|
||||||||||||||
|
8
ยุทธศาสตร์ประเทศ เป้า 4
ปีรัฐบาล "ทักษิณ"
มติชนรายวัน วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9878 หมายเหตุ : คำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวาระการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน ภายหลังรัฐบาลเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี(ครม.) หัวหน้าส่วนราชการข้าราชการ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 600 คน วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายใหม่ของการบริการราชการแผ่นดิน สมัยก่อนนโยบายเปรียบเสมือนบริคณห์สนธิของการจดทะเบียน เพราะมันเหมือนกันแทบทุกครั้ง ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมจับต้องได้ให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งภายหลังการเลือกตั้งปี 2544 ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้แล้วถูกนำมาใช้ในแก้ไขปัญหาของประเทศ และครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่สิ่งที่ต่างจากเดิมคือมีการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดินเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่จริงจัง จากนั้นจะตามมาด้วยแผนการใช้งบประมาณ แผนนิติบัญญัติแห่งชาติ มีระบบวัดผลสำเร็จของงาน ดังนั้น จึงต้องบริหารราชการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ต้องทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน และรับฟังความเห็นจากภายนอก ไม่ใช่ใช้ความนึกคิดของตนเพียงฝ่ายเดียว ต่อไปต้องทำงานเป็นทีม ใน 4 ปีข้างหน้าเราจะลงเรือด้วยกัน ผมเป็นกัปตันเรือ ก็ต้องบอกลูกเรือว่าเราจะไปเกาะสมุยทำไม ผมไปก็เพราะมันสวย ไปกินอาหารทะเลอร่อย ไปพักผ่อนอย่างมีความสุข แต่ระหว่างทางที่ไปอาจจะไปเหนื่อยหน่อยเพราะต้องช่วยกันพายเรือ ต้องสามัคคีกัน ต้องแบ่งอาหารกัน ไม่ใช่กัปตันกินคนเดียว แต่ลูกเรือไม่ได้กิน สรุปคือใน 4 ปีข้างหน้าเรามีพันธกิจร่วมกันว่าจะทำงานเพื่อบ้านเมือง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ 1.เศรษฐกิจฐานรากดี ประชาชนหายจน 2.สังคมมีคุณธรรม 3.การพัฒนาสู่การเป็นสังคมฐานความรู้ 4.มีโครงสร้างพื้นฐานในการดำรงอาชีพ 5.ประชาชนมีสุขภาพเข้มแข็ง และ 6.สังคมมีความสันติสุข อยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร นอกจากนี้สิ่งที่อยากเห็นในอนาคตคือความเจริญที่ประเทศต้องมีตั้งแต่เมื่อวาน แต่เราไม่ได้ลงทุน วันนี้รัฐบาลจะลงทุนแล้ว ไม่ต้องรออีก 10 ปีเพราะมันไม่ทัน อย่างกรุงเทพฯ ที่มีปัญหารถติดเพราะไม่กล้าลงทุน ทั้งหมดนี้เป็นการมองปัญหาแบบบูรณาการตั้งแต่ฐานรากยันฐานบน เพื่อให้คนไทยมีความแข็งแรงทั้งสุขภาพกาย ใจ และปัญญาที่ดี ผมจะพยายามทำงานโดยเน้นรูปแบบที่เป็นทางการให้น้อยที่สุด ดังนั้น จะแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการทำงาน ถือเป็นการสังคายนากฎหมายครั้งใหญ่ เพราะต้องการเห็นการทำงานที่ยึดงานและผลสำเร็จเป็นหลัก ไม่ใช่ยึดกติกาหยุมหยิม