หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ดีเซล : นายกฯทักษิณ เข้าใจถูกครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งถูกหลอก

*โสภณ สุภาพงษ์* สมาชิกวุฒิสภา กทม. มติชนรายวัน วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9879

"ที่ผมขอให้ตรวจเอาเงินของประชาชนคืนนั้น หมายถึงจากสต๊อคสำรองน้ำมันปกติ ไม่ใช่ตามที่สำนักนโยบายฯ เฉไฉไปพูดเรื่องกักตุน ว่าไม่มี ผมไม่ได้พูดเรื่องกักตุน"

ท่านนายกฯ ทราบไหมว่าท่านถูกหลอกให้เข้าใจผิด

และเจ้าหน้าที่รัฐของเราดูแลพ่อค้า แต่ไม่ดูแลชาวบ้าน

ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์ในเรื่องเงินกองทุนชดเชยน้ำมันดีเซลของประชาชน จำนวนประมาณ 6,000 ล้านบาท ที่ควรตามคืนจากการขึ้นราคาน้ำมันว่า

"สมมุติเอาสำรองมาขาย ตอนนั้นไปซื้อมา 15 บาท ขายไป 18 บาท ก็ได้กำไร 3 บาท แต่วันที่ไปซื้อมาเติมใหม่ก็ต้องซื้อ 18 บาท มาเติมมันไม่ได้กำไรอะไร"

และ "ถังน้ำมันที่เก็บในประเทศมันจุได้แค่ 1 พันล้านกว่าลิตร"

นายกฯ ทักษิณเข้าใจถูกครึ่งหนึ่งอีกครึ่งหนึ่งถูกทำให้เข้าใจผิด จากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ค้าน้ำมันหรือคนสำคัญบางคน

การที่ประชาชนที่ใช้ดีเซล จ่ายเงินชดเชยให้บริษัทน้ำมัน ก่อนวันที่ 23 มีนาคม 2548 เป็นจำนวน 6 บาทต่อลิตร จนประชาชนเป็นหนี้ 75,000 ล้านบาทนั้น ก็เพื่อให้บริษัทนำน้ำมันมาขายให้ในราคา 15 บาทต่อลิตร (โดยประชาชนเป็นหนี้กองทุน ไว้อีกลิตรละ 6 บาท) ดังนั้น เมื่อรัฐบาลให้บริษัทน้ำมันขายได้ในราคา 18 บาทต่อลิตร บริษัทจึงได้กำไรเพิ่มฟรีอีก 3 บาทต่อลิตร จึงต้องคืนเงินชดเชยกองทุนให้ประชาชน 3 บาทต่อลิตร ดังนั้น ความเข้าใจของนายกฯ ในเรื่องบริษัทได้กำไรเพิ่ม 3 บาทจึงถูกต้อง

แต่การที่คนของนายกฯ ให้ข้อมูลนายกฯว่า ต้องซื้อน้ำมันเข้ามาในสต๊อคใหม่แทนในราคาลิตรละ 18 บาท ทำให้ขาดทุน 3 บาทนั้นไม่ถูกต้อง เพราะบริษัทมีทรัพย์สินใหม่ราคา 18 บาท และเมื่อขายออกไปเช่นเดียวกับลิตรก่อนหน้านั้น ก็จะได้เงิน 18 บาท จึงไม่มีอะไรต้องขาดทุน (นอกจากว่าบริษัทต้องการเลี่ยงภาษีเงินได้ก็จะไปลงบัญชีให้ราคาถูกลงไว้ก่อน) และในความจริงน้ำมันจะถูกขายออก และมีน้ำมันลิตรใหม่มาแทนที่ตลอดเวลา ไม่มีน้ำมันใดอยู่นิ่งในสต๊อค

ยกตัวอย่างเช่นถ้าเรามีเงินในกระเป๋า 15 บาท แล้วนำไปขายได้ 18 บาท เราก็ได้กำไรเปล่าๆ เพิ่มขึ้น 3 บาท แล้วเราเอาเงินใหม่ 18 บาท ใส่กระเป๋าเรา เงินใหม่ในกระเป๋าเราก็ยังคงเป็นของเรา 18 บาท เราเอาไปขายก็ได้ 18 บาท ไม่มีอะไรจะขาดทุนใหม่

และการที่ท่านนายกฯได้รับรายงานว่า น้ำมันดีเซลในราคา 15 บาทนั้น มีปริมาณ 1,100 ล้านลิตร ท่านนายกฯ ควรสั่งให้คืนเงินกำไรส่วนเกินลิตรละ 3 บาท ให้ประชาชน 3,300 ล้านบาทนั้นมาก่อน ที่เหลือก็ตามไปดูว่า มีซ่อนไว้ที่ไหนอีกหรือไม่ ถ้ามีควรเอาเงินชดเชยของประชาชนมาคืนประชาชนให้หมด

รัฐมนตรีไม่ควรโต้เถียงปกป้องบริษัทน้ำมันว่า สต๊อคที่มีนั้น มีไม่ถึง 6,000 ล้านบาท ถ้าพบ 3,300 ล้านบาท ก็ต้องคืน หรือถ้าพบ 8,000 ล้านบาท ก็ต้องคืน หนึ่งบาทก็ต้องคืน รัฐมนตรีไม่ควรเสียเวลาโต้เถียงว่า ช้างของประชาชนที่ถูกขโมยไปนั้น อ้วนหรือผอม ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมขนาดไหน ควรนำช้างมาคืนประชาชน ของที่ถูกขโมยไปนั้นมีขนาดเท่าช้างไม่ใช่ขนาดเท่ามด

