|
||||||||||||||
|
"นักวิชาการ-วุฒิสภา"
จับตารัฐ
เปิดเจรจาเอฟทีเอ รอบ 3
เข้าล็อคสหรัฐ
ผูกขาดตลาดยาและสิทธิอื่นๆ
มติชนรายวัน วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9880 หมายเหตุ มติชน : เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2548 คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา จัดงานสัมมนาเรื่อง "จับตาการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐอเมริกา รอบที่ 3" @ รัฐชี้นำทำเอฟทีเอมีแต่ได้ไม่มีเสีย แต่ข้อเท็จจริงมีต้นทุนที่ต้องเสียสูง นายรังสรรค์ ธนะพรพันธ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การจัดทำเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ไทย-สหรัฐ ควรเปิดโอกาสให้ภาคประชาคมเข้ามามีส่วนร่วมตามหลักธรรมภิบาลที่ดี ตามรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 224 เพราะการตัดสินใจที่ไม่มีการศึกษาวิจัยว่าการดำเนินการดังกล่าว จะให้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน หรือผลงานวิจัยจะสุกเอาเผากินอย่างไร เช่น เอฟทีเอไทย-สหรัฐ ประสบภาวะขาดภูมิปัญญาในการเจรจา การขาดทีมเจรจาที่มีทักษะและคุณภาพ เนื่องจากโครงการของรัฐบาลกับจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกัน รวมถึงการขาดอำนาจในการเจรจาต่อรอง นอกจากนี้ ภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับการค้าพหุภาคี ตลอดจนใช้การโฆษณาชวนเชื่อว่า การทำเอฟทีเอของไทย มีแต่ได้ไม่มีเสีย ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการชี้นำ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการทำเอฟทีเอมีต้นทุนที่ต้องเสียสูง และในกรณีที่มีจำนวนข้อตกลงต่อกันสูง ความยุ่งยากซับซ้อนก็จะมีสูงขึ้น ขณะที่การค้าแบบพหุภาคีจะไม่ยุ่งยากเท่า และจนถึงขณะนี้รัฐบาลไม่มีการเตรียมการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเอฟทีเอแต่อย่างใด "นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีสหรัฐ ต้องการขยายให้ประเทศสหรัฐเป็นศูนย์กลาง แทนที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศ ภายใต้องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ด้วยการบรรจุข้อตกลงใหม่ๆ ตามกฎหมายสหรัฐ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา มาตรการด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การต่อต้านการคอร์รัปชั่นในการทำเอฟทีเอกับทุกประเทศ" @ ปชช.รากหญ้าถูกเขี่ยจากการแข่งขัน แถมต้องแบกรับต้นทุนที่ไม่ได้ทำด้วย นายจักรกฤษณ์ ควรพจน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอลองกอง ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า การทำเอฟทีเอเป็นเรื่องดี แต่ต้องดูข้อเสนอระหว่างกันด้วย เพราะเมื่อดูจากเงื่อนไขของสหรัฐต่อประเทศอื่นๆ ในการเจรจาจะเห็นว่าสหรัฐมีความเชื่อว่านโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองจะดีกับประเทศอื่นๆ ด้วย ซึ่งในความจริงแล้วพื้นฐานทางเศรษฐกิจแต่ละประเทศแตกต่างกัน และรัฐบาลไทยต้องไม่ลืมว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ นอกจากนี้ เอฟทีเอสร้างผลเสียแก่อุตสาหกรรมและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ประชาชนรากหญ้า ที่จะถูกเขี่ยออกจากการแข่งขัน และแบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้นพร้อมๆ กัน เช่น การจัดสรรทรัพยากรน้ำ จะถูกแปรเพื่ออุตสาหกรรม ไม่ใช้เพื่อคนส่วนใหญ่ และสหรัฐจะเข้ามาใช้ประโยชน์จากแผ่นดินไทย ในการผลิตเพื่อการส่งออก เกษตรกรรายย่อยไร้ที่ทำกิน และกลายเป็นแรงงานราคาถูกตามโรงงานอุตสาหกรรมแทน พร้อมๆ กับการผูกขาดด้านเมล็ดพันธุ์ ตลาดราคา โดยบรรษัทข้ามชาติ "ข้อเรียกร้องของสหรัฐจากไทย ทำให้เราเสียเปรียบมาก หากรัฐบาลยอมรับข้อเสนอนั้น จะทำให้เกิดปัญหากับสิทธิบัตรยา ที่ไทยจะถูกปิดกั้นด้านสาธารณสุข และจัดเป็นสนธิสัญญาที่คุ้มครองบริษัทขนาดใหญ่ นอกจากนี้ อยากจะถามว่าศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ รวมถึงท่าทีของไทยในดับเบิลยูทีโอจะเป็นอย่างไรต่อไป" @ ตัวอย่าง"สิงคโปร์-ชิลี"ชี้ชัดผูกขาดยา อุตสาหกรรมในประเทศสู้สหรัฐไม่ได้ นางจิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สิ่งที่จำเป็นสำหรับการเจรจาเปิดเสรีการค้า จะต้องดูข้อมูลที่ใช้ในการเจรจาให้รอบด้าน และในกระบวนการเจรจาจะต้องเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายบริหาร หรือเฉพาะกลุ่มธุรกิจใหญ่อย่างเดียว แต่ต้องผ่านกระบวนการของรัฐสภาหรือนิติบัญญัติ ตลอดจนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับยาและสาธารณสุข ต้องคำนึงผลกระทบต่อผู้ป่วย ผู้บริโภค และการพึ่งตนเองด้านยาและสาธารณสุข หากพบว่าการทำเอฟทีเอมีผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและบริการสาธารณสุข จะต้องไม่รับข้อเรียกร้องเหล่านั้น ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องประเมินเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่สหรัฐเสนอให้ เพราะตามหลักสิทธิมนุษยชน และตามรัฐธรรมนูญไทย ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่และมีสุขภาพที่ดี เพราะจากการศึกษาการทำเอฟทีเอของสหรัฐ กับประเทศสิงคโปร์ และชิลีแล้ว พบว่ามีการผูกขาดตลาดยานานขึ้น ยามีราคาแพงมากขึ้น และอุตสาหกรรมยาภายในประเทศ ไม่มีศักยภาพทางการแข่งขัน กับบรรษัทยาข้ามชาติได้ ขาดความมั่นคงทางด้านยาและสาธารณสุข ต้องนำเข้ายามากขึ้น และมีรายจ่ายด้านยาและสาธารณสุขเพิ่มมากขึ้น "ขอยืนยันและเสนอให้รัฐบาลไม่ควรนำเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา และการให้บริการสาธารณสุข ขึ้นมาเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐโดยเด็ดขาด เหมือนกับที่สหรัฐไม่ยินยอมให้ยกประเด็นการสนับสนุนภาคเกษตรของสหรัฐ เข้ามาเป็นวาระการเจรจา โดยไทยต้องให้เหตุผลว่า เรามีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากับยา ตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว ถ้าต้องเพิ่มการคุ้มครองตามที่สหรัฐเสนอ ควรเป็นการเจรจาระดับพหุภาคี เพราะไทยต้องดูแลเรื่องสุขภาพของประชาชนในประเทศ" อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐยืนยันจะเจรจาต่อไป รัฐบาลควรขอให้ยกเลิกสิทธิบัตรยาช่วยชีวิต (saving drugs) ตามหลักการของดับเบิลยูทีโอ เพื่อไม่ให้มีการผูกขาดในตลาดยาเหล่านี้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของมนุษย์ และคำอ้างของสหรัฐ ที่ว่าระยะเวลาในการขอสิทธิบัตรยาในไทยใช้เวลานาน 7-8 ปีนั้น ไม่มีเหตุผล เพราะเป็นความล่าช้าจากผู้ขอเอง ที่ไม่ดำเนินการตามเวลาที่กำหนด ไม่ได้มาจากรัฐ @ รัฐบาลอย่ามัดมือชกตกลงกันเอง ต้องเปิดกว้างให้ทุกส่วนรับรู้ร่วมกัน นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานคณะกรรมมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่า การทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ภาคเกษตร และที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยขอความเห็นจากกรรมาธิการหรือผู้รู้ก่อน มีเพียงการไปตกลงและเจรจามาแล้ว ถึงค่อยมาชี้แจงให้ฟังว่าผลการดำเนินการเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ถูกต้อง ตลอดจนรูปแบบการเจรจาของสหรัฐที่ใช้การผูกมัดผลประโยชน์ในรูปของกฎหมาย