|
||||||||||||
|
ทีมงานที่ทุกคนเป็นหัวหน้าทีม
ก้าวไกลวิสัยทัศน์ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 มีนาคม 2548 นานมาแล้วเมื่อครั้งเริ่มต้นมีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ นักคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นต่างถกเถียงกันว่า รูปแบบที่เหมาะสมกับการจัดการเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ควรจะอยู่ในรูปแบบใด ระหว่างรูปแบบที่มอบหมาย ให้คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง ทำหน้าที่กำกับการใช้งานเครือข่ายของคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ใครจะทำอะไรก็ต้องถามผู้กำกับก่อน กับอีกรูปแบบหนึ่งที่กระจายหน้าที่การกำกับดูแลการใช้งานเครือข่าย ไปสู่คอมพิวเตอร์แต่ละตัวอย่างเท่าเทียมกัน ใครจะทำอะไรก็ต้องดูแลตัวเอง รูปแบบแรก คล้ายๆ กับสี่แยกที่มีสัญญาณไฟจราจรที่ผู้ขับรถต้องปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรนั้น ถ้าวันใดไฟจราจรเสีย สี่แยกนั้นก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นทันที รูปแบบหลัง เปรียบเทียบได้กับสี่แยกที่กำกับดูแลการจราจรโดยใช้วงเวียน ทุกคนที่ขับรถเข้ามาสู่สี่แยกนั้น มีหน้าที่ดูแลตัวเองว่าช่วงใดจะขับรถเข้าไปได้ ช่วงใดจะขับรถออกมาได้ รูปแบบนี้ไม่มีการกำกับดูแลจากผู้ใดผู้หนึ่ง ผู้ใช้วงเวียนทุกคนต่างช่วยกันกำกับดูแลการจราจรในวงเวียนนั้น นักคอมพิวเตอร์ที่มีความเชื่อแตกต่างกันเป็นสองฝ่ายนี้ ต่างก็สร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่ทำงานตามรูปแบบที่ตนเองเชื่อขึ้นมาใช้งาน ซึ่งในที่สุดปรากฏว่า แนวทางที่ให้คอมพิวเตอร์แต่ละตัว ช่วยกันกำกับดูแลการทำงานของเครือข่าย เป็นรูปแบบที่มีการยอมรับกันมากกว่า และใช้กันมาตราบเท่าทุกวันนี้ ถ้าพิจารณาว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รูปแบบที่กระจายการกำกับดูแลไปสู่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องได้รับการยอมรับมากกว่า คำตอบทางเทคนิคคงมีหลากหลายประการ แต่มีประการหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เป็นรูปแบบที่รองรับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า ถ้ามอบให้คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งกำกับดูแลเครือข่ายทั้งหมด เมื่อใดก็ตามแต่ที่มีคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่เชื่อมต่อเข้ามาสู่เครือข่าย เมื่อนั้นก็ต้องมีการแก้ไขโปรแกรม ที่คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลเครือข่ายนั้น และต้องกระทำเช่นนี้ทุกครั้ง ที่มีการเปลี่ยนแปลง ยิ่งเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งเท่าใด ก็ต้องแก้ไขโปรแกรมบ่อยครั้งเท่านั้นด้วย ในขณะที่ถ้ากระจายหน้าที่กำกับดูแลเครือข่ายไปยังคอมพิวเตอร์ทุกๆ ตัวแล้ว เมื่อใดที่มีคอมพิวเตอร์ตัวใหม่ต่อเข้ากับเครือข่าย เมื่อนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงซอฟต์แวร์ที่ตัวใดตัวหนึ่ง เพราะทุกเครื่องต่างกำกับดูแลตัวเอง ในการใช้งานเครือข่ายอยู่แล้ว ถ้านำแนวความคิดนี้มาใช้ในการพิจารณาการทำงานเป็นทีมของผู้คน ซึ่งคงต้องเลือกกันว่า เราต้องการได้ทีมทำงานในรูปแบบใด จะเป็นทีมงานที่ต้องมีหัวหน้าทีมคอยกำกับดูแลการทำงานตั้งแต่ต้นจนกระทั่งบรรลุผล เช่นเดียวกับสี่แยกที่ต้องมีไฟแดงไฟเขียว หรือจะเป็นทีมงานที่ต่างคนต่างดูแลหน้าที่ของตนเอง เสมือนว่าทุกคนต่างเป็นหัวหน้าทีมกันทั้งหมด คล้ายๆ กับสี่แยกที่ใช้วงเวียนเป็นกลไกกำกับดูแลการจราจร