั้งหมด ไม่มีองค์กรอิสระขึ้นมาสอบสวน" ส.ว.นราธิวาสกล่าว **"ประมวล"ชี้ส่งคนผิดฝาผิดทำงาน นายประมวล รุจนเสรี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย กล่าวว่า รัฐบาลมียุทธศาสตร์ชาติ แต่ไม่ได้นำมาใช้ กลับไปใช้ยุทธศาสตร์ กอ.สสส.จชต. ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ชาติคือ พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา "วันนี้รัฐบาลได้ใช้ทหาร ตำรวจ กว่า 40,000 นาย จากภาคต่างๆ ที่วัฒนธรรม ภาษาแตกต่างกัน จึงพบว่าทหาร ตำรวจที่เข้าไปนั้นเป็นเป้า ไม่ได้เข้าไปทำงาน เรากำลังถลำลึกลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเดือนหนึ่งเบี้ยเจ้าหน้าที่ 300-400 ล้านบาท ปัญหาที่พบคือผิดฝาผิดตัว ทหารกลับทำงานพัฒนาได้ดี แต่ฝ่ายปกครองที่เข้าถึงมวลชน ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอไม่เคยพูดถึงเลย ทั้งๆ ที่เป็นงานเข้าถึงประชาชนที่ฝ่ายปกครองต้องทำ จึงเรียกร้องให้โน้มนำพระราชดำรัสในหลวงมาเป็นยุทธศาสตร์ชาติ" **ส.ว.จี้เหตุเด็กนักบอลถูกฆ่าสะบ้าย้อย นายบุญญา หลีเหลด ส.ว.สงขลา กล่าวว่า รัฐบาลทอดทิ้งปัญหาที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ทั้งที่รู้ว่าเด็กที่ถูกฆ่าตายเป็นนักฟุตบอล ทำชื่อเสียงให้แผ่นดินแต่ไม่สนใจ เคยเสนอ นายโภคิน พลกุล สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้เงินชดเชยครอบครัวละแสนบาท แต่ขณะนี้ได้เงินแค่ 3,000บาท และยังไม่มีการสอบสวนว่าเด็กเหล่านั้นทำผิดอะไรมากมายถึงโดนฆ่า ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการประชุมในช่วงเย็น 16.00-18.00 น. นั้น มีรัฐมนตรีร่วมรับฟังน้อยมาก อาทิ นายวิษณุ เครืองาม นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกฯ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พล.อ. ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งในช่วงก่อนและระหว่างการอภิปรายของนายวีระ มุสิกพงศ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย นายจาตุรนต์ได้ลงไปนั่งพูดคุยกับนายวีระ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย โดยมีนายนิกร จำนง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทย ตามไปสมทบ ในส่วนของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่ในการประชุมสัปดาห์ที่แล้วถูกนายโภคิน พลกุล ประธานรัฐสภา ไม่อนุญาตให้ชี้แจงกรณีถูกพาดพิง ได้ใช้เวลาในการนั่งฟังในห้องประชุมน้อยมากเพียง 1 หรือ 2 ครั้ง และเป็นช่วงที่นายสุชน ชาลีเครือ ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม แต่นั่งฟังการประชุมอยู่นอกห้องประชุมเป็นส่วนใหญ่ **แฉปปง.สอบเงินบริจาคปอเนาะ ในช่วงค่ำ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ส.ส.ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา ยังคงผัดเปลี่ยนกันขึ้นอภิปรายถึงสาเหตุของปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายสมพงษ์ สระกวี ส.ว.สงขลา แสดงความเป็นห่วงที่รัฐบาลจะให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) เข้าไปตรวจสอบการบริจาคเงินซากาต ให้กับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา และการขยายอำนาจตำรวจให้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยและเข้าค้นได้โดยไม่ต้องขอหมายค้นในพื้นที่ภาคใต้ ขณะที่ พล.อ.หาญ ลีนานนท์ ส.ว.สตูล อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ได้เรียกร้องให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบายการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการใช้กำลังทหาร ที่ควรจะปรับยุทธวิธี เพื่อรับมือกับปัญหาความรุนแรงที่กำลังจะพัฒนาไปสู่การยึดอำนาจรัฐ และแยกเป็นรัฐอิสระ ด้วยการปฏิบัติการทางการเมืองในเชิงรุก ที่ไม่เพียงแต่ปฏิบัติการด้านจิตวิทยา ยังต้องทำลายอำนาจมืดและข้าราชการที่ใช้อำนาจไม่ชอบ เพิ่มการพัฒนาให้ความรู้ด้านภาษาไทยอย่างน้อยเด็กจบ ป.6 จะต้องอ่านและเขียนภาษาไทยได้ นายเจ๊ะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเปลี่ยนตัวผู้ว่าราชการจังหวัด หรือแม่ทัพภาคคงไม่เพียงพอ สิ่งที่ช็อคความรู้สึกของคนทั้งชาติคือการประกาศยุทธศาสตร์ 3 สี ที่นราธิวาสมี 358 หมู่บ้าน และมี 200 หมู่บ้านที่ถูกจัดอยู่ในโซนสีแดง ซึ่งหมายความว่า จะถูกตัดงบประมาณพัฒนา **เร่งสอบผู้สูญหาย-กองทัพพร้อมถอย พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงว่า พยายามศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้ รัฐบาลจะเข้าไปตรวจสอบการสูญหายของประชาชนที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในทุกกรณี รัฐบาลไม่มีอคติต่อประชาชน มีแยกประชาชนที่บริสุทธิ์กับผู้ก่อความไม่สงบออกจากกัน เพื่อให้รู้ว่าใครคือคู่ต่อสู้ที่แท้จริง ด้าน พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า หากชาวบ้านบอกว่า ไม่ต้องการทหาร กองทัพก็พร้อมจะถอยออกจากพื้นที่ เพราะไม่อยากให้ประชาชนเกิดความรู้สึกกลัว ในการปรับตัวรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น ที่สงครามเกิดขึ้นในเมือง อาจจะมีปรับเปลี่ยนกองกำลังให้มีขนาดเล็กลง ไม่เกิดความอุ้ยอ้ายในการปฏิบัติงาน และเมื่อถึงจุดหนึ่งการใช้กฎอัยการศึกก็ต้องมีการยกเลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีกฎหมายพิเศษเกี่ยวกับการปองกันตัวเองของชุมออกมาบังคับใช้ **มีรายงานลับ"สมชาย"แต่เปิดเผยไม่ได้ นายวิษณุกล่าวว่า สำหรับกรณีการหายตัวของนายสมชาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ทีมคือ ทีมติดตามการหายตัวของนายสมชาย และทีมติดตามผู้กระทำความผิด ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่า นายสมชาย มีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่มีรายงานลับซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะจะเสียรูปคดี อย่างไรก็ตาม การที่กรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติหากจะเรียกผู้ใดสอบก็จะให้เจ้าหน้าที่ให้ความร่วมมือ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตาม หน้า 1
|