|
||||||||||||
|
ทางเลือกใหม่
ลดความร่านทุรน
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th มติชนรายวัน วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9879 ขณะที่สังคมส่วนใหญ่กำลังหวั่นวิตกและร่านทุรนกับราคาน้ำมันแพงที่ไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดอยู่ที่ไหน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ตั้งแต่ ราคาสินค้าพุ่งสูง ข้าวยากหมากแพง ภาวะอัตราเงินเฟ้อ การขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้น จนในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีที่รัฐบาลทักษิณท่องเป็นคาถาวัดความสำเร็จในการบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าสังคมยังคงปริวิตกวนเวียนอยู่ในเรื่องเหล่านี้ โอกาสที่จะแก้ไขปัญหาท่ามกลางสงครามแย่งชิงทรัพยากรระดับโลกยังดำรงอยู่ คงเป็นเรื่องยากที่จะหาทางออกจากวงจรอุบาทว์ได้ ต่อไปนี้เป็นความคิดของบุคคลบางคนที่ให้ไว้ในเวที "นโยบายสาธารณะ สร้างรากฐานที่ดีเพื่ออนาคตประเทศไทย" เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2548 ที่น่าจะมีประโยชน์เพื่อร่วมกันคิดทบทวนหาทางออกจากวงจรอุบาทว์ได้ นายปรีดา เตียสุวรรณ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า การใช้จีดีพีมาใช้วัดความเจริญของประเทศกำลังเป็นเรื่องที่เชยเพราะทรัพยากรในโลกนั้นมีไม่พอที่จะให้เรามาบริโภคกันแบบที่วัดกันด้วยจีดีพีว่า ใครจะสามารถผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภคออกมาได้มากเท่าไหร่ และวัดความสำเร็จจากตรงนั้น(ทรัพยากร)มันมีไม่พอให้รับประทานกัน "ตรงนี้มันชี้ให้เราเห็นชัดเลยว่า การที่คุณจะอยู่อย่างเดิมโดยเอาทรัพยากรไปบริโภคแล้ววัดความสำเร็จที่ตัวทรัพยากร ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้แล้วในอนาคต ก็เลยมาถึงว่า เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นคำตอบหรือไม่ "แต่นักธุรกิจธรรมดาอย่างผม ผมไม่สนใจหรอกครับที่ให้โลกบริโภคกัน ซึ่งในท้ายที่สุดเป็นการฆ่าตัวเอง เพราะไม่มีทรัพยากรมากพอให้เราใช้ เมื่อถึงเวลาเกิดการแย่งชิงทรัพยากรแล้ว ก็กลับมาสู่ระบบที่ต้องการพยายามสร้างฐานอำนาจทางทหารขึ้นมา เพื่อไปแย่งชิงทรัพยากร "ผมถึงบอกว่า กระแสโลกาภิวัตน์ใหม่จะเข้ามาเป็นคลื่นลูกที่ 2 ถึงเวลาแล้วที่ต้องบันยะบันยังในการใช้ทรัพยากรในประเทศ อย่าใช้จนกระทั่งไม่เหลืออะไรในโลก "คนต่อไปคือ น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่ออกมาให้แนวคิดเป็นประจำอยู่แล้ว "ถ้าเศรษฐกิจเอาแต่เงินเป็นตัวตั้ง แน่นอนว่าต้องนำไปสู่วิกฤต นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน มีตัวเลขยืนยันทั่วโลกทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ช่องว่างยิ่งถ่างมากขึ้นและนำไปสู่ปัญหาต่างๆ "ถ้าเราลองนึกภาพคนรวยมีเงินเป็นหมื่นล้าน นั่งเครื่องบินไปเห็นที่สวย หันหน้าไปพยักหน้ากับลูกน้อง ลูกน้องจัดการกลับมา เอาไปเป็นหมื่นไร่กับคนที่ไม่มีอะไรเลย เข้าไม่ถึงการใช้ทรัพยากร ไม่มีอำนาจอะไรทั้งสิ้น สังคมอย่างนี้มันอยู่ไม่ได้ "ผมไม่ได้ต่อต้านการเติบโต แต่ถ้าสังคมมีความเป็นธรรม มีความเข้มแข็ง มันจะเติบโตบนพื้นฐานของความสมดุล ถ้าตราบใดที่ยังขาดความเป็นธรรม ขาดสมดุล แล้วเราไปเร่งการเติบโตตรงนี้ขึ้น ความไม่เป็นธรรมจะยิ่งมากขึ้น ยิ่งจะนำไปสู่วิกฤตและความรุนแรง เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจที่สมดุลต้องสมดุลกับทรัพยากรกับพลังงานด้วย "ทิศทางการพัฒนาการขนส่งที่เน้นการขนส่งด้วยรถสิบล้อ วิ่งตลอด 24 ชั่วโมง ใช้น้ำมันเยอะ แทนที่จะใช้รถไฟ ใช้เรือกลไฟที่ใช้พลังงานน้อยกว่า มาถึงตอนนี้เราก็เสร็จเลย เพราะน้ำมันขึ้นราคา พูดกันว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอาจขึ้นถึงบาร์เรลกว่า 100 ดอลลาร์ ลองคิดดูเถิดว่า ผลกระทบจะมีมากมายเพียงใด" คนสุดท้ายคือ ครูชบ ยอดแก้ว ผู้นำชุมชนกล่าวว่า "เดี๋ยวนี้สังคมปัจจุบัน จะถามว่ามีทุนหรือยัง และทุนที่ถามนี้สังคมส่วนใหญ่ก็จะนึกถึง เรื่องเงินตราเป็นอย่างแรก แต่ความเชื่อของผมคือว่า ทุนทางสังคมมันไม่ใช่เงินตรา ที่สำคัญกว่าเงินตรามีอยู่ แต่เราลืมมัน "ฉะนั้น ทุนที่สำคัญทางสังคม ผมมองว่าเป็นทุนคน ขณะนี้สังคมเราทุนคนของเราอ่อนแอ เนื่องจากถูกเงินเงินตราครอบงำ "ลำดับที่สอง เมื่อมีทุนคนแล้ว มันมีทุนภูมิปัญญา อาจจะมากบ้างน้อยบ้างตามแต่ประสบการณ์ แต่เนื่องจากตอนนี้ทุนทางปัญญาของสังคมไทยถุกครอบงำด้วยทุนตะวันตก ทุนที่ 3 คือ ทุนทางวัฒนธรรม เรามีวัฒนธรรมอยู่ แต่ถูกทำลายเสียเยอะ ทุนที่ 4 คือ ทุนธรรมชาติ ประเทศไทยมีทุนทางธรรมชาติมากมายที่จะเพาะปลูก ทุนที่ 5 คือทุนแรงงาน และ ทุนที่ 6 คือทุนเวลา เท่ากันหมดทั้งโลก "ผมให้ความสำคัญกับทุนเงินตราเป็นอันดับ 7 เป็นทุนสุดท้าย แต่สังคมปัจจุบัน ทุนเงินตราแรงมาก ทำให้ทุนที่ 1-6 อ่อนแอจนไม่สามารถนำสังคมเราไม่สู่ความสงบสุขได้" อ่านแล้วเห็นทางออกอย่างไร นำมาถกเถียงกันได้ครับ หน้า 20
|