หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
"กรณ์" ชำแหละ ศก.ทักษิณ 2

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 7  วันที่ 28 มีนาคม 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3674 (2874)

การอภิปรายวิพากษ์นโยบายของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตลอด 3 วัน (23-25 มีนาคม) ต้องยอมรับว่าฝ่ายค้านโดยพรรคประชาธิปัตย์ พลิกโฉมการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านได้อย่างเข้าตาประชาชน

โดยเฉพาะการอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายภาพรวมของนโยบาย ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตลอด 2 ชั่วโมงเต็ม

ในขณะที่การวิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจ นาย กรณ์ จาติกวณิช ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ เจ.พี. มอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด อภิปรายได้อย่างคมชัดลึกและตรงประเด็นมากที่สุด "ประชาชาติธุรกิจ" ขอนำเสนอบทอภิปรายของนายกรณ์ดังต่อไปนี้

4 ปีสร้างปัญหา

นายกรณ์เปิดประเด็นว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจว่ารัฐบาลชุดที่แล้วได้เริ่มทำงานในปี 2544 ซึ่งช่วงนั้น การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกยังอยู่ใน ระดับที่ต่ำ จนปี 2547 เศรษฐกิจโลกขยายตัวถึง 4.7% ส่งผลต่อราคาผลิตผลของประเทศไทยได้ ปรับตัวสูงขึ้น และมีผลผลักดันให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ปรากฏ การส่งออกของประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 22% แต่ 16% ใน 22% นั้นเป็นเพราะราคาผลิตผลสูงขึ้น ส่วนอีก 6% เป็นการเพิ่มขึ้นเพราะปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น ชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย ในช่วงการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดที่แล้วพยามยามสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนกล้ากู้ กล้าใช้ และสุดท้ายผู้ประกอบการเอกชนเริ่มจะมีความกล้าในการลงทุน

นี่เป็นการชี้เงื่อนไขที่เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้เปลี่ยนไป นอกจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป ดูได้จากการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ความเปลี่ยน แปลงเงื่อนไขทั้งหมดนั้นส่งผลต่อดัชนีทุกดัชนี และสุดท้ายก็คือมีผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัด และที่สำคัญคือ ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้น

ในส่วนของบัญชีเดินสะพัด เป็นต้นว่าในเรื่องการท่องเที่ยว กล่าวได้ว่าคนญี่ปุ่นมาเที่ยวประเทศไทย ประเทศไทยได้ แต่ถ้าประเทศไทยไปเที่ยวญี่ปุ่น ประเทศไทยเสีย ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มจะแสดงสัญญาณว่า จะลดลงจากการที่ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในสภาพบวกมาหลายปี ในเดือนมกราคม 2548 ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ ของไทยติดลบมากว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการติดลบรายเดือนที่สูงที่สุดตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และดุลบัญชีเดินสะพัดมี ผลโดยตรงต่ออัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น

"ผมถือว่าเป็นช่วงที่น่าหนักใจแทนผู้ว่าการ ธปท. มองในอีกแง่หนึ่งเศรษฐกิจอยู่ในช่วงชะลอตัว ซึ่งไม่ควรเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงเกินไป แต่อีกแง่หนึ่งอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศยังอยู่ในช่วง ขาขึ้น ซึ่งประเทศไทยก็ต้องขึ้นตามลำดับ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ แรงกดดันที่เกิดขึ้นต่อดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งทำให้ผู้ว่าการธปท. มีความจำเป็น ที่จะต้องบริหารระบบการเงินด้วยความระมัดระวังมากขึ้น"

สรุปโดยรวมว่าภาพของเศรษฐกิจได้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ที่ต้องดูแลไม่ให้ประชาชนมีผลกระทบ และพรรคประชาธิปัตย์มองว่า รัฐบาลควรจะต้องพิจารณาในรายละเอียดว่าภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป กับเศรษฐกิจมหภาคโดยรวม ควรจะมีผลกระทบต่อนโยบายสำคัญทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างไร