นั่นหมายความว่าเรากำลังจะผ่อนคลายโซ่ตรวนที่ไม่มีประสิทธิภาพออก แต่กรณีที่ผมบ่น ถามหา แนะนำ หรือเสนอความเห็น ไม่ใช่คำสั่ง เรื่องนี้ผมได้ย้ำกับรัฐมนตรีไปแล้วเอามาอ้างกัน มันไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหาย สิ่งที่เป็นคุณค่าของสังคมไทยคือความหลากหลายทางความคิด ดังนั้น เมื่อบอกอะไรไปให้ไปก็ต้องไปคิดอีกครั้งหนึ่ง เพราะผมมีสิทธิเข้าใจผิด ไม่ใช่ก็อย่าฝืนทำเพราะคิดว่าเป็นคำสั่งผม ในอีก 4 ปีข้างหน้าเรากำลังขับเคลื่อนประเทศ สิ่งไหนที่ผมถูกตำหนิใน 4 ปีก่อนจะปรับปรุง ผมไม่ใช่คนทุรัง พร้อมเลี้ยวกลับถ้ารถเข้าซอยตัน ไม่ใช่ดันทุรังขับรถชนกำแพง และผมไม่อายด้วย ถ้าเข้าซอยตันก็ย้ายไปวิ่งถนนใหญ่ แต่ผมมันคนใจร้อนจะไม่ใช้เส้นทางที่ไฟเขียวไฟแดงมาก จึงต้องขึ้นมอเตอร์เวย์ ดังนั้น สิ่งที่ถูกตำหนิใน 4 ปีก่อนผมได้ยินเต็มหัว และทบทวนว่าอะไรต้องแก้ ดังนั้น ขอให้ทุกคนยึดหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน อย่าคิดถึงความสำเร็จเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงการละเมิดเพราะไม่มีใครคุ้มครองได้หากไปทำผิดกฎหมาย - ยุทธศาสตร์ที่ 1 ขจัดความยากจน ต้องยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนในอีก 4 ปีข้างหน้าให้สำเร็จเป็นเรื่องเหลือเชื่อว่าจะทำได้ แต่ถ้าทุกคนมีเมตตาธรรม อยากเห็นคนอื่นพ้นความจนต้องให้โอกาสและปัญญาเขา จุดมันนิดเดียว ส่วนใหญ่ผมไม่มีสูตรพิเศษ เพียงแต่ปรับส่วนผสมเล็กน้อยแล้วมาเรียงลำดับใหม่ แต่คนที่ออกมาวิจารณ์ผมส่วนใหญ่จะบอกว่าผมผัดก๋วยเตี๋ยวเอาผักลงก่อนหมู ทำให้เส้นเละ ทั้งที่ความจริงผมเอาหมูลงก่อนผัก ดังนั้น เรื่องความจนต้องเข้าใจคำว่าเมตตาธรรมก่อน ต้องเต็มใจอยากทำและมีความสุขเมื่อทำสำเร็จ อย่างนี้รับรองจะไม่เหนื่อย วันนี้ผมเป็นนายกฯที่ทำงานหนักกว่าเดิม แต่ไม่เหน็ดเหนื่อย พอหลับแล้วตื่นมาก็หายเหนื่อย เพราะผมมีความสุขที่ได้ทำงานเพื่อบ้านเมือง วันนี้เราต้องเอาใจ เอาจิตวิญญาณมารวมกัน ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศพ้นความยากจนได้ ถ้าคิดได้อย่างนี้ก็สำเร็จไปแล้วเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ แต่การแก้ไขปัญหาความยากจนต้องทำทั้งระบบ ไม่ใช่ทำแบบปัจเจกบุคคลคือ ต้องเพิ่มโอกาสและหลักประกันชีวิตให้คนจน ถ้าถามว่าประเทศไทยมีอะไรให้คนจน คือการนำดิน น้ำ ลม ไฟ มาปั้นเป็นเงิน ด้วยการให้เอกสารสิทธิที่ทำกิน ให้พื้นที่เพาะปลูก ให้มีตลาดประเทศและตลาดโลกรองรับ ทำให้สินค้าเกษตรเกษตรมีราคา และให้เกษตรกรมีอาชีพเสริม ให้มีงานทำตั้งแต่ 08.00-17.00 น. และจะมีคาราวานบุกไปทุกบ้าน เพื่อหาทางให้มีงานทำตั้งแต่เช้ายันเย็น เพราะเขากิน 3 มื้อ ถ้าทำงาน 2 ชั่วโมงมันไม่พอกิน ส่วนเครื่องมือที่จะนำมาใช้มีหลายอย่าง เช่น เอสพีวี เพราะคนจนมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุน เนื่องจากไม่มีหลักประกันอะไร ไม่มีความน่าเชื่อถือ ดังนั้น เอสพีวีจะเป็นตัวกลางในระบบทุนนิยม ทำหน้าที่แปลงเงินเป็นสินค้าเกษตร