หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเมืองเรื่องชาติพันธุ์ในเลบานอน

โดย ศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มติชนรายวัน วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9880

ภายหลังเหตุการณ์ลอบสังหาร นายรอฟิก อัล-ฮารีรี่ อดีตนายกรัฐมนตรีเลบานอนในเดือนกุมภาพันธ์ และความปั่นป่วนทางการเมืองที่ตามมาภายหลัง ทำให้ประธานาธิบดี บะซาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย ต้องเข้าปรึกษาหารือกับประธานาธิบดี อีมิล ลาฮูด ของเลบานอนเป็นการด่วน จนในที่สุดอัล-อัสซาด ก็ออกมาให้คำมั่นว่าจะถอนกองกำลังซีเรียที่เหลืออยู่ 14,000 นาย ออกให้หมดโดยแบ่งเป็น 2 ระยะ

ระยะแรก ทหารและเจ้าหน้าที่ซีเรียทั้งหมดจะย้ายมาประจำการในหุบเขาเบกา ทางภาคตะวันออกของเลบานอนภายในปลายเดือนมีนาคมนี้ จากนั้นกองทัพของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีกำหนดประชุมร่วมกันในวันที่ 7 เมษายน จะตกลงเกี่ยวกับแผนถอนทหารขั้นสุดท้ายข้ามพรมแดนกลับไปซีเรีย

ทั้งนี้ กองกำลังซีเรียเข้าไปประจำการในเลบานอนตามข้อตกลงระหว่างผู้นำของทั้ง 2 ประเทศที่เมืองฏออีฟ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อปี 1979 เพื่อพยายามยุติสงครามกลางเมืองในเลบานอนที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 1978 และสิ้นสุดลงในปี 1982

ก่อนหน้านี้ ทางสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส ต่างก็เคยส่งกองกำลังของตนเข้าไปแทรกแซงในเลบานอนทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ากองกำลังสหรัฐและฝรั่งเศส ไม่สามารถทนต่อการโจมตีแบบพลีชีพและการทำสงครามกองโจรแบบไร้ขอบเขตของฝ่ายตรงข้ามได้ จึงต้องถอยออกมาในช่วงปลายของทศวรรษที่ 1970

การถอนกองกำลังของซีเรียออกมาอย่างที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน จึงทำให้มีการคาดเดากันว่าอาจเป็นผลเสียต่อเลบานอน มากกว่าจะเป็นผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกด้วย

ภูมิประเทศของเลบานอนนั้นนับว่ามีลักษณะพิเศษเฉพาะ แม้จะเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กแต่ก็มีแนวเขาสูงชันและมีหุบเขาที่โดดเดี่ยวงดงามอยู่มาก ด้วยสภาพภูมิประเทศเช่นนี้จึงไม่แปลกที่เลบานอนจะเป็นเหมือนสวรรค์ของบรรดาชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงรังแกจากดินแดนต่างๆ ใช้เป็นที่หลบหนีลี้ภัยมาตลอดช่วงศตวรรษที่ 20

ในปัจจุบัน ประชาชนของเลบานอนประกอบไปด้วยกลุ่มชนหลากหลายเชื้อชาติและศาสนาแต่ที่สำคัญๆ มีอยู่ 4 กลุ่มด้วยกัน คือ ชาวคริสเตียน ชาวมุสลิมสายซุนนี่ มุสลิมสายชีอะฮฺ และพวกดรูซ(Druze) (ซึ่งมีประชากรไล่เลี่ยกัน) ภายในกลุ่มชาวคริสเตียนเองก็ยังแบ่งย่อยออกไปอีกหลายกลุ่ม เช่น คริสเตียนมาโรไนท์(Maronites) และกลุ่มนิกายโบราณอื่นๆ อีก โดยที่กลุ่มทั้งหมดเหล่านี้ต่างก็ไม่ลงรอยกัน อันเป็นผลทำให้ประวัติศาสตร์ของเลบานอนเต็มไปด้วยเรื่องราวของการเข่นฆ่าประหัตประหารกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ภายในประเทศมาตลอด

