|
||||||||||||||
|
ซุปเปอร์การเมือง-
ซุปเปอร์เสี่ยง
อีกครั้งจากธีรยุทธ เสนอ
"ทางเลือก-ทางออก"
ให้ซุปเปอร์ "แม้ว"
รายงานพิเศษ มติชนรายสัปดาห์ หน้า 9 วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1284 นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ออกมาแสดงความเห็นต่อรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย อีกครั้ง เป็นความเห็นที่แสดงผ่านการปาฐกถาพิเศษเรื่อง "อนาคตการเมืองไทยและนโยบายของรัฐบาลทักษิณ 2" ในรายการราชดำเนินเสวนาประจำปี 2548 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดขึ้น เมื่อวันที่ 20 มีนาคม กล่าวสำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคไทยรักไทย หากลบภาพความเป็น "ขาประจำ" ของนายธีรยุทธ ออกไปบ้าง คำวิพากษ์ครั้งนี้ ดูจะมีคุณ มากกว่ามีโทษ เพราะได้ให้ภาพ ข้อสังเกต และข้อพึงระวัง แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคไทยรักไทย รวมทั้งพรรคการอื่นๆ อย่างน่าสนใจ โดยเริ่มต้น นายธีรยุทธดูเหมือนจะยอมรับปรากฏการณ์ที่พรรคไทยรักไทยได้ก่อให้เกิดขึ้นต่อระบบการเมืองไทยอยู่มาก นั่นก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทำให้การเมืองไทยก้าวสู่จุดใหม่ เป็นระบบพรรคเดียว และนี่จะไม่ใช่โครงสร้างชั่วคราว แต่เป็น "โครงสร้างถาวร" ซึ่งควรต้องเปลี่ยนการเรียกจาก "ระบอบทักษิณ" เป็น "ระบบซุปเปอร์การเมือง" ซึ่งมีลักษณะดังนี้ 1) การเมืองมีอำนาจเหนือภาครัฐ (ระบบราชการ) อย่างสิ้นเชิง 2) ชี้นำภาคสังคมและครอบงำประชาชนรากหญ้าได้มาก 3) มีอำนาจพลังผลักดันทุกๆ มิติของประเทศ นายธีรยุทธชี้ว่าจากบทเรียนต่างประเทศระบบซุปเปอร์การเมืองถ้าเกิดขึ้นแล้วจะสามารถอยู่ได้อย่างยาวนาน มีเสถียรภาพมาก และก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะพาประเทศไปซุปเปอร์เสี่ยง ด้วยนโยบายประชามหานิยมล้นเกิน จนเศรษฐกิจมหภาคล้มเหลว และไม่ทำให้รัฐบาลองค์กรการเมืองต่างๆ เป็นซุปเปอร์เทา ซึ่งอาจสะสมวิกฤตคุณธรรมจนสังคมลุกขึ้นมาต่อต้านได้ก็ตาม แต่ในอนาคตแม้ไทยรักไทยจะเสื่อม ในที่สุดประเทศไทยก็จะไม่หวนไปสู่ระบบการเมืองเก่าอีก ดังนั้น นายธีรยุทธจึงแนะว่าสังคมจึงต้องยกระดับการวิเคราะห์ไปดูผลดี-ผลเสีย ความดี-เลวในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่ดูหรือติดที่ตัวบุคคลเท่านั้น ตัวอย่างซุปเปอร์การเมือง ซึ่งเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ ที่นายธีรยุทธยกมาเป็นตัวอย่าง ก็คือ การเมืองภายในซุปเปอร์พรรค (intra party politics) ซึ่งนายธีรยุทธชี้ว่าการเมืองภายในซุปเปอร์พรรคนี้จะมีความสำคัญมากขึ้น ขณะที่การเมืองระหว่างพรรคลดความสำคัญลง ระบบซุปเปอร์พรรคเกิดจากการดูด ควบรวมพรรค กลุ่ม ก๊วนอิทธิพลเก่า สลายกลุ่มอิทธิพลตรงข้าม จึงไม่ต่างไปจากพรรคการเมืองเก่าอื่นๆ แต่รัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้มีการเปลี่ยนโครงสร้างพรรคการเมืองจากกลุ่มก๊วนที่แตกออกเป็นดาวกระจายเมื่อขัดแย้งประโยชน์ มาเป็นโครงสร้างแบบใหม่ที่ยังมีก๊กเหล่า แต่เป็นแบบกลุ่มดาวที่ไม่แตกออกเมื่อขัดแย้ง เพราะพวกกลุ่มการเมืองมองตรา/แบรนด์ไทยรักไทยกับโครงสร้างใหม่ให้ประโยชน์แก่ตนมากกว่า จึงจะใช้การรวมพันธมิตรภายในพรรคเพื่อสร้างศูนย์อำนาจและหาตัวนายกฯ จากศูนย์ใหม่มากกว่าแยกตัวออก นายธีรยุทธ ตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้ดูคล้ายว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีอำนาจสมบูรณ์ ซึ่งเป็นภาพลวงตา เพราะในช่วงขาลง เช่น ภาวะเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นแน่ภายในปีนี้ หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือในช่วงปลายทักษิณ 2 จะเริ่มมีการพูดถึงการสืบต่ออำนาจ อาจจะได้เห็นการเมืองภายใน ทรท. เข้มข้นขึ้น โดยต้องจับตาดูการชิงไหวพริบของเกมรวมศูนย์อำนาจอยู่ในแกนนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา กับเกมสร้างกลุ่มพันธมิตรของผู้นำรุ่นใหม่อย่าง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายพินิจ จารุสมบัติ นายเนวิน ชิดชอบ นายสนธยา คุณปลื้ม รวมทั้งการเคลื่อนไหวจากสมาชิกไทยรักไทยเอง ประสานกับฝ่ายค้านและประชาชน เพื่อแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ ส.ส. มีอิสระมากขึ้น ขณะเดียวกัน นายธีรยุทธได้ตั้งข้อสังเกตถึงฝ่ายค้านด้วยเช่นกันว่า จะมีฐานะเพียงครึ่งพรรค และต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ จึงจะมีโอกาสพลิกกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีก ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ และคนรุ่นใหม่ เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ม.ล.อภิมงคล โสณกุล นายกรณ์ จาติกวนิช ต้องทำงานหนักเพื่อผลิตเนื้อหา เพื่อตรวจสอบ ให้สติรัฐบาลและประชาชน ต้องกล้าแสดงความเห็นต่อสาธารณะระดับเดียวกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณทำ และต้องอดทนรอคอยเวลาเป็นทางเลือกในอนาคต ซึ่งอาจยาวนานมากกว่า 4-8 ปี ในพรรคชาติไทย นายธีรยุทธชี้ว่า แม้จะมีคนรุ่นใหม่ เช่น นายนิกร จำนง นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายวราวุธ ศิลปอาชา แต่ในสมัยหน้าหรืออย่างช้าอีก 2 สมัย ก็คงถูกดูดเข้าไปอยู่ในซุปเปอร์พรรค เพื่อแลกกับอนาคตให้คนรุ่นใหม่ของพรรค
