หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
การบริหารตามตำรา

บริหารรัฐจัดการธุรกิจ : ธงชัย สันติวงษ์ thongchai@spu.ac.th  กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 มีนาคม 2548

ท่ามกลางข่าวความไม่พอใจของกลุ่มก๊วน ส.ส. ในพรรคไทยรักไทย ได้มีสิ่งน่าสนใจเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองหลายเรื่อง โดยเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือ กรณีนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร "นั่งเมือง" เดินหน้าบริหารโดยเริ่มบทแรกของการบริหารด้วยการนัดประชุมรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประชุมเชิงปฏิบัติการ และจัดทำ Action Plans ตามยุทธศาสตร์และนโยบาย 8 ประการ เพื่อจัดสรรงบประมาณและบริหารงาน ที่ต้องทำงานในกรอบนโยบายเท่านั้น

สิ่งสำคัญคือ งานนี้ นายกฯ ทักษิณ หวังไว้ว่า จะให้มีปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินแบบใหม่ ที่จะมีแผนปฏิบัติการ (Action Plans) ชัดเจน โดยผสมการทำแผนแบบราชการกับภาคเอกชนเข้าด้วยกัน พร้อมกับเน้นให้มีการประสานงานกับทำงานเป็นทีม โดยประกาศ "ลบเส้นแบ่งกระทรวง" ให้หมดไป ถือเป็นความตั้งใจจะบริหารแบบมืออาชีพ เหนือระบบราชการแบบเก่าที่เคยใช้มานาน

มีการเกริ่นตอกย้ำทั้งก่อนและหลัง โดยรองนายกฯ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ว่าต่อไปนี้ จะต้องทำให้ได้ผลออกมาจริงอย่างที่ต้องการ พร้อมการให้แนวคิดเทคนิคทันสมัยมากมาย ควบคู่กับคำขู่ว่า ถ้าแผนงานของกระทรวงไม่เข้าแนวนโยบายที่ให้ไว้ ก็จะถูกตัดงบ พร้อมสำทับว่า ไม่ต้องการข้าราชการแบบ "เช้าชามเย็นชาม" รวมไปถึง "การสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดให้กระตุ้นจีดีพี ดึงลงทุน-ท่องเที่ยวเข้าพื้นที่"

ที่น่าตกใจคือ คำขู่ว่า ถ้าทำไม่ได้ก็จะให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ซึ่งสะท้อนถึงการเอาจริง และทำให้หวังได้ว่า การบริหารแบบมีอำนาจเบ็ดเสร็จในครั้งนี้ คงจะทำให้การบริหารจัดการได้ผลและเด่นขึ้นมาได้

ผมได้มีโอกาสฟังนายกรัฐมนตรีพูดเรื่องนี้ผ่านทางโทรทัศน์ หลังจากที่ได้อ่านหนังสือชื่อ "109 เล่มหนังสือควรอ่าน จากนายกฯ ทักษิณ" แล้ว เมื่อมาประมวลกันกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น มีข้อคิดข้อสังเกตที่ขอนำมาเล่าสู่กันฟังบางประการ คือ

ประการแรก มีสำนวนของฝรั่งประโยคหนึ่ง กล่าวไว้ว่า "Management By The Books" ชี้ให้เห็นปัญหาคำค่อนแคะวิจารณ์ที่ว่า "การบริหารตามตำรา" ที่ไม่ดูถึงสภาพความเป็นจริงนั้นจะใช้ไม่ได้ ข้อวิพากษ์คือ นักบริหารเหล่านี้จะนิยมบริหารงานตามหลักการ และแนวคิดที่เคยอ่านมาจากตำราเป็นส่วนใหญ่ คล้ายกับจะบอกว่า การบริหารนอกตำราโดยไม่มีหลักวิชาการอ้างอิงนั้นจะใช้ไม่ได้

แต่ตรงกันข้ามกลับมีอีกกลุ่มที่เป็น "นักปฏิบัตินิยม" ที่ชอบจะติติงว่า การบริหารตามตำรา "เปี๊ยบ" เลยนั้น นอกจากเสียเวลามามากแล้ว ยังมีปัญหาใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะการนำเอาหลักวิชามาใช้นั้นจะต้องมีการนำมาประยุกต์ใช้ ลำพังวิชาการจะนำมาใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ การนำมาใช้ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขสถานการณ์ ที่เป็นจริงก่อนว่า จะใช้ได้หรือไม่เพียงใด อีกทั้งต้องคิดให้ละเอียดว่า จะต้องมีการประยุกต์อย่างไร จึงจะทำให้หลักวิชาใช้ได้จริงผล

สิ่งสำคัญที่จะทำให้การปฏิบัติได้ผล จึงอยู่ที่ต้องมีการรับรู้และตระหนักถึงความเป็นจริงต่างๆ ก่อน เพื่อจะช่วยให้มาตรการที่จะนำมาใช้เกิดผลได้จริงตรงตามที่ต้องการ ทำให้ยอมรับกันในวงการนักบริหารว่า การบริหารนั้นที่แท้เป็น "ศิลปะ" มากกว่าจะเป็น "ศาสตร์" และทำให้เป็นรู้กันว่า สิ่งที่จะทำให้นักบริหารประยุกต์ใช้หลักวิชาได้ก็คือ ประสบการณ์การเคยทำงานจริงมาก่อน