สภาพการณ์เช่นนี้จึงเป็นการเปิดช่องทางให้ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในได้ง่าย อดีตที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าทั้งซีเรีย อิสราเอล สหรัฐ และฝรั่งเศส(ซึ่งเคยเป็นประเทศเจ้าอาณานิคม) ล้วนเข้ามาพัวพันในกิจการภายในของเลบานอนทั้งสิ้น โดยต่างฝ่ายต่างก็เข้าไปปลุกปั่นกลุ่มชนที่ตนเองให้การสนับสนุนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตนให้ได้มากที่สุด

เมื่อประมาณ 50 ปีก่อน มีการถกเถียงกันแบบลับๆ แต่เป็นไปอย่างเผ็ดร้อนในหมู่ผู้นำของอิสราเอล โดยที่ เดวิด เบน กูเรี่ยน(David Ben Gurion) ซึ่งมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลสมัยนั้น กับ โมซี ดายาน(Moshe Dayan) ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพอิสราเอล ได้เสนอความคิดให้อิสราเอลบุกยึดเลบานอน โค่นล้มรัฐบาลเดิม แล้วเอาผู้นำชาวคริสเตียนที่เป็นเผด็จการมาครองอำนาจแทน พร้อมทั้งเปลี่ยนเลบานอนให้เป็นรัฐที่อยู่ภายใต้การอารักขา(Protectorate)ของอิสราเอล

ข้อเสนอแนะที่ว่า ทำให้ โมซี ชาเร็ท(Moshe Sharett) ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีอิสราเอลขณะนั้นโต้แย้งด้วยความโมโห เขาวิจารณ์ข้อเสนอของ เบน กูเรี่ยน และ ดายานว่าเป็นความคิดที่เบาปัญญาที่สุด เพราะไม่คำนึงถึงโครงสร้างทางสังคมของเลบานอนที่มีความสลับซับซ้อนและเปราะบางไม่เหมือนสังคมในประเทศอื่นๆ เขาเตือนเอาไว้ว่า หากอิสราเอลเข้าไปเหยียบย่ำแผ่นดินเลบานอนเมื่อใด ความหายนะก็จะเกิดขึ้นกับอิสราเอลเอง

ในยุคนั้น ชาเร็ท มีอำนาจพอที่จะหยุดยั้งแผนการบุกยึดเลบานอนได้ แต่ 27 ปีให้หลัง เมนาชิม เบกิน(Menachem Begin) และเอเรียล ชารอน กลับทำในสิ่งที่ เบน กูเรี่ยน และดายานได้วางแผนเอาไว้ ซึ่งผลที่ออกมาก็ปรากฏว่าเป็นไปตามที่ชาเร็ทคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าไม่มีผิด

ใครที่ติดตามข่าวสารการต่างประเทศผ่านทางสื่อตะวันตกหรือสื่อของอเมริกัน คงสรุปเอาง่ายๆ ว่าสถานการณ์ในเลบานอนปัจจุบันเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ได้มีความสำคัญอะไร เพราะปัญหาเกิดขึ้นจากแค่สองฝ่ายเท่านั้น

ฝ่ายหนึ่งคือ กลุ่มประชาชนที่สนับสนุนซีเรียกับอีกฝ่ายที่ต่อต้าน

แต่เรื่องคงไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะกลุ่มชนต่างๆ ภายในประเทศทั้งชาวคริสเตียน ซุนนี่ ชีอะฮฺ และดรูซ ต่างก็มีการเคลื่อนไหวภายในกันอยู่ตลอดเวลา ต่างฝ่ายต่างกำลังหาช่องทางที่จะครองอำนาจทางการเมืองโดยวิ่งเต้นทุกวิถีทาง ผู้นำบางคนมีความสัมพันธ์กับซีเรีย บางคนก็เข้าไปผูกมิตรกับอิสราเอล แต่ส่วนใหญ่แม้ไม่ใช่ทั้งหมดก็เข้าไปอิงแอบอยู่กับสหรัฐ เพื่อความได้เปรียบของตน