นายธีรยุทธชี้ว่า เมื่อซุปเปอร์การเมืองมีแนวโน้มที่จะอยู่นาน มีอำนาจมาก ปฏิบัตินโยบายได้ง่าย สังคมจึงจำเป็นต้องสนใจปรัชญาและนโยบายของการเมืองใหม่มากกว่าในสมัยการเมืองยุคเก่า ซึ่งแยกพิจารณาได้ดังนี้ 1. พ.ต.ท.ทักษิณเลี้ยว 180 องศา ในด้านเศรษฐกิจได้ดี ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ควรเน้นการหักเลี้ยวกลับของประเทศมาให้ความสำคัญกับ (ก) การประหยัดลดต้นทุนด้านต่างๆ เช่น การบริหาร พลังงาน การขนส่ง ต้นทุนด้านสังคม พยายามมีวินัยการคลัง คุมหนี้สินสาธารณะไม่ให้เกิน 45-50% ของ GDP (ข) เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว บริการ การส่งออก สร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ไทย (ค) การสร้างโอกาส การศึกษาวิจัย การเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ของประเทศ การเปลี่ยนต้นทุนเป็นพลังผลิต การสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ 2. แก้ความยากจนแต่ไม่มีนโยบายแก้ซุปเปอร์ช่องว่าง (super divide) แนวปฏิบัติในการแก้ภาวะยากจนของรัฐยังไม่น่าประทับใจนัก เช่น การตั้งเครื่องมือเฉพาะกิจ สหกรณ์ คาราวานแก้จน และยังไม่มีการพูดถึงซุปเปอร์ช่องว่างของความมั่งคั่ง หรือความมี-ไม่มี ความรวย-จน ซึ่งเห็นได้ชัดจากการกระจุกตัวทรัพย์สินอยู่ในกลุ่มนักการเมือง นักธุรกิจระดับนำ โดยเฉพาะในกลุ่มพวกพ้องรัฐบาลเอง 3. ปรัชญาเศรษฐกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ 2 คือ เสรีนิยมใหม่ เชื่อว่าถ้าคนเป็นผู้บริโภคที่ดี กินใช้ ทำมาหากิน เศรษฐกิจก็จะดีเอง รัฐจึงทุ่มเงินทุนขยายกลไกตลาดเพื่อเชื่อมโยง หมุนเวียนคน ที่ทำกิน ทรัพยากร วัฒนธรรม เครดิต ทักษะในภาคชนบท เข้ากับระบอบทุนนิยม เพิ่มกลไกเครื่องมือการเงินใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม นายธีรยุทธตั้งข้อสังเกตว่า แม้ทุกฝ่ายไม่ปฏิเสธระบบทุนนิยม แต่นักวิชาการมองพลังสังคม วัฒนธรรม ชุมชน เป็นเครื่องมือช่วยถ่วงดุลทุนนิยม อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณมองเป็นต้นทุนหรือสินทรัพย์ให้กับระบบทุนนิยม ต้องการให้ชาวบ้านเร่งทำมาหากินแก้ปัญหาความจน โดยไม่สนใจโครงสร้างความไม่เป็นธรรมซึ่งแฝงอยู่ในระบบทุน 4. รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ 2 เน้นการจัดการ ซึ่งทักษิณได้มาจากแนวคิดการปฏิวัติการจัดการและความคิดหลังสมัยใหม่ โดยมองภาพกว้างพ้นขอบเขตประเทศ เน้นภูมิทัศน์ในระดับโลกและภูมิภาคของการผลิต การเงิน วัฒนธรรมการสื่อสาร เน้นการจัดการทรัพยากร พื้นที่ ระยะทาง เวลา โอกาส เหตุการณ์ อย่างเปลี่ยนแปลง ไม่ติดยึดตายตัวกับศูนย์กลางหรือลำดับขั้นหรือการแบ่งแผนกงาน จึงเน้นการลดขั้นตอนการตัดสินใจ การหมุนเวียนบุคลากร ตำแหน่ง การจัดเป็นทีม เครือข่าย กลุ่ม มากกว่าเป็นองค์กรลำดับขั้นแบบยุคเก่า การให้ความสำคัญแก่ความรู้ การเชื่อมโยงเครือข่ายมากกว่าตัวบุคคลหรือแรงงาน ซึ่งในประเด็นนี้ นายธีรยุทธชี้ว่า มีนักวิชาการมองว่าการจัดการดังกล่าวสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง แต่ของจริงต้องทำในกรอบวัฒนธรรม ค่านิยม จนบางครั้งก็ไม่มีประสิทธิผลจริงหรือเป็นฟองสบู่ที่ไม่มีราคาจริง 5. พ.ต.ท.ทักษิณนำเอาแนวคิดใหญ่ๆ มาชี้นำการปฏิบัติของรัฐบาล แต่ พ.