จับตาหนี้สินประชาชน

สิ่งที่น่าจับตามองคือความเดือดร้อนภาคหนี้สินประชาชน ที่เพิ่มขึ้นจากปี 2544 กับการชี้แจง ของ นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่อ้างว่าตัวเลขหนี้สินที่เพิ่มขึ้นถือว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตก ไม่อันตราย เพราะการเพิ่มขึ้นของหนี้สิน ควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของเงินออม และทรัพย์สินภาคประชาชน ตนขอค้านว่าเป็นการชี้แจงที่ผิดพลาด และเป็นการอ้างเศรษฐกิจที่ไม่ถูกต้อง หนี้ครัวเรือนเมื่อครั้งที่ระบบเศรษฐกิจยังดีอยู่ ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 10 ปี ตัวเลขอยู่ที่ 31,000 บาทต่อครัวเรือน แต่ขณะนี้หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 110,000 บาท แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจดีอย่างเดียว

นอกจากนั้น เงินออมที่ รมช.คลังอ้างถึงนั้นเป็นเงินออมของบริษัทเอกชน ไม่ใช่เงินออมของครัวเรือน ซึ่งในการเปรียบความอันตรายที่มีต่อหนี้ครัวเรือนนั้น ควรจะดูเงินออมภาคครัวเรือน ซึ่งจะเห็นได้ว่าลดลงอย่างชัดเจนทุกปี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา

ปี 2544 เงินออมภาคครัวเรือนสูงถึง 410,000 ล้านบาท ลดลงทุกปีจนปี 2546 นั้น 183,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นตนคิดว่ายังมีประเด็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเข้าไปดูแลประชาชนที่มีหนี้สินเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้น ผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อปลายปี 2547 ได้ชี้ให้เห็นว่าภาระหนี้สินครัวเรือนของประชาชน เพิ่มขึ้นกว่ารายได้ของประชาชนทุกปีตั้งแต่ปี 2544 และที่น่าเป็นห่วงมาก 40% ของผู้ที่มีหนี้ยังรอให้รัฐบาลมาปลดหนี้ให้ และกว่า 60% ไม่ได้เข้าใจระหว่างอัตราดอกเบี้ยโดยรวมที่กำลังปรับตัวขึ้นกับภาระการชำระหนี้ที่ตนมี

วิพากษ์โครงการขนาดใหญ่

นอกจากผลกระทบที่มีต่อประชาชนแล้ว พรรคประชาธิปัตย์มองว่าสมมุติฐานเบื้องหลังนโยบาย โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลนั้น มีความจำเป็นต้องไปพิจารณาใหม่ในรายละเอียด โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมพลัง การขน ส่งมวลชน หรือระบบไฟฟ้ามหานคร ซึ่งต้องขอบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยอย่างยิ่งในการลงทุนใน 2 ระบบนี้ โดยเฉพาะการลงทุนในระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร เป็นสิ่งที่คนกรุงเทพฯรอคอยมานาน

ที่น่าเสียดายคือ เมื่อปี 2546 สำนักงานพลังงานแห่งชาติได้มีรายงานชัดเจนแนะนำว่า รัฐบาลควรรีบลงทุนในระบบขนส่งมวลชน และขอให้แล้วเสร็จในปี 2550 โดยที่สำนักพลังงานแห่งชาติได้ระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อแล้วเสร็จโครงการนี้ จะสามารถประหยัดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง 2,000 ล้าน ลิตรต่อปี หรือคิดเป็นเงินตามราคาน้ำมันวันนี้ก็ประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่มีการผลักดันโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นการเสียโอกาสที่จะประหยัดน้ำมันกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับกองทุนน้ำมันที่ขาดดุลอยู่ในขณะนี้