ท่านนายกฯได้รับทราบจากกระทรวงฯไหมว่า ตัวเลขสต๊อคน้ำมัน 1,100 ล้านลิตร และที่แสดงของ 6 บริษัทนั้น ไม่ใช่สต๊อคดีเซลทั้งหมดที่มีของประเทศไทย เพราะข้อมูลของกระทรวงพลังงานกรมธุรกิจพลังงาน บอกชัดเจนว่า ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 มีทั้งหมด 30 บริษัท และผู้ค้ามาตรา 10 อีก 111 บริษัท ไม่ใช่มีแค่ 6 บริษัท นอกจากนั้นยังมีสต๊อคที่ปั๊มน้ำมันอีก 18,947 แห่ง ในคลังน้ำมันจ๊อบเบอร์ (ผู้ค่าส่ง) อีก 40-50 ราย และยังสต๊อคอยู่บนรถบรรทุกน้ำมันอีกหลายพันคัน ซึ่งในสมัยก่อนเช็คได้ทั้งสิ้น

ท่านนายกฯได้รับทราบไหมครับว่า การเช็คสต๊อคน้ำมันจะทำให้ไม่มีการกักการขายน้ำมัน เพราะว่าไม่ว่าขายก่อนวันที่ 23 มีนาคม 2548 จะได้ 15 บาท ถ้าขายหลังขึ้นราคา จะได้ 15 บาท เพราะจะถูกเก็บคืน 3 บาท จึงไม่มีประโยชน์จะกัก จะไม่เกิดน้ำมันหมดให้โกลาหลเช่นที่ผ่านมา

ท่านนายกฯควรถามรัฐมนตรีคำเดียวว่า ประเทศไทยมีสต๊อคน้ำมันดีเซลทั้งหมดเท่าไร อย่าให้เจ้าหน้าที่บอกเป็นส่วนๆ ไม่ครบ ต้องมีเกินกว่าที่เคยรายงานแน่นอน

ท่านนายกฯได้รับทราบไหมว่า ตัวเลขถังน้ำมันทุกชนิดทั้งหมดในประเทศมีมากกว่า 5,000 ล้านลิตรมาก แต่มั่นใจไหมว่า ถังที่ไม่รายงานไว้นั้น ใส่น้ำมันดีเซลไว้รึเปล่า เพราะน้ำมันดีเซลเป็นน้ำมันชนิดที่ได้เงินชดเชยจากประชาชนลิตรละ 6 บาท ยิ่งเก็บมาก ยิ่งได้เงินมาก ท่านทราบไหมว่ามีการเร่งขนน้ำมันออกจากโรงกลั่นก่อนวันที่ 22 มีนาคม 2548 เพื่อได้เงินของประชาชน 6 บาท แทนที่จะได้ 3 บาท หลังจากนั้น

ที่ผมขอให้ตรวจเอาเงินของประชาชนคืนนั้นหมายถึงจากสต๊อคสำรองน้ำมันปกติ ไม่ใช่ตามที่สำนักนโยบายฯ เฉไฉไปพูดเรื่องกักตุน ว่าไม่มี ผมไม่ได้พูดเรื่องกักตุน

แต่ท่านนายกฯ ได้รับรายงานไหมว่า คนสำคัญที่ขนเอาเงินชดเชยของประชาชนไปมากกว่า 180 ล้านบาท โดยขนน้ำมันไปกักตุนจนน้ำมัน ปตท. ลดหายไป 60 ล้านลิตร คือใคร

ท่านนายกฯ ไม่ควรถูกทำให้เข้าใจผิดโดยสำนักนโยบายฯ บอกว่า ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัว ทั้งที่ความจริง ได้มีการกำหนดเอาเงินประชาชนชดเชย ลิตรละ 3-6 บาทได้มีการกำหนดราคาควบคุม 15 บาทต่อลิตร แล้วเปลี่ยนเป็น 18 บาท จะเป็นระบบลอยตัวได้อย่างไร

ท่านนายกฯคงจำได้ถึงประสบการณ์ที่ได้รับข้อมูลไฟฟ้า และราคาที่ไม่เป็นจริง เรื่องไฟฟ้าหินกรูดบ่อนอก จากสำนักงานนโยบายพลังงานฯ และหน่วยราชการ ที่ทำให้ประชาชนเสียเปรียบเป็นแสนล้านบาท ซึ่งเมื่อท่านนายกฯได้ทราบข้อมูลจริงจากภายนอก จึงให้เลิกโครงการเพราะมีค่าโง่จำนวนมาก คราวนี้ก็จะเกิดเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้รัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล

การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่เป็นลูกน้องรัฐมนตรี จะไม่พบความจริง และไม่ได้รับความเชื่อถือควรตั้งคุณปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ หรืออดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นประธาน มีคุณสาลี อ๋องสมหวัง มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค คุณวีระ สมความคิด คุณต่อตระกูล ยมนาค เป็นกรรมการตรวจสอบ จะเป็นที่เชื่อถือ และได้ความจริงเพื่อแก้ไขมากกว่า

ถ้าเจ้าหน้าที่ยังดูแลประชาชนเช่นสมัยก่อน ก็ยังสามารถแก้ไขได้

ท่านนายกฯ มีอำนาจของประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงาน ตามกฎหมายที่จะเรียกเงินชดเชยของประชาชนคืนครับ........

หน้า 2