|
||||||||||||||
|
นักวิชาการ-ส.ว.-เอ็นจีโอขวางเอฟทีเอสหรัฐ
จี้รัฐถอนทรัพย์สินฯ หวั่นปิดโอกาสคนไทยเข้าถึงยา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2548 นักวิชาการ-เอ็นจีโอ เสนอรัฐถอนทรัพย์สินทางปัญญาออกจากกรอบการเจรจาสหรัฐ หวั่นถูกบังคับจากบรรษัทยาข้ามชาติ ปิดโอกาสคนไทยเข้าถึงยา ด้าน"ไกรศักดิ์"ระบุรัฐทำข้อตกลงโดยไม่คำนึงผลกระทบต่อประชาชน ที่รัฐสภาวานนี้ (28 มี.ค.) คณะกรรมาธิการต่างประเทศ คณะกรรมาธิการพัฒนาความมั่นคงและทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน ร่วมกันสัมมนา "จับตาการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐรอบ 3" มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน นางจิราพร ลิ้มปานนท์ ประธานหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนจะเสนอไม่ให้มีข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิบัตรยาเข้ากรอบเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ (เอฟทีเอ) เด็ดขาด เนื่องจากไทยจะเสียเปรียบบริษัทยาข้ามชาติจากสหรัฐ ที่จะบีบให้ไทยคุ้มครองเข้มข้น ซึ่งจะทำให้คนไทยยากที่จะเข้าถึงยา เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย การตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐ จะทำให้บริษัทยาข้ามชาติขึ้นทะเบียนตำรับยา โดยห้ามบริษัทอื่นขึ้นทะเบียน หรือใช้ข้อมูลยาที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ อย.เป็นเวลา 5 ปี หรือขอผูกขาดยา โดยอ้างความตกลงทรัพย์สินทางปัญญาโลก(ทริปส์) ข้อ 39.3 ว่าด้วยการผูกขาดข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง โดยสหรัฐไม่สามารถกดดันเวทีดับบลิวทีโอได้ จึงหันมาใช้เวทีเอฟทีเอบังคับผูกขาดแทน "หากดำเนินการเรื่องนี้จริง ต้องให้สหรัฐเป็นผู้นำในการวิจัยคิดค้น และเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้มีโอกาสเข้าถึงยาที่จำเป็น เช่น โรคเอดส์ โรคติดต่อร้ายแรง ตามข้อตกลงโดฮา ในการเปิดโอกาสเข้าถึงยา โดยไม่ละเมิดสิทธิบัตร หรือเจรจาให้มีสิทธิบัตรยาสั้นที่สุด ไม่ต้องการให้นำเรื่องสุขภาพและชีวิตมนุษย์ไปเกี่ยวข้องกับการค้า" นางจิราพร กล่าว นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการโครงการนโยบายฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ช่วงปี 2545 สหรัฐออกกฎหมาย "เทรด โปรโมชั่น ออโทริตี้ บิล" เป็นกฎหมายที่กำหนดเป้าหมาย ขั้นตอนการทำเอฟทีเอกับทุกประเทศ ทางผู้แทนการค้าสหรัฐต้องเจรจาให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายดังกล่าว เพื่อขออนุมัติเอฟทีเอต่อสภาคองเกรส เช่น กรณีทรัพย์สินทางปัญญากำหนดให้คู่เจรจามีมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเช่นเดียวกันกฎหมายสหรัฐ คือ ขยายและเข้มงวดคุ้มครองทรัพยสินทางปัญญามากขึ้น หากไทยตกลงเท่ากับเป็นการยอมรับกฎหมายภายในสหรัฐมาใช้บังคับกับไทย "หากเรายอมรับเท่ากับเป็นอาณานิคมอำพรางของสหรัฐ เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญานั้น งานวิจัยทุกสำนัก ทั้งสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทีดีอาร์ไอ ต่างเห็นว่าไทยเสียเปรียบมาก จึงต้องนำเรื่องนี้ออกจากกรอบการเจรจา" นายบัณฑูร กล่าว นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่า รัฐบาลต้องการทำข้อตกลงเอฟทีเอ โดยไม่คำนึงผลกระทบต่อประชาชน เช่น การทำข้อตกลงกับจีน ที่ทำให้เกษตรกรภาคเหนือล้มละลาย กรณีสหรัฐนั้นรัฐบาลตั้งทีมแก้กฎหมาย 200 ฉบับ รวมทั้งกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ให้อำนาจอย่างมากในการรองรับข้อตกลง "การเซ็นเอฟทีเอ เป็นการบังคับชาวไร่ ชาวนา ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน กรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ต้องทำงานร่วมกับกรรมาธิการต่างประเทศ เพื่อไม่ให้สังคมเกษตรถูกกระทบมากกว่านี้ ในการคัดค้านข้อตกลง" นายไกรศักดิ์ กล่าว น.พ.นิรันด์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลราชธานี กล่าวว่า ตนไม่ได้ปฏิเสธเอฟทีเอ แต่ต้องค้าเสรีและเป็นธรรม อย่าผูกขาดประโยชน์ไม่กี่ตระกูลของรัฐบาล โดยรัฐบาลต้องยกเลิกเจรจาทรัพย์สินทางปัญญา กรณีชีวิต สุขภาพ ยา และเกษตรกรรม พร้อมตั้งกรรมาธิการร่วม 2 สภา เพื่อพิจารณาทำเอฟทีเอ นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แกนนำเอ็นจีโอ กล่าวว่า จะทำจดหมายเปิดผนึกถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ เพื่อให้หยุดการเจรจาครั้งที่ 3 ของเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เพื่อทบทวนท่าทีเจรจาให้รอบคอบ ให้มีการจัดทำประชามติ ว่าจะเจรจาหรือไม่ ซึ่งจะหารือกับผู้นำฝ่ายค้านและนายเสนาะ เทียนทอง ในฐานะผู้อาวุโสที่เป็นห่วงเกษตรกร หากนายกฯไม่มีคำตอบ จะเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่ที่พัทยา ระหว่างการเจรจา 4-8 เม.ย.นี้ เพื่อคัดค้านการเจรจาให้ถึงที่สุด
|