|
||||||||||||||
|
อัสลามูอะลัยกุม
- ขอให้สันติจงมีแด่ท่าน (ตอน1)
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2548รายงาน : จันทร์เสี้ยว บางนรา เรื่องราวในสามจังหวัดชายแดนใต้นั้น แม้รัฐบาลจะดำเนินการไปแล้วหลายวิธีการ มากว่าสองปี ก็ถึงจุดอับต้องหันไปอาศัยบุคคลภายนอกใน "คณะกรรมการสมานฉันท์" เพื่อเข้ามาร่วมแก้ไข ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้นั้นเป็นที่เห็นชัดกันอยู่แล้วว่า ความรุนแรงยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติการของกลุ่มคนร้ายมุ่งเป้าหมายบุคคลสำคัญ และดำเนินการในเมืองเพิ่มขึ้นส่งผลกระทบทางสังคมที่เห็นได้ชัดคือ ความปลอดภัย หากใครไปในพื้นที่ช่วงนี้จะเห็นความซบเซาโดยทั่วไป โรงงาน โรงแรม ร้านค้าต้องปิดกิจการไปหลายแห่ง สภาพการณ์ที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง ย่อมแสดงชัดว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมานั้นไปผิดทาง นับจากจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลพยายามเน้นว่า "ถ้าอัดเงินลงไปพัฒนาปัญหาก็จะหมดไปเพราะคนมีกิน ความเป็นอยู่ดีขึ้น" นับจากการปล้นปืน และเผาโรงเรียน จนมาถึงวันนี้เงินที่ลงไปภาคใต้กว่าหมื่นล้านบาท กลับไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย รัฐบาลจึงควรจะเรียนรู้ว่าเงินไม่ใช่สูตรสำเร็จในการบริหารบ้านเมือง ผศ.ไกรสร ศรีไตรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา อธิบายว่าปัญหาที่นี่ไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะแม้ว่ารายได้ของประชากรจะน้อย แต่ความจริงสองอย่างคือ วิถีแบบมุสลิมเป็นการอยู่อย่างเรียบง่ายพอเพียง และสองทรัพยากรมีมากรายได้มีมากแต่ไม่มีการกระจายตัวอย่างเป็นธรรม "การมีลูกมากๆ ยังไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่เป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้เน้นแนวทางในการกระตุ้นความตื่นตัว ในการพัฒนาชีวิต ให้มีความภูมิใจในชาติ นอกจากนี้ประเด็นความไม่เท่าเทียมกันก็เป็นปัญหา คือ พอมีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้น กลุ่มการเมืองก็เข้ามาเอาใจให้ทุนสนับสนุนต่างๆ เป็นพิเศษกับโรงเรียนตาดีกา และปอเนาะ โดยไม่ได้คิดว่าผลที่เกิดขึ้นคือ เยาวชนมุสลิม isolate ตัวเองออกจากสังคม ขาดประสบการณ์ผสมผสานทางวัฒนธรรมจนเกิดความห่างเหินทางด้านเชื้อชาติได้ " ประเด็นเดียวกันนี้วิทยาลัยพละศึกษายะลา ก็ได้ประสบการณ์ใกล้เคียงกันคือ เยาวชนมุสลิมที่ผ่านการศึกษาโรงเรียนศาสนามักได้รับการเอาอกเอาใจ กล่าวคือ ในขณะที่ภาครัฐเอาการศึกษาปกติเข้าไปผสมผสานแต่ก็จะปล่อยผ่านโดยง่าย ไม่มีการเข้มงวดกับคุณภาพ ดังนั้นเด็กที่จบออกมาจึงแทบจะไม่สามารถเรียนไปพร้อมกับเด็กที่จบจากโรงเรียนปกติได้เลย การขาดความเอาใจใส่อย่างจริงจังจากรัฐบาลในการพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทำให้เยาวชนในสามจังหวัดชายแดนกลายเป็น "เหยื่อบริสุทธิ์" ที่จะถูกชักจูงไปในทางใดก็ได้ ตัวอย่างในจังหวัดนราธิวาส จะเห็นว่าทั้งจังหวัดมีประชากรเพียงใกล้ 700,000 คนเท่านั้นทั้งๆ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากมาย มีการเกษตรที่มั่นคงทั้งยางพารา ลองกอง และประมง มีขนาดทางเศรษฐกิจเกือบ 30,000 ล้านบาท ทั้งนี้พบว่าประชากรเกือบหนึ่งในสามเป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ประชากรไม่ถึงครึ่งที่มีงานทำ และผู้ที่ทำงานนั้นมีเพียงครึ่งเดียวที่ทำงานเกินวันละ 5 ชั่วโมง เพราะส่วนมากเป็นงานชั่วคราว และเพราะผู้ที่ทำงานทั้งหมดนั้นมีการศึกษาเกินชั้นประถมปลายเพียง 17% "รัฐบาลควรส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งเช่นใช้ระบบสหกรณ์ให้ชุมชนพัฒนาไปได้ด้วยตนเอง อย่าเอาโครงการอะไรต่ออะไรเข้ามา โดยที่ชาวบ้านไม่ต้องการเหมือนในอดีต เพราะไม่เกิดประโยชน์ และไม่ยั่งยืน" นายอับดุลเราะมานห์ อับดุลสมัด ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกล่าวและเสริมว่า ควรส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบการบริหารทางศาสนาอิสลามเพื่อให้เป็นมาตรฐานการปกครองทางศาสนาของอิสลาม เขากล่าวว่า องค์กรต่างๆ ในศาสนาอิสลามไม่มีกฎหมายรองรับความเป็นนิติบุคคล และการบริหาร มันก็เหมือนกับอิสระอย่างไม่จำกัด พอมาทีหลังเมื่อเห็นว่ามีเนื้อหาการสอนศาสนานอกทางขึ้นมา ก็ไม่มีใครมีสิทธิที่จะไปบอกว่านั่นผิด ในที่สุดก็นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงอย่างตากใบ และกรือเซะ "เรื่องพวกนี้ผมเสนอไปนานแล้ว ผู้ใหญ่ลงมาประชุมเป็นร้อยๆ ครั้ง ก็ไม่เห็นมีใครสนใจนำไปแก้ปัญหา เดี๋ยวนี้โต๊ะครู และโต๊ะอิหม่ามเบื่อการทำงานของรัฐบาลแล้ว เพราะเราไม่เห็นความจริงจังในการแก้ปัญหา" ประเด็นดังกล่าวกลับกลายเป็นปัญหาใหม่ที่ว่าจุดเชื่อมต่อระหว่างรัฐกับประชาชนกำลังจะสูญหายไป ทั้งอธิการบดีสถาบันราชภัฏยะลา และประธานกรรมการอิสลามมีความเห็นตรงกันว่า "ประชาชนในท้องถิ่นเขาให้ความเชื่อถือโต๊ะครูกับโต๊ะอิหม่ามมากกว่าองค์กรปกครองท้องถิ่น เพราะเขาเห็นว่าองค์กรท้องถิ่นมีอิทธิพล และผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวพัน ในขณะที่ผู้นำศาสนานั้นเขาเชื่อถืออย่างเต็มที่ แต่รัฐไม่ได้สนใจที่จะทำงานร่วมกับโต๊ะครู และโต๊ะอิหม่ามเท่าที่ควรจะเป็น "ในจังหวัดนราธิวาสมีอิหม่าม 610 คน ยะลามี 470 คน และปัตตานีมี 624 คน รวมแล้วก็แค่พันกว่าคน ไม่ใช่เรื่องยากถ้ารัฐบาลจะให้เกิดการรวมกลุ่มกัน แล้วรัฐบาลเองก็จะมีช่องทางหาความร่วมมือกับประชาชน แต่กลับไม่สนใจ ตอนนี้ผมจึงไม่เชื่อใครทั้งนั้น" หากใครได้เดินทางไปในสามจังหวัดชายแดนแล้วรอดกลับมาได้ จะพบว่าประชาชนมีความทุกข์หนัก ในขณะที่เยาวชนที่เข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอาจยิ่งเจ็บช้ำกว่า "ผมเห็นในแชทรูม เวลาพูดถึงเรื่องที่นี่มีหลายคนขับไล่ประชาชนสามจังหวัดชายแดนให้ออกไปจากประเทศ แล้วผมควรรู้สึกยังไง คนไทยในภาคอื่นรู้ไหมว่า ประชาชนที่นี่ต้องหวาดผวาตลอดเวลา คนทำงานออกนอกบ้าน ก็ไม่รู้แน่ว่าวันนี้จะได้กลับบ้านหรือเปล่า" ในจุดนี้ รัฐบาลไม่เคยทำให้เกิดความเข้าใจอันดี ยกเว้น การรณรงค์ให้ประชาชนพับนกเป็นกำลังใจแก่ ชาวสามจังหวัดชายแดน ซึ่งเมื่อผ่านไปแล้วประชาชนทั้งประเทศก็ยังไม่เข้าใจปัญหาที่เป็นอยู่ และแสดงให้เห็นว่าเขาไม่เข้าใจประชาชนในพื้นที่ อัสลามูอะลัยกุม - ขอให้สันติจงมีแด่ท่าน (ตอนจบ) รายงาน : จันทร์เสี้ยว บางนรา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 มีนาคม 2548 "ผมอยากให้ข้อมูลไปถึงท่านนายกฯจริงๆ เพราะที่นี่ข้าราชการระดับสูง ชอบให้ลูกน้องไปหาข้อมูล มาสรุปให้ทราบ พวกเขาไม่มีทางรู้จิตใจคน ซึ่งสำคัญอย่างมาก ขึ้นชื่อว่าคนใต้ไม่ว่าจะศาสนาไหน ความจริงใจสำคัญอันดับแรก" คือเสียงตำรวจคนหนึ่ง ซึ่งขอให้ปกปิดชื่อของเขาไว้ พูดอย่างเปิดใจ ในระหว่างการลงพื้นที่ของเรา ตำรวจรายเดิมกล่าวว่า คนสามจังหวัดชายแดนไม่ไว้ใจฝ่ายรัฐ เขาจึงยิ่งทุกข์เพราะอยู่ตรงกลางระหว่างคนร้ายสองกลุ่ม ความจริงก็คือในตอนนี้ก็ยังมีการอุ้มหายกันอยู่โดยฝ่ายรัฐบาล แล้วอย่างนี้จะมีใครไปไว้ใจ ตั้งแต่ กอ.สสส.จชต.มาตั้งสินบน จึงไม่มีใครมาให้ข้อมูล เดี๋ยวนี้การไม่พูดกับคนแปลกหน้าเลยปลอดภัยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน เขาบอกว่าโดยความเห็นส่วนตัวของเขาแล้ว กลุ่มก่อการร้าย อาจแบ่งออกเป็นทั้งฝ่ายอันธพาลธรรมดา กับฝ่ายที่มีเบื้องหลังทางการเมือง กลุ่มแรกเป็นปัญหามาจากการที่มีเยาวชนว่างงานจำนวนมากจึงถูกชักจูงไปในทางที่ผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติดหรือการรับจ้างก่อความรุนแรง ซึ่งผู้ว่าจ้างได้แก่กลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นที่มีการเมืองหนุนหลัง นอกจากนี้ยังมีเยาวชนที่เมื่อไม่มีอนาคตรองรับในไทยก็ได้ไปศึกษา หรือทำงานในต่างประเทศ จนรับอิทธิพลทางความคิดที่ผิดเข้ามา "เป็นเรื่องที่น่าวิตกว่ากระทรวงแรงงาน ไม่มีข้อมูลจำนวนคนว่างงานของตนเอง เพราะยึดตามการแบ่งงานราชการ จึงอาศัยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทั้งที่จากประสบการณ์ของตนเองแล้ว ก็ไม่ให้ความเชื่อถือข้อมูลดังกล่าว แต่ก็ไม่มีข้อมูลที่ดีพอเพื่อแก้ปัญหา" กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่ไปรับการศึกษาแนวคิดมาจากต่างประเทศ ซึ่งเกิดแนวร่วมเพิ่มขึ้นในระยะหลังจนเข้มแข็งขึ้นมาได้ "เราต้องเข้าใจก่อนว่าแนวทางของศาสนาอิสลามนั้น มุสลิมทั้งโลกเป็นพี่น้องกัน เมื่อพี่เจ็บน้องก็เจ็บไปด้วย เวลาที่รัฐบาลไปช่วยสหรัฐในตะวันออกกลางหรือส่งทหารไปติมอร์เพื่อช่วยให้แยกออกจากอินโดนีเซียนั้นมันส่งผลทางจิตใจ เกิดความโน้มเอียงในความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งก็เป็นโอกาสให้เกิดการแทรกแซงได้ง่าย ถ้ารัฐบาลเข้าใจว่าเรื่องของมุสลิมเป็นกระแสสากลของโลก รัฐบาลก็ต้องมีนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจนและถี่ถ้วนกว่านี้" เขากล่าวว่ามีอะไรอีกเยอะที่รัฐบาลจะต้องทำอย่างเร่งด่วนในระยะหลายปีมานี้ชาวมุสลิมจะถามกันและถามตัวเองว่าจะอยู่กันอย่างไร จะตายเมื่อไหร่ และจะหนีไปอยู่ที่ไหนดี ฉะนั้นถ้าการแก้ปัญหาอย่างในปัจจุบันคือเน้นความรุนแรงโดยลืมด้านอื่นๆ ไปนั้น จะไม่มีทางทำให้สงบได้ แถมคนที่มีคุณภาพก็จะออกจากพื้นที่กันไปหมด สิ่งนี้ผมคิดว่ารัฐบาลไม่ได้มอง "เล่าขานกันว่านายอำเภอท่านหนึ่ง เพิ่งรับตำแหน่งในพื้นที่สีแดงไม่นาน กำหนดกิจกรรมประชาชนสัมพันธ์โดยออกเยี่ยมเยียนประชาชนที่มัสยิดสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ ซึ่งควรจะเห็นว่ารัฐทำงานอย่างก้าวหน้าในการเอาความจริงใจเข้าแลกเพื่อสันติสุขของประชาชน" เมื่อตรวจสอบในรายละเอียดผู้นำศาสนาประจำตำบลเล่าว่า "ก็มากันเยอะหลังละหมาดตอนค่ำติดอาวุธมากันหมด แต่ก็มาพูดฝ่ายเดียวสัก 20 นาทีแล้วก็รีบไป จะเรียกว่ามาปรึกษาหารือก็คงไม่ใช่ แต่มาให้นโยบาย" และเมื่อติดตามไปยังอำเภอเพื่อตรวจทานข้อมูลก็พบว่า "เป็นการออกเยี่ยมเยียนราษฎรธรรมดา จึงไม่มีการบันทึกข้อเสนอของประชาชน เพราะส่วนมากเราก็ได้ข้อมูลจาก อบต. อยู่แล้ว" ผู้นำศาสนาประจำตำบลเล่าว่า เขาอยากเป็นตัวกลางประสานให้รัฐกับลูกบ้าน ก็แนะนำไปว่านายอำเภอ น่าจะไม่พกอาวุธเวลามาเยี่ยมชาวบ้าน เพราะชาวบ้านเขาก็ไม่มีอาวุธนี่นา เขาก็เสี่ยงเหมือนๆ กัน แต่นายอำเภอถามกลับว่าจะรับรองความปลอดภัยให้เขาได้หรือเปล่า ผมก็ได้แต่งงไม่ใช่รัฐเหรอที่จะต้องรับรองความปลอดภัยของประชาชน นี่คือเขาไม่เข้าถึงจิตใจชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย เมื่อถามถึงการกำหนดสีในพื้นที่ซึ่งเคยมีการวิจารณ์กันอย่างหนักทุกๆเสียงในทุกจังหวัดชายแดนใต้ต่างให้ความเห็นชอบ และเข้าใจว่าเป็นวิธีการบริหารจัดการอย่างหนึ่ง แต่ปัญหาสำคัญคือความอ่อนแอและอ่อนด้อยในการบริหารจัดการของรัฐบาล "ก่อนนี้เราเคยเห็นทหารพัฒนาใส่ชุดสีน้ำเงิน พวกนี้อยู่ในหมู่บ้านมานานนับสิบปีแล้ว มาทีหลังก็เปลี่ยนเป็นทหารพัฒนา ที่ติดอาวุธครบ บรรยากาศของหมู่บ้านเปลี่ยนไป หากกว่าที่ควรจะเป็น แล้วทหารพวกนี้ก็ไม่ได้รับการอบรมมาดีพอ เขาเป็นคนดีเป็นลูกหลานไทยจากภาคอื่น แต่เขาไม่เคยรู้ว่าการใส่กางเกงขาสั้นออกนอกบ้านโดยไม่ได้ไปเล่นกีฬานั้น ไม่สุภาพตามวิถีมุสลิม เขากินเหล้าส่งเสียงเอะอะในตอนออกเวรก็ไม่เหมาะเพราะมุสลิมไม่ดื่มเหล้า" ผู้นำมุสลิมในหมู่บ้านหนึ่งกล่าวด้วยความห่วงใย ในความไม่เข้าใจของรัฐว่า คนมุสลิมเป็นคนอ่อนโยนมาก เขาจะไม่ทำให้ใครผิดหวัง หรือเสียหน้า ดังนั้นคนต่างศาสนาอาจต้องพยายามอย่างมาก ที่จะให้รู้ว่าเขาไม่เห็นด้วยเรื่องอะไร เพื่อนำไปแก้ไขอย่างเวลาผู้นำรัฐบาลมาก็ชอบที่จะมีรูปตัวเอง เยี่ยมผู้นำศาสนาในมัสยิดโดยเขาไม่รู้ว่ามันเป็นความอึดอัดใจ "โดยความเป็นจริงแล้วมัสยิดคือบ้านของพระเจ้ามีมุสลิมจำนวนมากที่ไปเมกกะแล้ว ก็อยากจะให้มัสยิดทุกแห่งเป็นเหมือนเมกกะ คือไม่ให้คนนอกศาสนาเข้าไป แม้ว่าจะไม่มีในข้อห้ามทางศาสนาแต่ก็ไม่อยากทำให้บ้านของพระเจ้าแปดเปื้อน " การแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนจึงต้องละเอียดอ่อนมาก ดังนั้นลำพังเพียงเงินอย่างเดียว ยากนักที่จะแก้ปัญหาชายแดนใต้ให้จบลงได้.
|