ภาพชายหนุ่มหญิงสาวที่ออกมาร่วมเดินขบวนประท้วงตามท้องถนนด้วยความร่าเริง ซึ่งปรากฏตามสื่อชนิดต่างๆ คงจะไม่ได้สื่อความหมายอะไร หากเราไม่รู้ถึงเรื่องราวในอดีตของหมู่คนที่เดินตามหลังหนุ่มสาวเหล่านั้น

เพราะเมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน กลุ่มคนเหล่านี้แหละ ที่เข้าทำการประหัตประหารกันในสงครามกลางเมืองเลบานอนที่นับว่าเป็นสงครามที่หฤโหดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้

ชาวคริสเตียนมาโรไนท์ต้องการที่จะยึดอำนาจการปกครองเลบานอน ก็ขอความช่วยเหลือจากอิสราเอล ที่จ้องจะเข้ามาแทรกแซงอยู่แล้ว แต่กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายมุสลิมซุนนี่ ที่ร่วมมือกับพวกดรูซ (ชีอะฮฺยังไม่มีบทบาทในสมัยนั้น)

เมื่อชาวคริสเตียนกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก พวกเขาก็ขอความช่วยเหลือจากซีเรีย ในขณะเดียวกันผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ที่นำโดยกลุ่ม "องค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์" (PLO) ซึ่งกลายเป็นกลุ่มชนที่มีความสำคัญลำดับที่ 5 ของเลบานอนก็ถูกสถานการณ์บีบให้เข้าไปร่วมทำสงครามด้วย

6 ปีต่อมา อิสราเอลก็ตัดสินใจนำกำลังเข้าไปหมายบุกยึดเลบานอน โดยหวังที่จะขับไล่ทั้งกองกำลังซีเรียและชาวปาเลสไตน์ให้ออกไป แล้วเอาผู้นำเผด็จการชาวคริสเตียนอย่าง บาชีร ยูมาอิล(Basheer Jurnail) เข้ามาครองอำนาจ

แผนการบุกยึดนี้ทำให้อิสราเอลติดหล่มอยู่ในสงครามกลางเมืองเลบานอนยาวนานถึง 18 ปี สิ่งเดียวที่อิสราเอลได้รับคือ ความหายนะ ทั้งการสูญเสียพลทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และงบประมาณจำนวนมหาศาล แถมยังเสียชื่อเสียงเป็นข่าวอื้อฉาวเรื่องการสังหารหมู่ชาวมุสลิมจำนวนมาก

ท้ายที่สุดอิสราเอลก็ต้องถอนกองกำลังออกไปอย่างเสียหน้า เมื่อถูกต่อต้านอย่างหนักโดยเฉพาะจากฝ่ายกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มฮิซบุลลอฮฺ(Hizbullah)

ตามสถานการณ์ที่เป็นไปในปัจจุบัน เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยากว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในเลบานอน หากซีเรียถอนกองกำลังออกไปทั้งหมด ตามการกดดันของสหรัฐ และสหประชาชาติ จนกระทั่งขณะนี้ก็ยังไม่มีอะไรบ่งบอกได้ว่า สหรัฐและประชาคมโลกมีแผนการณ์อย่างไรในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเลบานอน สหรัฐเพียงแต่ออกมาพูดพล่ามเกี่ยวกับ "เสรีภาพ" และ "ประชาธิปไตย" เหมือนกับจะบอกเป็นนัยว่า คะแนนเสียงโหวตของประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นตัวตัดสินและจะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปภายในประเทศ

สหรัฐ และพันธมิตรไม่เข้าใจว่า สำหรับเลบานอนแล้วเป็นกรณีศึกษาที่แตกต่าง เพราะชาวเลบานอนแทบทุกคน มีความจงรักภักดีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ของตน มากกว่าการสวามิภักดิ์ต่อความเป็น "รัฐชาติ" เสียอีก

ในสภาพการณ์เช่นนี้ ต่อให้มีกองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศเข้าไปประจำการก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก กลัวก็แต่ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายในเลบานอนขณะนี้จะลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองอีกครั้ง หากยังไม่มีมาตรการแก้ไขอย่างถูกต้องและเหมาะสม

หน้า 7