เหมือนเป็นตัวกลางช่วยทำให้คนจนมีโอกาสลงทุนระยกลางและยาวได้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการเอสเอ็มแอลจัดสรรลงแต่ละหมู่บ้าน ส่วนสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(โอท็อป) ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต้องมองหาช่องทางการตลาด เพราะเป็นอาชีพเสริมของประชาชน เราจะสร้างศูนย์โอท็อปและเอสเอ็มอีในกรุงเทพฯ แล้วไปเชื่อมกับเมืองใหญ่ๆ ของโลก โอท็อปจะเป็นแบรนด์ออกไปทั่วโลก แต่ผมไม่หวังว่าจะดังอย่างหลุยส์ วิตตองส์ แต่จะไม่แพ้แบรนด์เล็กๆ อย่างกีราโรส - ยุทธศาสตร์ 2 พัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ จากนี้ผมจะใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นพิเศษ เพราะต้องการให้การปฏิรูปการศึกษามีผลอย่างเร็วที่สุด โครงการกองทุนกู้ยืมซึงผูกติดกับรายได้ในอนาคต(ไอซีแอล) เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น และจะเน้นการกระจายอำนาจการศึกษาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างระบบการศึกษาให้เข้มแข็ง และจะยกระดับเขตพื้นที่การศึกษา นอกจากนี้จะมีคาราวานเสริมสร้างเด็กไปดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิด ส่วนเด็กที่อยู่ในวัยเรียนต้องได้รับการศึกษาให้หมด เหล่านี้ถือเป็นการบริหารการศึกษาในเชิงรุก และผมจะส่งเสริมการเรียนการสอนของอาชีวะศึกษาด้วย วันนี้สัดส่วนโรงเรียนมัธยม/โรงเรียนอาชีวศึกษาเป็น 70/30 แต่ต้องปรับสัดส่วนเป็น 50/50 และถ้าเป็น 70/30 ได้ยิ่งดี ถ้าใครมีปัญญาเรียนดอกเตอร์ก็เรียนไป มีปัญญาเรียนระดับปริญญาตรีก็เรียนไป หรือถ้าไม่ไหวจะเรียนสายอาชีพก็ได้ และขอให้กระทรวงศึกษาฯไปทำโรดแมปการศึกษาในอีก 4 ปีข้างหน้ามา โดยกำหนดเจ้าภาพ งบประมาณ ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ตอนนี้นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกฯ ว่างๆ ไปดูก่อน และผมจะไปร่วมด้วย ส่วนปัญหาครอบครัว เป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำยาก ก็ขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปประชุมแล้วหาทางคุยกัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจมีส่วนสำคัญกับเรื่องนี้ ตำรวจก็มีลูก รักลูกเราอย่างไรก็ต้องรักลูกคนอื่นอย่างนั้น อะไรที่ล่อแหลมต่อลูกคนอื่นต้องดูแล ดังนั้น ตำรวจที่ปล่อยให้ลูกคนอื่นถูกทำลายถือว่าไม่มีจริยธรรม สามารถปลดออกจากหน้าที่ได้เพราะเป็นคนไร้จริยธรรม ดังนั้น ขอให้ไปดูธุรกิจที่ทำร้ายเด็ก ล่อลวงเด็ก ค้ามนุษย์ เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่พึงประสงค์ของสังคม โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จะดำเนินการต่ออย่างเข้มแข็ง หากต้องใช้เงินเพิ่มก็ต้องเพิ่ม แต่ขอให้ใช้อย่างประหยัดและรู้ปัญหาอย่างแท้จริง ถ้าต้องอุดหนุนรายหัว 1.7 พันบาท หรือ 1.5 พันบาท ซึ่งผมเตรียมงบไว้ แสนล้านบาท สำหรับเรื่องนี้ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ส่วนเรื่องกองทุนภาษีบาป