|
||||||||||||
|
"ไพบูลย์"
ชี้รัฐรุมทึ้งประชาชน
สารพัดโครงการแก้จน "เหลว"
มติชนรายวัน วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9879 สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชี้รัฐบาลแก้ปัญหาความยากจนไม่ถูกจุด โครงการปั้นผลิตภัณฑ์โอท็อป พักหนี้ จดทะเบียนคนยาก เอสเอ็มแอล วอเตอร์กริดแสนล้าน ไม่เข้าถึงปัญหา-ไม่บูรณาการ แนะดึงองค์กรท้องถิ่น 3 ส่วนช่วย อย่าละเลยเบื้องล่าง ตกใจจะยึดหรือทึ้งประชาชนเป็นศูนย์กลาง นักวิจัยระบุยิ่งทุ่มมากคนรวยยิ่งอู้ฟู่มากขึ้น โครงการวิจัยและพัฒนา เรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการ ขององค์กรปกครองท้องถิ่น สถาบันพัฒนาสยาม จัดอภิปรายหัวข้อ "การปกครองตนเองของท้องถิ่นกับการแก้ไขปัญหาความยากจน" ขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่โรงแรมเรดิสัน นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนและแก้ไขยาก รัฐบาลหลายชุดโดยเฉพาะชุดนี้ได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้มากเป็นพิเศษ แต่แนวทางที่ทุ่มเงินผ่านโครงการสำคัญ เช่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(โอท็อป), พักหนี้เกษตรกร, จดทะเบียนคนยากจน, คาราวานแก้จน, เอสเอ็มแอล, และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทั้งระบบหรือวอเตอร์กริด มูลค่าแสนล้านบาท อาจไม่ถูกจุดและเป็นการแก้ไขปัญหาแบบไม่บูรณาการ รวมทั้งยังสั่งการจากส่วนกลางที่ไม่ได้เข้าถึงปัญหาอย่างแท้จริง แนวทางแก้ไขที่ได้ผลและรัฐบาลควรนำมาใช้คือ ให้องค์กรท้องถิ่น 3 ส่วนคือ 1.ชุมชน 2.หน่วยงานท้องถิ่นประเภทองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) หรือเทศบาล และ 3.นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด มีบทบาทสำคัญในการร่างแผนพัฒนาชุมชนด้วยตนเอง และมีการจัดการแก้ไขทั้ง 4 ทิศ คือ เบื้องล่าง เบื้องบน ภายนอก และภายใน "สิ่งที่ถูกละเลยในขณะนี้คือเบื้องล่าง หรือการพัฒนาจากฐานซึ่งประชาชนมีบทบาทสำคัญ นายกรัฐมนตรีบอกว่าให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ผมชักตกใจเพราะไม่รู้ว่ายึดแบบไหน อาจเอาประโยชน์จากประชาชน หรือประชาชนถูกรุมทึ้ง ผมไม่คิดว่าการแก้ไขความยากจนแบบคาราวานแก้จนของรัฐบาลจะได้ผลเพราะไม่เป็นแบบบูรณาการ แต่หากแก้โดยให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทจะได้ผลมากกว่า" นายไพบูลย์กล่าว สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า นอกเหนือให้ความสำคัญกับเบื้องล่างแล้ว รัฐบาลยังจะต้องบริหารทิศทางเบื้องบน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายและนโยบายของภาครัฐ หาก อบต.และ อบจ.รวมตัวกันก็สามารถเจรจากับรัฐบาลได้ และยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่กำลังจะจัดตั้งสภาผู้นำชุมชนแห่งชาติขึ้นเพื่อให้เป็นเวทีในเรื่องนี้อีกด้วย นายกฤษฎา อุทยานิน นักวิจัยอาวุโส สถาบันพัฒนาสยาม กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนโดยการจดทะเบียนคนจนไม่ได้ผลเท่ากับให้คนในพื้นที่เป็นคนจัดการเอง เพราะจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากกว่า และควรให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วย เพราะจะประหยัดงบได้ แทนที่จะทุ่มงบกว่าแสนล้านบาทไปกับโครงการวอเตอร์กริด "ข้อมูลเมื่อปี 2545 ระบุว่ามีคนยากจนซึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 1,200 บาทต่อเดือนมากกว่า 6 ล้านคน ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคอีสาน รัฐบาลพูดถึงโครงการเมกะโปรเจ็คต์ ใช้เงินเป็นแสนล้าน ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเข้ากระเป๋าคนจนเท่าไหร่ แต่จะทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นไปอีก การแก้ไขปัญหาหากจะหวังกลไกของส่วนกลาง คิดว่าหมดหวัง น่าจะใช้กลไกใหม่โดยให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นคนจัดการจะได้ผลดีกว่า" นายกฤษฎากล่าว ขณะที่นางสีลาภรณ์ บัวสาย ผู้อำนวยการฝ่ายชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ หรือ ศตจ.แห่งชาติ พบว่ามีปัญหาเรื่องระบบงานซ้ำซ้อนและไม่มีวิธีการบริหารจัดการที่ดีพอ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในที่สุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่จะใช้วิธีการแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการจัดแบ่งจังหวัดออกเป็นคลัสเตอร์(กลุ่ม) คลัสเตอร์ละ 4 จังหวัด คาดว่าทั้งประเทศจะมีประมาณ 60 คลัสเตอร์ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น หน้า 1
|