ซึ่งเท่ากับว่าการเจรจาครั้งนี้ ไทยกำลังกระโดดเข้าปากมาร เชื่อว่าบริษัทยา และผู้ประกอบการหลายแห่งในประเทศไทย ไม่เห็นด้วยกับการทำเอฟทีเอครั้งนี้ แต่ไม่มีช่องทางในการบอกผ่านไปยังรัฐบาลได้ "รัฐบาลอยากได้เอฟทีเอ แต่ให้กระทรวงเดียวเป็นผู้ดูแลถึง 11 ประเทศ ทำให้คนที่มีไม่พอ และไม่มีเวลาศึกษาอย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้รู้ไม่จริง เมื่อกรรมาธิการเรียกมาชี้แจงก็ไม่สามารถตอบคำถามได้ และการที่ให้เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพ ถ้าการดำเนินงานไม่ได้ผลก็ไม่ได้คำนึงถึงเลยว่าไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ถ้าให้เปลี่ยนอาชีพแล้วเขาจะไปทำอะไร" @ หวั่นปิดกั้นผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงยา รัฐบาลไม่ควรมองชีวิตคนเป็นการค้า น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ปัญหาการทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐ มีตั้งแต่กระบวนการเจรจา เงื่อนไข โดยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรยา ที่ปิดกั้นโอกาสการเข้าถึงยาของผู้มีรายได้น้อย และประสิทธิภาพในการพัฒนายา เท่ากับว่ามองชีวิตคนเป็นการค้า ซึ่งไม่ถูกต้อง ตลอดจนการที่แนะนำว่าถ้าเปิดเอฟทีเอแล้วทำเกษตรกรรมเดิมสู้กับต่างประเทศไม่ได้ให้เปลี่ยนอาชีพ เท่ากับว่าไม่เข้าใจวัฒนธรรม สังคมไทย เพราะการบอกให้เปลี่ยนอาชีพคือการไม่มีอาชีพ "กรณีที่รัฐบาลยินยอมเพราะคิดว่าจะหาเงินจากการส่งออกมาชดเชย ก็ฝันไปเถอะ ขนาดโครงการ 30 บาทรักษาได้ทุกโรค ยังทำได้ไม่ครอบคลุมเลย เพราะฉะนั้นควรเอาเวลาไปหาเงินมาให้โครงการ 30 บาทดีกว่า และการเจรจาการค้ากับใคร จะต้องรู้เขารู้เรา และความมั่นคงของประเทศด้วย ขนาดจีนที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน เรายังเสียเปรียบ แล้วสหรัฐที่อยู่ไกลกว่าจะเป็นอย่างไร" @ ทำเอฟทีเอสหรัฐเท่ากับเอากม.เขามาใช้ สถานะไทยไม่ต่างกับการเป็นอาณานิคม นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการโครงการนโยบายฐานทรัพยากร กล่าวว่า ท่าทีในการเจรจาเพื่อทำเอฟทีเอของสหรัฐ กับประเทศต่างๆ มีที่มาจากกฎหมายที่ชื่อ Trade Promotion Authority of Act 2002 ซึ่งมีการกำหนดกรอบการค้าอย่างชัดเจน จำนวน 17 ข้อ ดังนั้น จึงกลายเป็นว่าเราไม่ได้เจรจากับสหรัฐ แต่เรากำลังเอากฎหมายของสหรัฐเข้ามาใช้ในประเทศไทย ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเป็นอาณานิคมสหรัฐ และไม่มีอำนาจการต่อรองใดๆ ได้เลย ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นหากการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐสำเร็จ คือไทยสูญเสียระบบการจัดการเรื่องเมล็ดพันธุ์พืช และจะส่งผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จำเป็นต้องมีข้อยืดหยุ่นให้กับเกษตรกรเรื่องพันธุ์พืช ให้สามารถเก็บรักษา แลกเปลี่ยนระหว่างกันได้ และไทยควรยืนยันต่อสหรัฐว่า การดำเนินงานใดๆ ได้ยึดตามหลักสุขอนามัยคน และพืช ของดับเบิลยูทีโออย่างเคร่งครัด ทำให้ไทยไม่สามารถใช้มาตรการการนำเข้าสินค้าเกษตร ที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) จากสหรัฐได้ และอยากเสนอให้นำประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาออกจากการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักวิชาการ และสื่อมวลชนเข้ามามีส่วนร่วมให้การเจรจาเกิดความโปร่งใส เพราะขณะนี้สหรัฐขอให้ไทย รักษาความลับในการเจรจา ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ และจะสามารถรับรู้ข้อมูลได้ ต่อเมื่อมีการแถลงข่าวจากคณะเจรจาเท่านั้น หน้า 20
|