หรือซินแท็กซ์ ก็ขอให้ดูความรอบคอบเกี่ยวกับการลักลอบทั้งหลาย ถ้าไม่มีการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ จะเพิ่มภาษีเท่าไรผมไม่เคยว่า เก็บขวดละแสนก็ได้ ถ้าทำให้คนเลิกกินเหล้าได้ - ยุทธศาสตร์ที่ 3 ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ"สมดุล" จะปรับโครงสร้างภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันได้ บางอุตสาหกรรมต้องคิดถึงการแข่งขันกับต่างประเทศ เขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ทั้งหมดนี้จะดูแลผู้ผลิต แต่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องได้รับประโยชน์สูงสุด บางครั้งกระทบผู้ผลิต 1 หมื่นราย แต่ได้ประโยชน์กับประชาชน 20 ล้านคน ก็ต้องทำ เรื่องนี้ขอให้ทำอย่างตรงไปตรงมา อะไรมีผลกระทบก็ต้องแก้ไข นอกจากนี้รัฐบาลยังมีนโยบายพิเศษเกี่ยวกับเรื่องระบบลอจิสติกส์จะลดค่าขนส่ง สร้างพลังงานทดแทน จะมีการปรับโครงสร้างการเงินของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งให้มีประสิทธิภาพ ในเมื่อรัฐบาลลงทุนให้ หนี้ทั้งหลายที่ฝากไว้ก็ต้องเอากลับมาจัดการให้หมด หากรัฐวิสาหกิจใดจำเป็นต้องแข่งกับภาคเอกชนก็ต้องแข่งขัน หากรัฐวิสาหกิจใดเน้นการให้บริการประชาชน ก็ต้องดูต้นทุนการบริการที่เหมาะสม ถ้ารัฐสาหกิจไหนต้องขาดทุนเพราะการบริการ ต้องเอาหนี้ขึ้นมา ไม่ใช่ฝากไว้ เพราะความจริงมันเป็นหนี้สาธารณะ อันนี้ต้องช่วยปรับปรุง และการทำงานของหน่วยงานทุกหน่วยต้องเฝ้าดูตัวเลขทางเศรษฐกิจมหภาค เหมือนเป็นการตรวจสอบสุขภาพของเศรษฐกิจประเทศ ไม่ให้มีคอเลสเตอรอล กรดยูริค น้ำตาลเยอะเกินไป และผมอยากเห็นรายงานของทุกระทรวงแบบเดียวกับที่เสนอให้ตลาดหลักทรัพย์ อย่างน้อยๆ ต้องมีความละเอียดเป็นรายกรม ว่ามีคนเท่าไร ระดับตำแหน่งอะไร เสียค่าใช้จ่ายเท่าไร ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นบัญชีสำหรับการขันน็อต ซึ่งอยากให้ทดลองในปี 2548 จากนั้นก็ปรับปรุงในปี 2549 และพอถึงปี 2550 ก้เอาจริงเลย อย่างน้อยๆ ภายในไตรมาสแรกของปี 2551 ทุกกระทรวงต้องทำรายงานดังกล่าวมา - ยุทธศาสตร์ที่ 4 บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อยากปลุกจิตสำนึกของข้าราชการให้รักธรรมชาติ ถ้าทุกส่วนราชการทำตรงนี้จะดีมาก แต่วันนี้ปรากฏว่ากรมทางหลวงก็ยังเผาหญ้าอยู่อย่างเดิม ทั้งที่ผมบอกนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไปแล้ว นั่นสะท้อนว่าบอกกับส่วนกลางมันไม่สะท้อนไปถึงพื้นที่ ถ้าส่วนราชการเผาเองแล้วไปบอกชาวบ้านมันจะไปเชื่อได้ไง ดังนั้นจึงขอให้เอาจริงเอาจังกัน - ยุทธศาสตร์ที่ 5 ความสัมพันธ์และเศรษฐกิจประเทศ จะเน้นนโยบายเชิงรุกภายใต้กรอบความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องเอซีดี เรื่องเอเซียบอนด์ยังต้องทำ รวมถึงเขตการค้าเสรี แต่ไม่ต้องรีบจนเจรจาไม่รอบคอบ และอย่าช้าเกินไป - ยุทธศาสตร์ที่ 6 ส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี นอกจากการยกเครื่องกฎหมาย 377 