|
||||||||||||||
|
ความยากจนกับรัฐบาลทักษิณ
โดย ปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์ มติชนรายวัน วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9881 ภาพของคาราวานสมัชชาคนจนเรือนพันที่ยกขบวนมาทวงคำสัญญาจากรัฐบาลเมื่อไม่นานนี้นั้น ทำให้หลายคนอดนึกถึงคำประกาศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ครั้งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกเมื่อ 4 ปีก่อนไม่ได้ ในครั้งนั้น พ.ต.ท.ทักษิณประกาศอย่างหนักแน่นว่า จะทำให้คนจนหมดจากประเทศไทยภายใน 6 ปี นี่ก็ลุล่วงมา 4 ปีเศษแล้ว ยังไม่มีเค้าว่าคนจนจะหมดไปจากผืนแผ่นดินไทยตามคำประกาศของ พ.ต.ท.ทักษิณเลย มีแต่คำยืนยันจากนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ว่ามีเพียง 27 ตระกูลเท่านั้นที่ครองความมั่งคั่งของประเทศไปกว่าครึ่ง แม้จะไม่มีการเปิดเผยออกมาว่า 27 ตระกูลดังกล่าวนามสกุลอะไรบ้าง แต่คนทั้งสังคมไทยก็พอจะคาดเดาได้ว่าคือใคร และมีหลายนามสกุลจาก 27 ตระกูลผู้ครองความร่ำรวยของประเทศ กำลังทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้น ในรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของคนไทย 30-31 มีนาคมนี้ ที่สภาจะเปิดโอกาสให้ ส.ส.ทั้ง 500 คน อภิปรายใน 2 เรื่องสำคัญคือหนึ่งปัญหาความยากจน และสองปัญหาความมั่นคงใน 3 จังหวัดภาคใต้ เมื่อไม่นานนี้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แจ้งให้ทราบถึงการประกาศปรับเปลี่ยนฐานตัวเลข แสดงเส้นความยากจน (POVERTY LINE) ใหม่ ตัวเลขเดิมที่ สศช.กำหนดเมื่อปี 2535 คือ 922 บาท/เดือน พอปี 2540 เปลี่ยนเป็น 1,163 บาท/เดือน นั่นหมายความว่า ประชาชนคนไทยรายใดที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,163 บาท/เดือน หรือราว 38 บาท/วัน ถือว่าเป็นคนยากจนในสายตาของ สศช. และเมื่อนำเอาตัวเลขข้างต้นไปคำนวณจากจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศที่มีราว 61.17 ล้านคนแล้ว ปรากฏว่ามีคนไทยมากถึง 8.8 ล้านคน หรือคิดเป็น 14.4% ของทั้งหมดที่ถือว่าเป็นคนจน ซึ่งก็น่าจะเป็นประชากรกลุ่มเป้าหมายที่ พ.ต.ท.ทักษิณประกาศไว้ว่าจะทำให้หายจากความยากจน ภายในระยะเวลาที่เหลืออีกเพียงไม่ถึง 2 ปีดีนี้นั่นเอง ความยากจนนั้นถือเป็นปัญหาใหญ่ของทุกประเทศ องค์การสหประชาชาติเคยจัดทำรายงานระบุว่า จากจำนวนประชากรทั่วโลกที่มีอยู่นั้น มีคนถึง 1,000 ล้านคน ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อวันต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ และมี 1,800 ล้านคน ที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าวันละ 2 ดอลลาร์สหรัฐ ไล่เข้ามาใกล้ตัวอีกหน่อยคือประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชา ซึ่งถือเป็น 2 ประเทศยากจนที่สุดของภูมิภาคแถบนี้ ปรากฏว่ามีคนกัมพูชาถึง 10.3 ล้านคน จากทั้งหมดที่มีอยู่ 13.4 ล้านคน มีรายได้เฉลี่ยต่อวันต่ำกว่า 2 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ลาวมี 4.3 ล้านคน จากทั้งหมด 5.6 ล้านคน ซึ่งถือว่าเข้าข่ายเป็นคนจน เมื่อมาพิจารณาจำนวนตัวเลขประชากรทั้งในระดับโลกและแยกย่อยลงมาถึงระดับประเทศ ซึ่งถูกจัดว่าเป็นพวกยากจนแล้วต้องถือว่ามากมายมหาศาลทีเดียว เลยนึกไม่ออกว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะจัดการกับปัญหาอภิมหาอมตะนิรันดร์กาลของโลกที่ว่านี้ได้อย่างไรในระยะเวลาอีก 2 ปีที่จะถึง อย่าว่าแต่ 2 