ต.ท.ทักษิณควรมองแนวคิดความรู้ใหม่ๆ นี้ในระดับที่ลึกขึ้น คือการมองประชาชน สังคม วัฒนธรรม เป็นข้อมูล ข่าวสาร ไม่ควรให้เป็นฝ่ายถูกกระทำมากกว่าการให้พวกเขามีส่วนร่วมหรือเป็นผู้ผลิตความรู้ หรือแนวคิดสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต นายธีรยุทธตั้งข้อสังเกตในประเด็นที่ 5 นี้ฟังดูดี แต่ลึกๆ คือการมองคนเป็นต้นทุน จึงต้องผลิตตลอดชีวิต ไม่เห็นคุณค่าชีวิต ละทิ้งการให้โอกาสให้คนได้พักผ่อน มีชีวิตทางศิลปวัฒนธรรม ครอบครัวที่ดี ฯลฯ ซึ่งไม่น่าจะใช่เรื่องที่ดี
ในตอนท้าย นายธีรยุทธได้นำเสนอ ข้อเสนอเแนะแบบสมานฉันท์ อันแสดงให้เห็นว่า ไม่ได้เป็นขาประจำที่ติอย่างเดียว หากแต่มีข้อแนะนำ ซึ่งก็มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ 1.นายธีรยุทธ ชี้ว่าการเลี้ยว 180 องศาของทักษิณในทางเศรษฐกิจ ในด้านสังคมประชาธิปไตย ประชาสังคมและองค์กรเอกชน เป็นสิ่งที่ดี ขอสนับสนุน 2. พ.ต.ท.ทักษิณจะต้องจำแนกระหว่างอำนาจมากกับอำนาจมืด อำนาจกับการปฏิบัติจริง อามิสฤทธิ์ กับธรรมฤทธิ์ อริยฤทธิ์ กับฤทธิ์ที่ไม่อริยะ การมีอำนาจมากจากการเลือกตั้งเป็นความชอบธรรม อำนาจมากทำแทบตายอาจได้ผลเพียงเล็กน้อย แต่อำนาจมืดทำนิดเดียวเป็นตราบาปไปตลอด เพราะอำนาจประชาธิปไตยต้องโปร่งใส รวมทั้งต้องระวังว่ามีช่องว่างระหว่างความคิดของทักษิณกับการปฏิบัติจริงของรัฐมนตรี ข้าราชการ อย่างมาก ต้องจำแนกว่าอำนาจหรือฤทธิ์มี 2 แบบ อามิสฤทธิ์ คือความสำเร็จรุ่งเรืองทางวัตถุ มีวัตถุเป็นแรงบันดาลใจ ธรรมฤทธิ์ คือ ความรุ่งเรืองของธรรม ความดีงาม 3.วัฒนธรรมประจบประแจงเกิดพร้อมกับอำนาจรวมศูนย์อยู่กับซุปเปอร์นายกฯ การประจบประแจงเป็นวัฒนธรรมแฝงของคนไทยต่อ พ.ต.ท.ทักษิณและเครือญาติจะมีมาก เกิดเนติบริกร สภาบริกร รัฐมนตรีบริกร ปลัด-อธิบดีบริกร โฆษกบริกร 4. ต้องก้าวพ้นกับดักผลประโยชน์อำนาจซึ่งมีอยู่เกินพอแล้ว ทักษิณประสบความสำเร็จด้านธุรกิจการเมืองและครอบครัว โดยไม่ต้องเพิ่มพูนอะไรอีกแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณมีข้ออ่อนหลายด้าน แต่ก็พิสูจน์ว่าตัวเองทำงานหนัก นำเอาหลักคิดความรู้ใหม่ๆ มาใช้ในการบริหารราชการ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ สะท้อนความยืดหยุ่นไม่ดึงดันของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นข้อดี เพราะนักเศรษฐศาสตร์และนักวิจารณ์ได้พยายามเสนอไว้หลายครั้ง นายธีรยุทธสรุปว่า ความริเริ่มหลายอย่างของ พ.ต.ท.ทักษิณเปิดโลกคนไทยให้กว้างขึ้น แต่ก็น่าวิตกกังวลเพิ่มขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในจุดที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้ จึงเป็นการตัดสินใจของ พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียวที่จะลด ลบล้างข้ออ่อน เช่น การทับซ้อน การลุแก่อำนาจ มีสติโปร่งใสในการนำพาประเทศหรือไม่
|