ฉบับแล้ว เรื่องการปราบปรามคอร์รัปชั่น ใน 4 ปีนี้ผมมีเวลา ดังนั้นจะเอาจริง ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนที่นำเงินใต้โต๊ะไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะมีการขันน็อตโดยเร็ว ไม่ช้า นี่ผมส่งสัญญาณชัดๆ แล้ว และผมจะปรับเงินเดือนให้ข้าราชการในปี 2549 และ 2551 ดังนั้น ทุกอย่างเอาจริงหมด โดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็นเจ้าภาพหลัก - ยุทธศาสตร์ที่ 7 การส่งเสริมประชาธิปไตย จะมีการจัดตั้งศูนย์ติดตามคนหายและระบบพิสูจน์ศพนิรนาม ซึ่งผมเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ เพราะในช่วงเกิดเหตุการณ์สึนามิผมเห็นศพเป็นพันๆ ศพ ซึ่งเชื่อว่าถ้าศพพูดได้เขาก็คงบอกว่าช่วยพาไปหาญาติหน่อย นอกจากนี้การรับฟังความเห็นประชาชนในเรื่องสำคัญๆ หากจำเป็นต้องทำประชาพิจารณ์ก็จะทำ เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ส่วนปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน ผมอยากตั้งคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง โดยยึดรูปแบบเดียวกับคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ เพื่อมาขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ต้องเข้าใจว่าไทยไม่ใช่ประเทศอังกฤษ การทำอะไรต้องให้เหมาะสม ไม่ใช่เว่อร์ ผมไม่ชอบเว่อร์ ชอบพอดีๆ ผมเป็นมนุษย์ไม่ใช่เทวดา ไม่ต้องจุดธูปพูดกัน ดังนั้น จะให้มีสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่สิทธิเทวดาชน ผมอยากให้เข้าใจระบบตรวจสอบและถ่วงดุลคือไม่ให้องค์กรหนึ่งทำอะไรเกินเลย โดยมีอีกองค์กรหนึ่งคอยตรวจสอบ นี่คือระบบประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบดึงขาไม่ให้องค์กรอื่นเดิน ความพอดีอยู่ตรงไหน ต้องเข้าใจตรงนั้น - ยุทธศาสตร์ที่ 8 รักษาความมั่นคงของรัฐ ความพร้อมของ 4 เหล่าทัพเป็นหัวใจสำคัญ ความพร้อมรบไม่จำเป็นต้องมีการรบและไม่อยากรบ เหมือนการซื้อประกัน ถ้าไม่ซื้อประกันเอาไว้ พอไฟไหม้ก็หมดตัว ดังนั้นต้องมีความพร้อมรบ ผมจึงให้เหล่าทัพฝึกซ้อมรบร่วมกัน เพื่อให้แต่ละเหล่าทัพประเมินว่าพร้อมแค่ไหน ขาดแค่ไหน แล้วเราจะปรับปรุง แต่ความพร้อมในที่นี้ต้องไม่เว่อร์ และไม่ใช่พร้อมแบบคนจนเกินไป ต้องพร้อมพอดีๆ ในระดับประเทศชั้นกลาง ไม่ใช่ประเทศเศรษฐี หรือประเทศคนจน ส่วนปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องดูแล แต่จะเน้นความสมานฉันท์ การพัฒนาการศึกษาที่ถูกต้อง ส่วนผู้ทำผิดกฎหมายก็ปล่อยให้เป็นเรื่องกฎหมายบ้านเมืองตามปกติ และการคุ้มครองดูแลผู้บริสุทธิ์ต้องดำเนินการต่อไป เราจะเดินแนวนี้ ที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งไหนจะยกเครื่องปัญหาได้พร้อมกันนาดนี้ นี่ถือเป็นประวัติศาสตร์ และเราจะจัดงบฯเสริมงบฯปกติมากถึง 1.5 ล้านล้านบาท แต่ในอีก 4 ปีนี้อาจจะเห็นว่าผมแก่กว่า 4 ปีก่อนเยอะ เพราะมีเรื่องต้องทำเยอะ แต่เชื่อว่าเราจะมีความสุขหากทำได้ แค่ทำได้ 70 เปอร์เซ็นต์ ก็มีความสุขแล้ว หน้า 2
|