ถ้างานที่มอบหมายให้ทีมงานทำนั้นเป็นงานประจำที่สมาชิกแต่ละคนสามารถทำหน้าที่ของตนได้ตามที่กำหนดไว้แล้วเป็นอย่างดี หน้าที่ที่กำหนดให้ทำก็ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก อาจมีบางส่วนของงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับงานของคนอื่นอยู่บ้าง แต่มักจะเป็นงานส่วนน้อย เมื่อเทียบกับงานส่วนใหญ่ที่แต่ละคนสามารถทำได้ตามลำพัง งานลักษณะนี้ทีมงานแบบมีหัวหน้าทีมหนึ่งเดียวจะเหมาะสมกว่า เพราะสามารถสั่งการให้ทำงานลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยไม่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อะไรมากนัก ถ้าจะมีการแสวงหาวิธีทำงานแบบใหม่ๆ ก็เป็นเพียงแค่ปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้ลดลงเพียงเล็กน้อย ไม่ถึงขั้นที่มีการปรับรื้อระบบแต่อย่างใด ถ้าวันใดที่สถานการณ์รอบตัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งวิธีการทำงานแบบเดิมๆ ไม่ค่อยเกิดผลตามที่มุ่งหวังเอาไว้ สถานการณ์ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเกือบทุกวัน คราวนี้หัวหน้าทีมเพียงคนเดียว ไม่มีวันรู้ว่าจะปรับเปลี่ยนการทำงานของแต่ละคนในทีม ตามเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้นได้อย่างไร ต้องอาศัยฝีมือของทุกคนในทีมที่จะช่วยกันปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน รองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้ งานวิจัยหนึ่งบอกให้ทราบว่า ถ้าต้องการให้ทีมงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็วนั้น จำเป็นที่จะต้องสร้างบรรยากาศในทีมที่ทุกคนสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง สามารถเรียนรู้จากการทำงานของกัน และกันได้ จำเป็นที่จะต้องสร้างทัศนคติที่ว่า ทุกคนในทีมมีความสำคัญ ต่อความสำเร็จของงาน ให้เกิดขึ้นในหัวใจของลูกทีมทุกคน จำเป็นต้องมีภาพอนาคตที่ทุกคนร่วมกัน มุ่งหน้าที่จะไปถึงเป็นภาพเดียวกัน งานวิจัยเดียวกันนี้บอกว่า สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากสภาพการทำงานในทีมเป็นแบบหัวหน้ากับลูกน้อง สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ในทีมที่ทุกคนเป็นหัวหน้าทีม แต่เป็นหัวหน้าทีมเฉพาะในเรื่องที่ตนเองมีความสามารถเป็นพิเศษเท่านั้น เรื่องใดใครเก่ง คนนั้นทำหน้าที่หัวหน้าทีม ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ทีมงานในลักษณะนี้เป็นที่ยอมรับ และมีการใช้งานกันมากขึ้นในปัจจุบัน กล่าวกันว่าเกือบครึ่งหนึ่งของบริษัทที่ติดอันดับฟอร์จูนหนึ่งพัน ต่างก็มีทีมงานลักษณะนี้ทำงานอยู่ด้วยทั้งสิ้น ประการสำคัญ ในการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพสูงในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงนั้น จำเป็นต้องมีทักษะ และข้อมูลข่าวสารที่มากเกินกว่าที่เคยใช้งานเมื่อทำงานตามลำพัง และต้องเลือกสมาชิกของทีม ที่พร้อมจะท้าทายรูปแบบการทำงานเดิม ๆ อยู่เสมอ ถ้างานใดดูขวางหูขวางตา ต้องหาวิธีการทำงานใหม่ๆ มาทดแทน และที่ต้องเน้นเป็นพิเศษก็คือ สมาชิกของทีมงานประเภทนี้ นอกจากจะต้องเป็นผู้มีฝีมือ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ทีมต้องการแล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากเพียงพอ เพราะไม่ว่าทีมงานจะเก่งกาจแค่ไหน โอกาสผิดพลาดก็ยังมีอยู่เสมอ วันใดที่ทีมงานทำผิดพลาดขึ้นมา แล้วถ้าสมาชิกในทีมมีความเป็นผู้ใหญ่ไม่เพียงพอ วันนั้นคือวันที่อวสานของทีมประสิทธิภาพสูงจะมาถึง เพราะต่างคนต่างโทษกันไปโทษกันมาจนกระทั่งทีมแตกในที่สุด
|