ปีที่เหลือตามคำสัญญาเลย ต่อให้ขอว่าจะทำให้สำเร็จภายในชั่วชีวิตนี้ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อได้ ไม่ใช่เป็นการดูถูกฝีมือหรือปรามาสกันเกินไปแต่อย่างใด แต่มันเป็นปัญหาของโลกที่ยังไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จมาก่อน และถ้าจะว่าไปแล้วเส้นความยากจนที่เฉลี่ยตัวเลขไว้ที่ 38 บาท/วัน สำหรับไทยเราหรือ 1 ดอลลาร์สหรัฐ/วัน สำหรับสหประชาชาตินั้น มันเป็นตัวเลขที่น่าจะต่ำเกินไปสักหน่อยสำหรับชีวิตจริงของมนุษย์สำหรับการดำรงชีพ ที่สำคัญกว่านั้นยังมีอีกว่า ความจนในความรู้สึกของมนุษย์เราก็แตกต่างกันอีก ขึ้นอยู่กับความจำเป็นด้านค่าครองชีพของแต่ละพื้นที่และความคุ้นเคยในชีวิตของแต่ละคนด้วย พ.ต.ท.ทักษิณประกาศนโยบายแก้ปัญหาความยากจนในประเทศต่อสภาว่า จะจัดคาราวานแก้จนตระเวนไปทั่วประเทศเพื่อสะสางปัญหาถึงพื้นที่ ซึ่งก็คงเหมือนๆ กับที่เคยทำมาแล้วในช่วงปลายๆ ของรัฐบาลทักษิณ 1 นั่นแหละ คือเป็นการหอบเงินหลวงออกไปโปรยปรายไล่แจกชาวบ้านในแต่ละจุด ด้วยหวังว่าเงินจะเป็นปัจจัยหลักในการดับความยากจนให้หมดสิ้นจากผืนแผ่นดินไทยได้ ปัญหาความยากจนของคนไทยในขณะนี้มันมีองค์ประกอบซ้อนกันอยู่หลายมิติ ด้านหนึ่งเป็นเพราะมีรายได้น้อย ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องของภาระหนี้สินติดค้างอีรุงตุงนังจนไม่รู้จะปลดเปลื้องได้อย่างไร ยังไม่นับความฟุ้งเฟ้อทางใจที่ห่างไกลกับคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ขณะที่วิธีการต่อสู้ความยากจนของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณยึดหลักเร่งสร้างหนี้ให้กับชาวบ้านด้วยเห็นว่า นั่นคือโอกาสที่จะทำให้พวกเขานำหนี้ที่สร้างไปแปลงเป็นทุนหารายได้เพิ่มมาใช้คืนภายหลัง แต่เนื่องด้วยสัดส่วนของฟากหนี้กับส่วนของรายได้เพิ่มมันไม่สมดุลกัน คือฟากของหนี้มีแต่ทับทวีพอกพูน ขณะฟากของรายได้ มันมิได้เพิ่มขึ้นอย่างที่หวังแถมหดหายตกกระจายเรี่ยราดไปกับความฟุ้งเฟ้อด้วยทรัพย์สิน เช่น โทรศัพท์มือถือ รถมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ อีกต่างหาก ผลก็เลยทำให้ตัวเลขของคนยากจนในประเทศ น่าจะมีแต่เพิ่มขึ้นจากภาระหนี้สินที่ท่วมหัวมากกว่าจะลดน้อยหมดไปภายในอีก 2 ปีข้างหน้าอย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณประกาศเอาไว้ ยิ่งมาเจอผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจควบคุมได้มากระหน่ำซ้ำเติมอีกเช่นกรณีราคาน้ำมัน ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยโลก การไหลเข้าออกอย่างเสรีของเงินทุนต่างชาติ ฯลฯ แล้วความยากจนมันจะหมดสิ้นจากผืนแผ่นดินไทยในเร็ววันได้อย่างไรกัน มองย้อนกลับไปที่เรื่อง 27 ตระกูล ผูกขาดความรวยของประเทศไปกว่าครึ่งกันดีกว่าว่า ทำอย่างไร จึงจะทำให้การกระจายรายได้ ของประชากร เป็นไปอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่กระจุกอยู่ กับเฉพาะกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวเช่นขณะนี้ โดยที่ประชาชนอีกหลายสิบล้านคน ต้องทนทุกข์อยู่กับความยากไร้ กระจายรายได้ของคน 27 ตระกูล เฉลี่ยเกลี่ยลงมาสู่คนส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันก็หาทางเพิ่มรายได้ ให้กับชาวบ้านระดับล่างให้มากขึ้น น่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่า เริ่มที่ตนเองและกลุ่มคนในรัฐบาลนั่นแหละ ในฐานะสังกัดเป็นสมาชิกของ 27 ตระกูล ทำได้เมื่อไรปัญหาของประเทศก็ทุเลาลงเมื่อนั้น หน้า 6
|