|
||||||||||||||
|
ตุลาการ
กับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น
โดย พิเชฐ โพธิวิจิตร มติชนรายวัน วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9880 รายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี 2547 นอกจากจะกล่าวถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยกรณีต่างๆ เช่น การฆ่าตัดตอนผู้ค้ายาเสพติด การอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร การทำร้ายผู้ต้องหาให้ยอมรับสารภาพ การปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบที่มัสยิดกรือเซะ และการตายของผู้ชุมนุมประท้วงที่ตากใบแล้ว รายงานดังกล่าวยังกล่าวพาดพิงมาถึงตุลาการว่า มีความเป็นอิสระแต่ก็มีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยกล่าวไว้ซ้ำๆ กันถึง 3 ครั้ง 3 แห่ง แม้ในรายงานจะไม่ระบุชัดว่าตุลาการที่ทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นตุลาการของศาลใดใน 3 ศาล คือศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง แต่เมื่ออ่านเนื้อหาโดยรวมแล้วมีข้อความบางตอนที่กล่าวถึงการกักขังผู้ต้องหา ที่รอการพิจารณาคดีเป็นระยะเวลานาน แล้วตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า "ฝ่ายตุลาการก็มีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น" ดังนั้น ตุลาการในรายงานนี้น่าจะหมายถึงตุลาการศาลยุติธรรม เพราะศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองไม่มีการกักขังผู้ต้องหาระหว่างการพิจารณาคดี ในส่วนที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่รัฐกรณีอื่นๆ เช่น การซ้อมผู้ต้องหา การอุ้มทนายสมชาย การปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบ และการตายของผู้ชุมนุมที่ตากใบ ผู้รายงานให้รายละเอียดของเหตุการณ์ไว้พอสมควร ว่าเหตุเกิดที่ไหน เมื่อไรและใครเป็นผู้ทำ แต่น่าเสียดายที่เมื่อกล่าวถึงการทุจริตคอร์รัปชั่นของตุลาการ กลับไม่มีรายละเอียดใดๆ ไม่อธิบายเหตุผล ไม่มีการยกตัวอย่างคดี ไม่บอกถึงที่มาหรือแหล่งข่าวพอที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงได้จึงยากที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงนี้ได้ ถ้าจะอนุมานเองหน่วยงานที่เสนอรายงานนี้แก่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา น่าจะเป็นสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย และข้อมูลที่สถานทูตได้มาก็น่าจะมาจากหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนข้อมูลจากการสังเกตการณ์ของเจ้าหน้าที่สถานทูตหรือเอกอัครราชทูตเองหากจะมีบ้างก็คงเป็นส่วนน้อย เห็นได้จากเหตุการณ์ทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงาน ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลข่าวสารที่ผิวเผิน ซึ่งปรากฏอยู่ตามสื่อต่างๆ ตามปกติที่คนไทยเรารู้กันดีอยู่แล้วทั้งสิ้น ไม่มีข้อมูลข่าวสารหรือข้อวิเคราะห์ใดๆ ที่ลงลึกชัดเจน อันแสดงถึงความสามารถในการเสาะแสวงหาข่าวเชิงลึกให้สมกับเป็นองค์กรที่มีบุคลากร งบประมาณและเทคโนโลยีพร้อมบริบูรณ์ที่สุดในโลกแต่อย่างใด ข้อสรุปในรายงานที่ว่าตุลาการมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น ก็น่าจะได้มาจากสื่อประเภทวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์เช่นเดียวกัน เมื่อลองตรวจสอบข่าวการทุจริตคอร์รัปชั่นของผู้พิพากษาศาลยุติธรรมตลอด 2 ปีที่ผ่านมาก็พบว่า มีอยู่เพียงข่าวเดียวคือการวิจัยเรื่อง "สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และประสบการณ์จ่ายสินบนของภาคธุรกิจไทย" ของคณะวิจัยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่สรุปผลวิจัยว่า