พรรคประชาธิปัตย์อยากให้รัฐบาลพิจารณาความสมควรในรายละเอียดของโครงการที่จะมีการลงทุนในอนาคต เพื่อให้การใช้งบฯมีความสมดุลเมื่อเปรียบเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไป พรรคประชาธิปัตย์ศึกษาว่า 7 สายรถไฟฟ้า จากเจตนาที่รัฐบาลมีว่ากำลังจะสร้างภายในครั้งเดียว 2 ใน 7 รวมแล้ว 64 กิโลเมตร จาก 247 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนถึง 40% ของเงินลงทุนทั้งหมดของโครงการนี้ ขณะที่สามารถแบกรับผู้โดยสารเพียง 18% ของโครงการทั้งหมด

ด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป พรรคประชาธิปัตย์มองว่าการที่รัฐบาลอาจจะประหยัดเงิน 40% หรือ 1.7 แสนบาท โดยมีผลกระทบต่อผู้โดยสารเพียง 18% เป็นเงื่อนไขที่ควรทบทวนในรายละเอียดให้ดี

ส่วนการแปรูปรัฐวิสาหกิจ เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจก็มีผลกระทบ ซึ่งในเรื่องดังกล่าวพรรคประชาธิปัตย์ มีความเสียดาย เพราะในการแถลงนโยบายเมื่อปี 2544 โครงการเรื่องการเพิ่มศักยภาพของรัฐวิสหกิจปรากฏว่าเป็น 1 ใน 9 ของนโยบายเร่งด่วนรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลระบุชัดเจนว่าจะมีการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติขึ้นมาดูแลจัดการรัฐวิสาหกิจ แต่เมื่อปี 2545 จาก 53 รัฐวิสาหกิจโดยรวม มีรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร 41 แห่ง ขาดทุน 12 แห่ง ต่อมาปี 2547 จากรัฐวิสาหกิจ 53 แห่งเดิม กลับมีรัฐวิสหกิจที่มีกำไรเพียง 40 แห่ง ขาดทุนเพิ่มเป็น 13 แห่ง แสดงให้เห็นว่าโครงการเสริมสร้างรัฐวิสาหกิจ ไม่ได้มีการขับเคลื่อนอะไร ในช่วงการบริหารของรัฐบาลที่ผ่านมา

พรรคประชาธิปัตย์มองว่า การเพิ่มศักยภาพของรัฐวิสาหกิจนั้นรัฐบาลควรเน้นการเสริมให้มีการแข่งขัน พรรคประชาธิปัตย์ไม่อยากเห็นการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯของรัฐวิสาหกิจ เพราะธรรมา ภิบาลที่ดีของบริษัทที่จดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ฯนั้นคือหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นก่อน ผู้อื่น เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐวิสาหกิจที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯแล้วจะมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณารายละเอียดการปรับโครงสร้างให้มีการแข่งขัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนก่อนนำรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียน

"ผมคิดว่ารัฐบาลต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนที่มีจำนวนมาก เพราะแม้เศรษฐกิจระดับมหภาคดีขึ้น แต่ประชาชนกลับไม่รู้สึกว่ารวยขึ้น นโยบายการลงทุนโครงการใหญ่ รัฐบาลมีโอกาสที่จะกระจุกตัวในการกระจายรายได้ พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ารัฐบาลควรยกการกระจายรายได้ให้เป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญที่สุดในเชิงเศรษฐกิจ 4 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะควรพิจารณาว่าอัตราการใช้กำลังผลิตของบริษัทภาคเอกชนขยับขึ้นมาสูงกว่า 75% ซึ่งเป็นระดับการใช้กำลังผลิต ที่ทำให้บริษัทภาคเอกชนเริ่มที่จะต้องใช้เงินลงทุนอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นการนำเงิน 1.5 ล้านล้านไปลงทุนในโครงการใหญ่ของรัฐบาลต้องคำนึงว่า อาจจะเป็นการแย่งชิงเงินทุนจากภาคเอกชน จากภาคเอกชน และจะเป็นปัญหาต่อการกระจายรายได้ด้วย"