ตรงนี้เองที่ทำให้เราได้ยินการพูดถึงจุดอ่อนเสมอมา ว่า นักบริหารที่โตมาจากสายวิชาการมักจะห่างไกลโลกความเป็นจริง ไม่ทราบถึงปัญหาในทางปฏิบัติ แต่เรื่องนี้ในโลกที่เป็นจริงแบบไทยๆ เราจะมีโอกาสเห็นนักบริหารที่มากประสบการณ์จำนวนมากที่ไม่สนใจวิชาการ และนิยมบริหารด้วยประสบการณ์ หรือใช้สามัญสำนึกเป็นหลัก จนกลายกรณีใช้มากเกินไป ซึ่งจะกลายเป็น "นักบริหารนอกตำรา" ที่ทำอะไรมักห่างไกล ขัดแย้งหรือตรงข้ามกับหลักวิชา ทำให้เกิดปัญหาน่าสงสัย และเป็นที่เวียนหัวและอึดอัดแก่ผู้พบเห็น และผู้ต้องทำงานด้วยเป็นอย่างมาก

ทางออกและการแก้ไขที่จะทำให้จุดอ่อนหมดไป จึงมักต้องชดเชยกัน โดยให้คนที่แก่กล้าวิชาการ ต้องไปหาประสบการณ์ในโลกปฏิบัติบ้าง หรือกลับกันก็คือต้องมีการสอดแทรกอบรมนักบริหารให้ต้องเรียนรู้วิชาการบ้าง เพื่อให้มียอมรับและเอาวิชาการไปใช้ เพื่อจะได้ไม่เป็น "นักบริหารครึ่งสุกครึ่งดิบ"

การไม่ตกอยู่ในหลุมพรางของจุดอ่อนที่อาจทำให้การบริหารผิดพลาดเสียหาย องค์การจึงมักทำโดยจัดให้มีการตรวจสอบจุดอ่อน ที่มีอยู่ในแต่ละฝ่ายให้ทราบ เพื่อจะได้นำมาเป็นข้อระวังและทำการแก้ไขก่อน เพราะในโลกยุคไร้พรมแดนนี้ ขณะที่สถานการณ์ต่างๆ มีอาการผกผัน เปลี่ยนแปลงไวนี้ เงื่อนไขและปัจจัยของงานที่ต้องบริหาร จะมีความยากกว่าเดิมมาก

มาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงในทางบริหาร จึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่ง หากผิดพลาด โดยได้นักบริหาร มีคุณสมบัติเพียงด้านเดียว คือ มีประสบการณ์แต่ไร้วิชาการหรือ มากวิชาการแต่ไร้ประสบการณ์การบริหาร ก็จะเกิดช่องว่าง สะดุดและไม่ราบรื่นอย่างที่ควร ซึ่งสุดท้ายผลเสียจะเกิดขึ้นมากกว่าที่คิดกัน

การเกิดปัญหาเปลี่ยนแปลงที่ไม่สำเร็จในกระบวนการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ราบรื่น หรืออาจทำให้ความพยายามสร้างประสิทธิภาพความเข้มแข็งต่างๆ ไม่สำเร็จผลดังที่ตั้งใจไว้ ซึ่งย่อมจะทำให้เสียทั้งเวลาและโอกาสอย่างน่าเสียดาย

ในการสัมมนาจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินครั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ก.พร.และทีมงานที่เกี่ยวข้องได้มีการเตรียมการสิ่งต่างๆ ที่เป็นเทคนิควิชาการไว้ค่อนข้างมาก แต่จากการติดตามดูสิ่งที่อาจเป็นปัญหาและควรต้องระวังคือ

การวางแผน โดยลำพังแล้วมักจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจน พร้อมกับการมีระบบ และเทคนิคการวางแผนที่เข้าใจง่าย กับได้รับความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต้องวางแผน จึงจะทำให้แผนงานออกมามีคุณภาพ ตรงข้ามการมีคำขู่ที่ทำให้เกิดความกลัว โดยเฉพาะการผูกโยงกับรางวัลและการลงโทษเอาไว้ (ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนา) อาจส่งผลทำให้เกิดปัญหาได้ง่ายกับจะทำให้แผนงานที่ออกมาใช้ไม่ได้อย่างที่ควร

หลักความจริงทางการบริหารประการหนึ่งที่ว่า "พฤติกรรมผู้ตามนั้นมักเป็นไปตามอิทธิพลของผู้นำที่มีอำนาจเหนือขึ้น" หากผู้นำเก่งเกินไป หรือดุดัน ใช้อำนาจมาก ก็จะทำให้ผู้ตามหรือลูกน้องขวัญเสียและกลัวหงอ จนอาจลนลานทำอะไรเสนอไปอย่างเกินความเป็นจริง อาจทำให้แผนงานเสนอสูงเกินกว่าความจริงจนไม่อาจทำให้สำเร็จได้

โชคดีที่ความกลัวได้ผ่อนคลายไป เพราะหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้บรรยายสิ่งที่ท่านอยากเห็นและอยากให้ช่วยกันทำนั้น ท่านมีความเข้าใจต่อปัญหาความกลัวของรัฐมนตรีและข้าราชการ ที่มีต่อสไตล์การบริหารของท่าน

คำเตือนง่ายๆ คือ "อย่ากลัวท่านมากจนเกินไป จนฟังผิด คิดว่า ความคิดคือคำสั่ง ต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่กลัวจนวิ่งเตลิดแบบไม่คิดชีวิตจนผิดทิศทางแล้วเกิดความเสียหาย"