ผู้พิพากษาทุจริตรับสินบนมากเป็นอันดับสอง แต่เมื่อสอบถามถึงกระบวนการเก็บข้อมูลก็พบว่ามีความผิดพลาดหลายประการ เป็นต้นว่า กลุ่มตัวอย่าง คือนักธุรกิจเป็นผู้จ่ายเงิน โดยไม่ทราบว่าจ่ายเป็นค่าอะไร และจ่ายให้แก่ใคร เงินดังกล่าวจะถึงมือผู้พิพากษาจริงหรือไม่ หรือมีผู้แอบอ้างเรียกเงินอ้างว่าจะนำไปให้ผู้พิพากษาซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ เพราะการอ้างผู้พิพากษาทำให้ได้เงินมากและได้ง่าย ตรวจสอบได้ยากว่านำไปให้ผู้พิพากษาจริงหรือไม่ ในที่สุดคณะผู้วิจัยยอมรับความผิดพลาดของผลการวิจัย แสดงความเสียใจและกล่าวคำขอโทษ ต่อผู้บริหารศาลยุติธรรมไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ต่อการทำงานขององค์กรอิสระของสถาบันพระปกเกล้า ที่ชี้ว่าศาลยุติธรรมได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด ซึ่งตรงข้ามกับผลวิจัยของคณะวิจัยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงน่าแปลกใจที่รายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกายังระบุว่าตุลาการมีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่อีก แต่ถ้ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา มีข้อมูลหลักฐานอื่น อยู่ในมือมากกว่าข่าวที่ปรากฏอยู่ในสื่อดังกล่าว ว่าผู้พิพากษาท่านใด ศาลใดที่ประพฤติชั่วทุจริตคอร์รัปชั่นจะเป็นคุณูปการต่อประชาชนชาวไทยอย่างยิ่ง หากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยจะกรุณาส่งข้อมูลนั้นแก่ศาลยุติธรรมเพื่อศาลยุติธรรมจะได้กวาดบ้านให้สะอาด ขจัดคนไม่ดีออกไปจากองค์กร ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาของประชาชนต่อความซื่อสัตย์สุจริตขององค์กรต่างๆ ในไทย ศาลยุติธรรมยังเป็นองค์กรหนึ่ง ที่ประชาชนเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตตลอดมา คำกล่าวที่ว่า "ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน" นั้น เป็นคำพูดของประชาชนไม่ใช่ผู้พิพากษาพูด เพื่อให้ความสำคัญกับตัวเอง และไม่ได้มีความหมายเพียงว่า ศาลเป็นองค์กรลำดับหลังสุดที่ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดเท่านั้น แต่หมายถึงศาลเป็นองค์กรสุดท้ายที่ประชาชนพึ่งได้ และให้ความยุติธรรมกับประชาชนได้อย่างแท้จริง ประชาชนที่มีคดีความย่อมตระหนักได้ดีว่าต้องใช้เงิน ซื้อความยุติธรรมจากศาลหรือไม่ ทนายความซึ่งว่าความอยู่ในศาล ต่างก็รู้ดีว่าในการสู้คดีต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้พิพากษา เพื่อให้ชนะคดีหรือไม่ คู่ความ และองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ทนายและราชทัณฑ์ จะยืนยันถึงความซื่อสัตย์สุจริตของผู้พิพากษาได้ดีที่สุด ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งที่สุดของศาล ซึ่งสร้างสมมายาวนานตั้งแต่สมัยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งนักกฎหมายไทยพระองค์ท่านสอนบรรดาตุลาการไว้ ถ้าจำไม่ผิด ท่านกล่าวเป็นคำกลอนไว้ว่า "เอ็งกินเหล้า เมายาไม่ว่าหรอก แต่อย่าออกนอกทางให้เสียผล เอ็งอย่ากินสินบาทคาดสินบน เรามันชนชั้นปัญญาตุลาการ" ผู้พิพากษายึดถือคำสอนนี้สืบทอดกันมาจนปัจจุบัน นอกจากวัฒนธรรมองค์กรอันเข้มแข็งแล้ว ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้พิพากษายึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ยังมีอีก 3 ปัจจัย ประการที่หนึ่ง คือ การตรวจสอบ ลงโทษที่เด็ดขาด คณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดโทษทางวินัยแก่ผู้พิพากษา โดยใช้มาตรฐานที่สูงมากในการลงโทษเพียงมีมูลน่าเชื่อว่ากระทำผิดตามข้อกล่าวหาจริงก็จะถูกลงโทษออกจากราชการแล้ว