|
||||||||||||
|
การเมืองเรื่องมุ้ง
ระดม พบประเสริฐ นิสิต ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 มีนาคม 2548 การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรแบ่งปัน อำนาจ และผลประโยชน์ ซึ่งมีทั้งลักษณะที่สงบแบบการเมือง และแบบรุนแรง ที่เรียกว่า การสู้รบ แต่ทั้งสองแบบต่างก็มีจุดประสงค์เดียวกัน ก็เป็นที่น่ายินดีที่การจัดสรรแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์ของไทยอยู่บนพื้นฐานการเมือง ไม่ต้องจับอาวุธเข้าต่อสู้กัน จากผลการเลือกตั้งที่พึ่งจะผ่านพ้นไป พรรคไทยรักไทยได้ชัยชนะอย่างถล่มทลาย สร้างความเข้มแข็งให้กับฝ่ายบริหาร ที่จะจัดตั้งรัฐบาลอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะฝ่ายค้านเกือบ "หมดสิทธิ" ในการตรวจสอบรัฐบาล เสียงข้างมากในสภา เป็นเสมือนกำแพงเมืองจีนที่สูงใหญ่ป้องกันการรุกราน จากอนารยชน มองดูแล้วให้หมดห่วงคลายกังวล แต่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า กำแพงเมืองจีนที่ราชวงศ์หมิงใช้เวลานับร้อยๆ ปี สร้างขึ้นด้วยอิฐหินและปูน ซึ่งเป็นกำแพงเมืองจีนที่คงทนอยู่ให้เราเห็นในปัจจุบัน กลับไม่ได้บุบสลายเลยจากการรุกรานของแมนจู กำแพงไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ผู้สร้างมันต้องการหรือ สาเหตุอาจเกิดจากความรู้สึกปลอดภัยที่ได้จากกำแพง ที่ทำให้ผู้คนหลังกำแพง แก่งแย่งอำนาจ และผลประโยชน์กันได้ อย่างไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลัง แมนจูได้ทราบข่าวก็ยกทัพมา และเดินผ่านกำแพงเข้ามาโดยมีแม่ทัพจีนผู้คุมกองทัพนับล้าน เป็นผู้เปิดประตูให้ เนื่องจากไม่พอใจที่กลุ่มกบฏฉุดคร่านางสนมของตนไป กองทัพแมนจูทำหน้าที่ของตน คือปราบปรามจนราบคาบ แล้วสถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้นมาปกครองประเทศจีนต่อมา ภายใต้กำแพงสูงใหญ่ของไทยรักไทยในเวลานี้อาจเป็นเช่นเดียวกัน กำแพงเสียงข้างมากป้องกันคณะรัฐมนตรี พ้นจากการอภิปราย อำนาจ และผลประโยชน์ไม่ต้องแบ่งให้ใครอื่น แต่สัจธรรมของอำนาจ และผลประโยชน์ ก็คือความต้องการมีมากกว่าสิ่งที่ได้รับเสมอ ดังนั้น ถึงแม้จะเหลือแต่คนที่เรียกว่า (พวก) พรรคเดียวกัน แต่เมื่อต้องมาแบ่งอำนาจ และผลประโยชน์กันเอง คำจำกัดความของ "พวกเดียวกัน" จึงแคบลงและกลายสภาพไปเป็น "มุ้ง" ในที่สุด การเคลื่อนไหวเพื่อต่อรองผลประโยชน์มีให้เห็นตั้งแต่การเลือกตั้งจบลงใหม่ๆ โฆษกมุ้งต่างออกมาแถลงผลงานของผู้นำมุ้ง รวมทั้งเสนอแนวทางว่า ควรจะตอบแทนผู้นำมุ้งอย่างไรให้เหมาะกับผลงานและความสามารถ รวมไปถึงการรวมพลแสดงพลัง การจัดตั้งกลุ่มคนมาเรียกร้อง แต่เลขที่ออกก็ทำให้บางกลุ่มต้องผิดหวังบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มวังน้ำเย็นของป๋าเหนาะที่ถูกลดบทบาทและต้องทนกล้ำกลืน ความทุกข์ จนเกิดวาทะ "กลืนเลือดจนอิ่ม" นี้ ก็ยังถูกซ้ำเติมด้วย "ฟาง" การลดความสำคัญ และการตั้งตำแหน่ง "ประธานกิตติมศักดิ์วิปรัฐบาล" ผ่านรายการนายกฯ พบประชาชนจึงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ป๋าเหนาะแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างรุนแรงและชัดเจน และมีผลในทางปฏิบัติตามมาโดยโฆษกมุ้งออกมาให้ข่าวว่า จะจัดการประชุมมุ้งในวันเวลาเดียวกับการประชุมคณะรัฐมนตรี ต่อท้ายด้วยประโยคที่ว่า จะร่วมลงชื่อกับฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบการทำงานตามนโยบายรัฐบาล เข้าตำราเปิดกำแพงเมืองปราบกบฏเลยทีเดียว สัญญาณที่ส่งออกมาจากกลุ่มวังน้ำเย็นได้รับการสะท้อนกลับทันทีตามสไตล์รวดเร็วชัดเจนแบบนายกฯ ทักษิณ เมื่อท่านลงไปคุยกับ ท่านบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ดูเหมือนเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมือง ที่รัฐบาลร่วมกันทำงานกับฝ่ายค้าน แต่หากมองอีกมุมหนึ่งก็เป็นการหาคู่คัดคานอำนาจของกลุ่มวังน้ำเย็นที่เหมาะสมยิ่ง ทั้งเรื่องความหลังที่ไม่ค่อยลงรอยกัน ขนาดของกลุ่มที่พอทัดทานกันได้ ไปจนถึงความเก๋าในเกมการเมืองที่ทั้งคู่ถือเป็นผู้มีอาวุโสสูงทางการเมือง การบริหารความขัดแย้งครั้งนี้ จึงชื่นชมการเลือกจับคู่คัดคาน ของท่านนายกฯ ซึ่งในการบริหารความขัดแย้งที่ดี จะสร้างสมดุลในการจัดสรรแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์ แต่จะเกิดความสงบตามมาหรือไม่ต้องติดตามต่อไป
|