|
||||||||||||||
|
เกษตรทฤษฎีใหม่
กับการแก้ไขความแห้งแล้งอย่างยั่งยืน
โดย ชนวน รัตนวราหะ chanuan@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9879 หากจะมองย้อนไปในอดีตประมาณ 40 ปี คนที่มีอายุอยู่ในปัจฉิมวัยคงจะระลึก และจดจำได้ว่าไทยเรา เป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ป่าไม้เกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด มีคำกล่าวพังเพยถึงปริมาณน้ำฝนที่ตกมากในภาคใต้และภาคตะวันออกว่าในหนึ่งปีมี 12 เดือน จะมีฝนแปดแดดสี่ หมายความว่าจะมีฝนตก 8 เดือน และที่ไม่มีฝนตกอยู่เพียง 4 เดือนเท่านั้น ปริมาณฝนโดยเฉลี่ยประมาณ 1,500 มิลลิเมตร ในเขตที่มีฝนปานกลางในภาคกลาง ภาคเหนือ และอีสาน และประมาณ 2,500 มิลลิเมตร ในภาคใต้ ภาคตะวันออกและภาคอีสานตอนบนบริเวณติดกับชายแดนประเทศลาว การประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีความหลากหลายในระบบเกษตรผสมผสานระหว่าง พืช สัตว์ ประมง และไม้ยืนต้น ซึ่งเป็นไปตามความจำเป็นของการพึ่งตนเองเป็นหลัก ความแห้งแล้งอาจจะเกิดขึ้นบ้างประมาณไม่เกิน 1 ครั้งในรอบ 12 ปี ถึงขนาดที่ว่าสามารถจะพยากรณ์ล่วงหน้า โดยอาศัยข้อมูลทางสถิติได้ว่า ในปีใดจะมีโอกาสของความแห้งแล้งเกิดขึ้น เพื่อเตรียมการเพาะปลูกพืชที่ทนแล้ง หรือลดพื้นที่การทำนาปรังไว้ได้ล่วงหน้าเลยทีเดียว แต่ครั้นเมื่อเวลาได้ผ่านไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นเป้าหมายของการพัฒนาเป็นสำคัญ อย่างที่ไม่ค่อยได้คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ดังที่ได้ทราบกันอย่างดี และได้มีการวิพากษ์กันอย่างต่อเนื่องตลอดมา จึงไม่จำเป็นที่จะต้องฟื้นฝอยหาตะเข็บให้เสียเวลาเอาเป็นเพียงยกมา เป็นข้อมูลประกอบเท่านั้นว่า พื้นที่ป่าไม้ได้ลดลงกว่า 100 ล้านไร่ ในช่วงของเวลาการพัฒนาเศรษฐกิจ ประมาณ 40 ปีที่ผ่านมาดังกล่าว จากเดิมที่เป็นพื้นที่ป่าไม้อันอุดมได้ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่การปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ฝ้าย ถั่ว ฯลฯ ในลักษณะของการเกษตรเชิงเดี่ยว (monoculture) ที่ลอกเลียนแบบอย่างมาจากระบบการเกษตรในประเทศหนาว ที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างจากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง ระบบการเกษตรเชิงเดี่ยวดังกล่าวนี้ อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นระบบการเกษตรที่ทำให้เกิดปัญหาที่ทำให้เกิดความแห้งแล้ง ของประเทศไทย ที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เพราะเมื่อขาดพื้นที่ป่าไม้แล้วมาปลูกพืชไร่ล้มลุก ได้ทำให้ความชุ่มชื้นในสภาพอากาศ มีไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดเมฆและฝน ปริมาณฝนเฉลี่ยของประเทศ ได้ลดลงตามลำดับ แม้ในภาคใต้ และภาคตะวันออกในอดีต ที่เคยมีปริมาณน้ำฝน และจำนวนวันที่ฝนตกสูงมาก ก็ต้องพบกับสภาพของความแห้งแล้ง อย่างไม่มีข้อยกเว้น จากสถิติเดิมที่ความแห้งแล้งเกิดขึ้นประมาณ 1 ครั้ง ในรอบ 12 ปี ได้เพิ่มขึ้นเป็นปีเว้นปี และกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจำเจเป็นประจำทุกปีเช่นที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ การเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำรินั้น มีหลักการที่สำคัญคือการสร้างแหล่งน้ำในไร่นา ให้เพียงพอที่จะใช้อย่างประหยัด เพื่อการเกษตร และบริโภคได้ตลอดทั้งปี พร้อมทั้งการสร้างระบบการเกษตรที่มีความหลากหลายผสมผสานระหว่าง พืช สัตว์ ประมง และป่าไม้ โดยเน้นให้มีปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีพเพื่อการพึ่งตนเองเป็นประการแรก ผลผลิตส่วนเกินจึงขายเพื่อสร้างรายได้โดยให้มีการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และสร้างพลังในการทำธุรกิจทั้งตลาดภายในประเทศ และเพื่อการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ จากผลการวิจัยและพัฒนาในโครงการพระราชดำริ และจากการที่เกษตรกร ได้นำเอาทฤษฎีนี้ไปประยุกต์ใช้ทั่วประเทศ สามารถจะยืนยันได้ว่าเกษตรกรร้อยละ 95 ที่ได้ปรับเปลี่ยนระบบจากเดิม ที่ทำการเกษตรเชิงเดี่ยว มาเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่แล้วประสบผลสำเร็จ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อว่า ส่วนใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากกว่า 2 เท่า หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 100 ครอบครัวมีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอ เกษตรกรจำนวนมาก สามารถใช้หนี้ที่เคยมีมาแต่ก่อนได้หมดในเวลาเพียง 3-5 ปี หลังจากได้เริ่มปฏิบัติ ส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จที่มีจำนวนน้อยมากนั้นเนื่องจากความเกียจคร้าน ไม่สนใจการทำมาหากิน หรือที่ดินถูกยึดคืนจากเจ้าของที่ให้เช่า เป็นต้น เนื่องจากระบบเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นการผสมผสาน ระหว่าง พืช สัตว์ ประมง และป่าไม้โดยมีการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นที่เป็นไม้ใช้สอย สมุนไพร โดยรอบบริเวณไร่ และบนคันนาข้าว สภาพนิเวศที่เกิดขึ้นจะเกิดความร่มรื่น ดินจะได้รับการปกคลุมจากใบไม้ เศษพืชหลังการเก็บเกี่ยว เช่น ฟางข้าว ตอซังที่จะไม่มีการเผาทิ้งอย่างเด็ดขาด บริเวณริมสระเก็บน้ำจะปลูกกล้วย แฝกหอม ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิและลดการระเหยน้ำ ฯลฯ หากผู้สนใจได้มีโอกาสไปเห็นสภาพความเป็นจริง ของระบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ในขณะที่กำลังเกิดภาวะแห้งแล้งเช่นที่กำลังเป็นอยู่ ในขณะนี้ ก็จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนว่า ไร่นาในระบบเกษตรทฤษฎีใหม่เหล่านั้นจะได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งน้อยมากหรือแทบไม่มีปัญหาเลยก็ว่าได้ ในขณะที่ไร่นาโดยรอบที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทีนี้ลองหันมาดูการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ที่รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ก็ต้องถือว่า เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะเมื่อเกิดปัญหาก็มีการระดมส่งรถบรรทุกน้ำ ออกขนน้ำไปช่วยบรรเทาความขาดแคลนให้กับประชาชน หรือก็ส่งเครื่องบินออกไปทำฝนเทียมดังที่ได้ทราบกันอย่างดี ในส่วนของมาตรการในการแก้ไขปัญหาในระยะยาวที่ผ่านมานั้น ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะได้ดำเนินการไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ค่อยจะเห็นเป็นรูปธรรมเท่าใดนัก เช่น การขุดสระน้ำประจำไร่นาที่สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 1,250 คิวบิคเมตรต่อหนึ่งสระอย่างต่อเนื่องมาหลายยุคของรัฐบาลที่ผ่านมาจำนวน กว่า 500,000 บ่อ รวมทั้งมีการขุดลอกแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่ตื้นเขินอีกจำนวนมากแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ทำหรือทำแล้วแต่ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ ก็คือการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำที่สร้างขึ้นนั้น ทำระบบการเกษตรเพื่อการปรับปรุงสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อการแก้ไขความแห้งแล้งอย่างจริงจัง ถึงแม้ในส่วนราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง จะได้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวนไม่น้อย เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริเพื่อเสริมสระน้ำที่ได้ขุดขึ้นมาแล้ว แต่จากการติดตามผลการดำเนินงานที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อาจจะเป็นด้วยเหตุผลที่ว่าการทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่นั้น ต้องการความร่วมมือกันเป็นทีม ระหว่างหน่วยราชการหลายกรม เนื่องจากในระบบเกษตรทฤษฎีใหม่ จะต้องมีการผสมผสานทั้งพืช สัตว์ ประมง และป่าไม้ เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน แต่ในระบบการบริหารงานงบประมาณ และแผนงานที่แต่ละกรมต่างก็มีแผนงานและงบประมาณที่ต่างก็แยกกันจัดทำ และบริการกันเองอย่างเป็นเอกเทศ จึงนับเป็นอุปสรรคประการสำคัญที่ทำให้การทำงาน เพื่อให้เกิดผลกระทบจากแหล่งน้ำที่สร้างขึ้น ไม่บรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริง ก็คงต้องฝากความหวังไว้กับท่านรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร และสหกรณ์คนปัจจุบัน ที่เป็นสุภาพสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ผู้บริหารราชการสูงสุดของกระทรวงแห่งนี้ ที่จะใช้ความสามารถที่มีอยู่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ให้สำเร็จลุล่วงต่อไป เพื่อให้การเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริได้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาความแห้งแล้ง รวมทั้งจะช่วยแก้ไขความยากจนของคนระดับรากหญ้าให้หมดไปจากแผ่นดินนี้ ตามความคาดหวังไว้ของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อทักษิณด้วย หน้า 6
|