และการพิจารณาโทษก็ทำกันอย่างตรงไปตรงมาไม่มีการลูบหน้าปะจมูก ช่วยเหลือพวกพ้อง เพราะคณะกรรมการตุลาการจะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาได้ชื่อเสียงต้องไม่มีข้อด่างพร้อย จึงไม่ใช่ประเภทโจรพิจารณาความผิดของโจรที่จะเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือโจรด้วยกัน นอกจากนี้การตรวจสอบในสังคมผู้พิพากษาเองก็เข้มข้น ผู้พิพากษาที่มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจ จะถูกรังเกียจจากเพื่อนร่วมงานและถูกจับตามองจากผู้บังคับบัญชา ไม่ได้รับการยอมรับในสังคมผู้พิพากษา ประการที่สอง ศักดิ์ศรีและเกียรติยศผู้พิพากษาได้รับการเคารพยกย่องจากสังคมอย่างมาก มีสถานะทางสังคมค่อนข้างสูง และที่สำคัญความภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือเป็นเกียรติยศสูงสุด สำหรับตนเอง และวงศ์ตระกูลทุกคนจึงรักศักดิ์ศรีและเกียรติยศของตน ประการที่สาม การดำรงตนอย่างสมถะเรียบง่าย บรรพตุลาการสั่งสอนและประพฤติตนให้เห็นเป็นแบบอย่างตลอดมา การเป็นผู้พิพากษาที่ดีต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย แม้โลกยุคปัจจุบันสภาพสังคมจะเปลี่ยนไป แต่ค่านิยมนี้ยังคงมีอยู่ในผู้พิพากษาส่วนใหญ่ ประกอบกับเงินเดือนที่สูงขึ้น แม้จะไม่ถึงกับร่ำรวย แต่ก็พออยู่พอกิน เลี้ยงครอบครัวได้ตามอัตภาพ โดยไม่เดือดร้อน จึงไม่มีใครคิดเอาอนาคตไปเสี่ยงกับเงินที่มิชอบ ศาลยุติธรรมอาจจะไม่ใช่องค์กรที่ดีที่สุดเพราะยังมีปัญหาภายในอีกมากมายที่จะต้องแก้ไขปรับปรุง แต่ถ้ามองกันในด้านการผดุงความยุติธรรม ประชาชนมั่นใจในความซื่อสัตย์สุจริตได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ศาลยุติธรรมเป็นองค์กรแห่งอำนาจให้คุณให้โทษคนได้สูง ในทางอาญามีอำนาจลงโทษสูงสุดได้ถึงประหารชีวิต ส่วนในทางแพ่งมีอำนาจพิพากษาให้ตกเป็นบุคคลล้มละลายได้ จึงมีคนพร้อมที่จะเสนออามิสให้ตลอดเวลา ปัจจุบันผู้พิพากษามีจำนวนถึง 3,000 คนเศษ หากจะพูดว่าทั้งหมดเป็นคนดีย่อมเป็นไปไม่ได้ ที่ผ่านมามีคนไม่ดีที่ถูกลงโทษ-ไล่ออกจากราชการอยู่บ้าง แต่จำนวนคนไม่ดีอันน้อยนิดที่มีอยู่ไม่ถึงระดับที่จะเป็นปัญหาของ-องค์กรหรือของบ้านเมือง และไม่ถึงขนาดที่ในรายงานของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกาจะยกขึ้นกล่าวย้ำแล้วย้ำอีกว่า "ฝ่ายตุลาการยังมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น" ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 39 รับรองเสรีภาพในการพูด เขียน และการแสดงความคิดเห็น จึงเป็นเสรีภาพของเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ที่จะคิดและเขียนรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และองค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นสิทธิของสถานทูต ที่จะเสนอรายงาน ไปยังกระทรวงการต่างประเทศ สภาหรือประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อกำหนดนโยบายต่างประเทศในภูมิภาคนี้ ตราบใดที่ยังเป็นรายงานลับรับรู้กันเฉพาะภายในหน่วยงานของสหรัฐอเมริกา แต่การนำรายงานดังกล่าวออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน เป็นเรื่องที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกาต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่ขาดการตรวจสอบความถูกต้อง เป็นข้อมูลข่าวสารที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ย่อมสร้างความเสียหายให้แก่องค์กรหรือประเทศอื่นอย่างใหญ่หลวง ดังกรณีของศาลยุติธรรมอาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือต่อผู้พิพากษา เมื่อเกิดข้อพิพาทอาจหาทางแก้ด้วยวิธีอื่น โดยไม่พึ่งศาล จนเกิดปัญหาความวุ่นวายขึ้นในสังคมไทยได้ หน้า 6
|