|
||||||||||||
|
รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม
หรือแค่เขียนเสือให้วัวกลัว
คอลัมน์ คลื่นความคิด โดย ยุวดี ศิริ มติชนรายวัน วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9879 ในการขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินแต่ละโครงการนั้น ว่ากันว่ามีกฎหมายที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องถึง 19 ฉบับ ประเด็นในการพิจารณามีมากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่เจตนารมณ์ที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินต้องการเข้าไปควบคุมดูแล แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นก็เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคที่ซื้อที่ดินจัดสรรเป็นสำคัญ กฎหมายดังกล่าว เช่น ที่ดินแปลงที่นำมาทำการจัดสรรนั้นมีทางเข้าออกกี่ทาง เป็นทางสาธารณประโยชน์หรือภาระจำยอม มีใบอนุญาตขอเชื่อมทางกับเขตทางหลักหรือไม่ หรือที่ดินจัดสรรอยู่ในหรือนอกเขตการประปา ถ้าอยู่ในเขตการประปาก็ต้องออกเอกสารยืนยันว่าการประปาสามารถจัดจำหน่ายน้ำประปาให้ได้ ถ้าอยู่นอกก็ต้องได้ใบอนุญาตในการขุดและจำหน่ายน้ำบาดาลจากกรมทรัพย์ฯและกรมโยธาฯ เหล่านี้เป็นต้น หากพิจารณาจากเนื้อหาใจความแล้วส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการขอหลักฐาน หรือเอกสารยืนยันว่าผู้ประกอบการได้จัดให้มีสาธารณูปโภค-สาธารณูปการพื้นฐานเพียงพอกับการอยู่อาศัย แต่หลักฐานที่ดูจะเป็นภาระกับผู้ประกอบการมากที่สุด คือ "การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม" ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 กฎหมายดังกล่าวระบุให้โครงการที่จัดสรรที่ดินเกินกว่า 500 แปลง หรือที่ดินเกินกว่า 100 ไร่ อันเข้าข่ายเป็นโครงการขนาดใหญ่ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับจัดสรรนั้น ต้องยื่นเอกสารในการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้คณะกรรมการพิจารณา ในการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินการได้เอง แต่ต้องว่าจ้างบริษัทที่ขึ้นทะเบียนและได้รับการรับรองจากกระทรวงวิทย์ฯเป็นผู้ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ บริษัทก็จะมาคิดว่าโครงการขนาดนี้จะมีน้ำเสียเท่าไหร่ หรือจะมีอะไรกระทบต่อสิ่งแวดล้อมส่วนไหนบ้าง และจะจัดการอย่างไร จากนั้นก็ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเป็นผู้พิจารณา ถ้ากรรมการเห็นด้วย บริษัทก็จะได้ใบอนุญาตไปยื่นเป็นหลักฐานประกอบในการขออนุญาตจัดสรร แต่พบว่าเรื่องส่วนใหญ่กว่ากรรมการจะเห็นด้วยก็ใช้เวลานานเหมือนกัน ว่ากันว่าเป็นเพราะเกณฑ์มาตรฐานที่กรรมการพิจารณานั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องดุลพินิจมากกว่าจะเป็นไปตามหลักวิชา ซึ่งก็ต้องเห็นใจ เพราะโครงการยังไม่ก่อสร้าง กรรมการจึงต้องคิดเผื่อไว้หลายๆ ด้าน เรื่องมาสนุกตรงที่ว่า พอบริษัทรับจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทำงานไปนานๆ เข้า บางบริษัทก็ชักจะจับจุดของคณะกรรมการได้ว่ากรรมการท่านไหนมักคิดอย่างไร แล้วจะเขียนโครงการประมาณไหนให้เรื่องผ่าน ส่วนจะทำได้หรือไม่ได้ทำ ค่อยคุยกันทีหลัง เพราะกรรมการมีหน้าที่แค่พิจารณาว่าโครงการผ่านเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือไม่ แต่ไม่ได้มีหน้าที่ไปติดตามงานตามที่เสนอมา ถือว่าได้ใบอนุญาตไปแล้วก็แล้วกัน รูปการณ์อย่างนี้ก็เหมือนการเขียนเสือให้วัวกลัวเท่านั้น และมันแย่ตรงที่ว่า วัวเริ่มรู้แล้วว่าไม่ใช่เสือจริง ตอนนี้นอกจากจะไม่กลัวแล้ว เผลอๆ ยังหลอกล่อเสือได้อีกด้วย ยกเรื่องจริงดีกว่า ครั้งหนึ่งมีบริษัทจัดสรรระดับ "บิ๊ก" แห่งหนึ่งยื่นเรื่องจัดสรร พร้อมเอกสารของหน่วยงานทั้งสิบกว่าแห่งดังที่บอกไว้ตั้งแต่ต้น ทั้งใบอนุญาต ทั้งใบรับรอง ทั้งใบขอเชื่อมทาง ฯลฯ ทุกอย่างเรียบร้อย พร้อมทั้งใบรับรองการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อคณะกรรมการจัดสรรพิจารณาผังโครงการแล้วก็เห็นว่าบ่อบำบัดน้ำเสียในโครงการมีถึง 6 แห่ง ดูจะมากไป ขอให้ผู้ประกอบการแก้ไขให้เหลือ 3 แห่ง เหตุที่กรรมการจัดสรรชอบบ่อบำบัดน้อยๆ เพราะเป็นห่วงเรื่องการดูแลในอนาคต ถ้าเกิดมีมาก ค่าไฟที่ผู้อาศัยก็ต้องจ่ายมากไปด้วย นานวันเข้าก็อาจไม่จ่าย ถึงตอนนั้นบ่อบำบัดก็จะกลายเป็นบ่อกักน้ำเสีย เลยอยากให้มีเท่าที่คิดว่าจำเป็น แต่ที่โครงการยื่นเรื่องให้มี 6 แห่งนั้น มีเหตุผลอยู่ข้างหลัง เหตุผลที่ว่าคือ โครงการจับจุดของ "กรรมการสิ่งแวดล้อม" ได้ว่าชอบให้บ่อกักน้ำเสียมากๆ ด้วยความเชื่อว่าจะบำบัดน้ำเสียได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้คิดในเหตุผลเดียวกับ "กรรมการจัดสรร" เรื่องมาจบที่ว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ "กรรมการจัดสรร" อยากได้ โดย "กรรมการสิ่งแวดล้อม" ไม่รู้เลยว่าโครงการนั้นลดจำนวนบ่อบำบัดจาก 6 ลงไปเหลือ 3 แล้ว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะก่อนได้ใบอนุญาตจัดสรร เจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินต้องไปตรวจก่อนว่าโครงการได้จัดสร้างระบบสาธารณูปโภคตรงตามผังโครงการที่ยื่นขอไว้หรือไม่ ถ้าไม่ก็ไม่ออกใบอนุญาตให้ การไม่ได้ใบอนุญาตก็หมายถึงไม่สามารถเอาไปแบ่งแปลงที่ดินเพื่อโอนให้ผู้ซื้อ ซึ่งก็เท่ากับจะไม่ได้เงิน แต่ในส่วนของ "กรรมการสิ่งแวดล้อม" นั้น ผู้ประกอบการถือว่าได้ใบรับรองมาแล้ว ก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไร เพราะถ้าไม่มีใครร้อง ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และถึงไปตรวจสอบก็ไม่รู้เงื่อนไขที่กรรมการสิ่งแวดล้อมพิจารณาไว้ ที่เล่าให้ฟังเพราะเห็นว่ากระทรวงวิทย์ฯจะมีการสังคายนาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมกันใหม่ เลยอยากฝากแค่ว่าจะทำอะไรก็ทำเสียในคราวนี้ อย่าให้วัวมันหลอกได้อีกเลย นึกแล้วมันเสียฟอร์ม หน้า 20
|