|
||||||||||||||
|
การเมืองระบอบทักษิณ
คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด มติชนรายวัน วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9877 การออกมาฟาดงวงฟาดงาค่อนข้างแรงของนายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทย และอดีตประธานวิปพรรคร่วมรัฐบาลด้วยความน้อยใจที่ถูกมองข้าม แล้วในที่สุดก็มีบทจบตามคาด คือ พลันที่นายกฯทักษิณ ชินวัตร ออกปากตำหนิตัวเองว่าผิดเองที่ไม่สนใจรายละเอียด ไม่ได้โทร.แจ้งให้นายเสนาะทราบก่อนว่า จะตั้งนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นประธานวิปคนใหม่แทน แล้วขอให้นายเสนาะขึ้นไปเป็นประธานวิปกิตติมศักดิ์ นายเสนาะก็สงบเงียบ ถอยสู่ที่ตั้ง ทั้งที่ไม่มีแม้แต่เงาของทั้งนายกฯทักษิณและคุณหญิงพจมาน ที่เคยเป็นกาวใจ ไปงอนง้อผู้เฒ่าแห่งวังน้ำเย็นเช่นที่ผ่านมา ท่าทีอ่อนนอกแต่แข็งอยู่ในทีเที่ยวนี้ ต่างจากการเยียวยาแผลใจครั้งก่อนๆ และน่าติดตามว่าจะเป็นท่าทีหลัก ในการรับมือกับคลื่นลูกรองๆ ของบรรดากลุ่มวังต่างๆ ที่เริ่มออกมาประสานเสียงโวยถึงความไม่เป็นธรรมที่ได้รับ จากการจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ เพราะถูกมองข้ามหัวเช่นกันหรือไม่ โดยหาก พ.ต.ท.ทักษิณยังคงใช้ท่าทีเดิม คือเดินหน้าวาง "คนคุณภาพ" ของตน เข้าไปคุมทุกองคาพยพในทางการเมือง ย่อมแสดงถึงความมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะสามารถการพัฒนาการเมืองทั้งในพรรคไทยรักไทย และสภาผู้แทนราษฎรให้ก้าวไปอีกขั้นภายใต้ระบอบใหม่ได้ เป็น "ซุปเปอร์การเมืองในระบบพรรคเดียว" เช่นที่นายธีรยุทธ บุญมี นิยามไว้ล่าสุด คุณอนุช อาภาภิรม หัวหน้าโครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย ของ สกว.ให้มุมมองที่น่าสนใจสำหรับเรื่องนี้ไว้เช่นกันว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาสิ่งหนึ่งที่ระบอบทักษิณทำได้สำเร็จอย่างน่าศึกษา คือการสร้างพรรคไทยรักไทย ให้มีพลังแข็งแกร่งจนสามารถดึงดูดเอาพรรคขนาดกลาง และขนาดเล็กอื่นๆ เข้ามารวมอยู่ใต้ชายคาเดียวกันได้โดยพื้นฐาน จนนำไปสู่การกวาดเก้าอี้ ส.ส.ได้ถึง 377 ที่นั่ง แต่สิ่งที่ท้าทายศักยภาพและภาวะการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณในขั้นต่อไปคือ ทำอย่างไร และจะต้องใช้เวลานานเพียงใด เพื่อที่จะสลายกลุ่มฝ่ายต่างๆ ให้เกิด "พรรคภาพใหม่" ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ระยะยาว ในการบริหารจัดการประเทศ ภารกิจนี้ คุณอนุชชี้ว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ มีเพียงบางคนและบางเงื่อนไขเท่านั้นที่สามารถทำได้ ซึ่งผู้นำอย่างนายกฯทักษิณและพื้นฐานการดำเนินงานทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาของพรรคไทยรักไทย อาจอยู่ในข่ายเอื้ออำนวย แต่ก็ใช่ว่าจะราบรื่น เพราะจากนี้ไปเชื่อว่าแรงต้านน่าจะยิ่งหนักหน่วง อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มฝ่ายต่างๆ ยังใช้วิธีการแพ็กทีมโวย และต่อรองตามสไตล์เดิม โดยไม่เข้าใจปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แนวโน้มก็คงพอมองออกว่า ในที่สุดบทจบก็จะเป็นเช่นเดียวกับหัวขบวนใหญ่อย่างนายเสนาะ ยิ่งถ้าแนวคิดที่จะให้สมาชิกพรรคที่คาดว่าอาจขยายเพิ่มจาก 14 ล้านคน เป็นเกือบ 20 ล้านคน ในอีก 4 ปีข้างหน้า มีส่วนเป็นผู้คัดกรองผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศเองโดยตรง ยิ่งทำให้มองเห็นบทจบของ ส.ส.กลุ่มนี้ชัดขึ้นว่าหากไม่ปรับตัวให้เข้ากับแนวคิดการสร้างพรรคในคุณภาพใหม่ ก็คงหมดหวังที่จะแจ้งเกิดในทางการเมืองอีกต่อไป เพราะเชื่อว่าจากแนวคิดดังกล่าว พรรคไทยรักไทยจะต้องนำแนวทาง นโยบาย "สื่อตรง" ถึงสมาชิกพรรคมากขึ้น โดยผ่านโครงข่ายสมัยใหม่ที่วางไว้ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แทนที่จะใช้ระบบ "ตัวแทนเอเย่นต์" เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สิ่งท้าทายและจับตาก็คือว่า "ซุปเปอร์การเมือง" ในระบอบทักษิณเช่นนี้จะสามารถปฏิรูป ส.ส.ไปสู่คุณภาพใหม่ และสร้างพรรคภาพใหม่ได้จริงจังแค่ไหน ที่สำคัญจะนำไปสู่การรวบอำนาจมากยิ่งขึ้น หรือกระจายอำนาจ ตามที่นายกฯลั่นปากไว้ตั้งแต่วันปฏิญาณตนรับตำแหน่งสมัยที่ 2 เพราะที่ผ่านมาจุดอ่อนที่สำคัญของการเมืองใหม่ตามระบอบนี้คือ เน้นการใช้อำนาจและรวบอำนาจมากเกินไป ซึ่งหากอ้างว่าเป็นความจำเป็นเพื่อรับมือวิกฤตต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างทันกาล ก็พอฟังได้ แต่จากนี้ไป ตามมุมมองของคุณอนุชแล้วหากไม่เห็นเค้าลางของการสร้างการนำรวมหมู่ในพรรคไทยรักไทยในช่วง 2 ปีแรกนี้ ก็น่าห่วงว่านายกฯทักษิณจะเตลิดติดลมบนจนนำไปสู่ความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับ "ซุปเปอร์ล้มเหลว" จากพิษสงของระบบการตลาดที่ "โอเวอร์" ผลประโยชน์ทับซ้อนและการคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกในที่สุด ดังนั้น กลุ่มพลังในสังคมอื่นๆ ที่นอกเหนือพรรคและนักการเมือง คงต้องพยายามสร้างการคานอำนาจในมุมมองใหม่ โดยเปิดใจกว้างแยกแยะให้เห็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของระบอบนี้ เพื่อที่จะได้เสริมในส่วนที่แข็ง และกดดัน ให้มีการแก้ไขข้ออ่อนอย่างตรงจุด ทั้งนี้ โดยคาดหวังเอาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่ไปกับความเข้มแข็งยั่งยืนทางสังคม และการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นที่ตั้ง หน้า 9
|