|
||||||||||||||
|
น้ำมันมหาโหด
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย ประชานิเวศน์ มติชนรายวัน วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9876 ว่ากันตามจริงแล้ว การที่รัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมันไว้ตั้งแต่ปี 2547 ที่ผ่านมา ทำให้คนไทยเคลิ้มฝันด้วยความรู้สึกสบายอกสบายใจอย่างมาก เพราะนอกจากจะได้ใช้น้ำมันราคาถูกแล้ว ราคาสินค้าก็ไม่ได้ถีบตัวสูงขึ้นตามที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานขณะนี้ ตีปี๊บไว้แบบเสียงดังฟังชัดมาโดยตลอด เกิดความรู้สึกดีๆ กับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคไทยรักไทยขึ้นมาทันที!! แต่พลันที่รัฐบาล "ทักษิณ 2"" ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 3 บาท เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา พร้อมๆ กับราคาสินค้าหลายชนิด เบียดเสียดเข้าคิวกันเตรียมที่จะขึ้นราคา นับตั้งแต่ หมู เห็ด เป็ด ไก่ ไปจนถึงชุดนักเรียน ความรู้สึกดีๆ ที่มีอยู่ กลายเป็นเหมือนถูกคนที่เรารักมาก..หลอกลวงให้อกหัก เพราะถึงที่สุดแล้วรัฐบาลก็หนีไม่พ้นที่จะต้องขึ้นราคาน้ำมัน และหนีไม่พ้นที่ราคาสินค้าจะต้องถีบตัวสูงขึ้น เพียงแต่ระยะเวลาเนิ่นนานล่าช้าออกมาหน่อย เพราะอะไร ? เพราะตอนนี้มันพ้นช่วงเลือกตั้งแล้วน่ะสิ!! เมื่อพ้นช่วงเลือกตั้งแล้ว ใครอยากจะด่าว่า วิพากษ์วิจารณ์อะไร พ.ต.ท.ทักษิณ , นพ.พรหมินทร์ ไปจนถึง พรรคไทยรักไทย ก็ไม่แคร์แล้ว นี่ยังไม่นับเรื่องการกู้เงินมาชดเชยการตรึงราคาน้ำมัน ซึ่งสุดท้ายก็เป็นภาระที่คนใช้น้ำมันต้องจ่ายอยู่ดี แต่ที่น่าสังเวชใจสำหรับคนไทยก็คือ การตรึงราคาน้ำมันครั้งนี้ รัฐบาลใช้วิธีการกู้เงินมาใช้ในการตรึงราคา และสุดท้ายภาระการใช้หนี้ก็คือ "คนใช้น้ำมัน" เองนั่นแหละ ล่าสุด รัฐบาลมีแผนจะกู้หนี้ใหม่มาชำระหนี้เก่า หรือที่เรียกว่ารีไฟแนนซ์ แต่เป็นการรีไฟแนนซ์ที่ผิดทิศผิดทางกับชาวบ้านเขา เพราะปกติธุรกิจหรือใครก็ตาม จะรีไฟแนนซ์ก็จะต้องมีเป้าหมายเพื่อลดค่าใช้จ่าย "ดอกเบี้ย" ลง ด้วยการหาแหล่งเงินกู้ใหม่ที่อัตราดอกเบี้ยถูกกว่ามาชำระหนี้เก่าที่ดอกเบี้ยสูง แต่สำหรับเรื่องน้ำมันแล้ว รัฐบาลกลับรีไฟแนนซ์ ด้วยการกู้หนี้ใหม่(ออกพันธบัตร) ในอัตราดอกเบี้ยเฉียด 5% มาแทนที่หนี้เก่าที่กู้จากธนาคารพาณิชย์ ที่มีดอกเบี้ยเฉลี่ยแค่ 1.7-2.7% สุทธิแล้ว การออกพันธบัตรจะทำให้รัฐบาลต้องกู้หนี้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นกว่าเดิมเกือบ 2 เท่า ในการออกพันธบัตรครั้งนี้ รัฐบาลตั้งวงเงินไว้ 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากคำนวณดอกเบี้ยปีละ 5% โดยประมาณ เท่ากับผู้ใช้น้ำมันต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยปีละ 4,000 ล้านบาท พันธบัตรนี้มีอายุ 5 ปี เท่ากับต้องเสียดอกเบี้ยรวม 20,000 ล้านบาท อุแม่เจ้า!! ทำไมถึงทำกับคนไทยได้ถึงขนาดนี้ เพราะไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อปีที่แล้ว หรือเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ คนไทยก็ต้องใช้ราคาน้ำมันแพงอยู่แล้ว ไหนๆ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ คนไทยก็ต้องซื้อของแพงขึ้น เดินทางด้วยค่าโดยสารสูงขึ้น มีค่าครองชีพสุงขึ้นอยู่แล้ว ทำไมต้องให้มาแบกภาระดอกเบี้ยอีกถึง 2 หมื่นล้านบาท โดยใช่เหตุอีกล่ะ หรือว่ารัฐบาล "ทักษิณ" คิดว่าคนไทยรวยอยู่แล้ว ดอกเบี้ยแค่ 2 หมื่นล้านบาท ไม่ได้ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงไปมากมายหลายเส้นนัก หรือว่า "ท่านนายกฯทักษิณ" อาจจะคิดว่าคนไทยรวยหุ้น เหมือนท่านไปหมดแล้ว เป็นเศรษฐีติดอันดับโลกไปกันหมดแล้วล่ะมั้ง ดอกเบี้ยแค่นี้ไม่น่าจะบ่น อย่างนี้ ก็เลิกเขียนนโยบายกวาดล้างคนจนให้หมดใน 4 ปีเสียดีไหม!! หน้า 20 ตรรกะอันสับสนว่าด้วย "ขั้นบันได" กับ "ขึ้นลิฟต์" กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 มีนาคม 2548 กรณีขึ้นราคาน้ำมันขายปลีก (ล่าสุดคือดีเซลอีกลิตรละ 3 บาท) และกำลังจะมีให้เห็นเพิ่มขึ้นอีกในไม่ช้านั้น ควรจะเป็นบทเรียนอันสำคัญยิ่งสำหรับเราเหล่าประชาที่หวังพึ่ง "ผู้เก่งกล้าสามารถ" ขี่ม้าขาวมาช่วยเราแก้ทุกข์เข็ญ บทเรียนที่ว่านี้คือ อย่าได้เชื่อใครอีกถ้าเขาบอกเราว่า "ไม่มีปัญหา, ไว้ใจผมเถอะ, ผมเกาะติดตัวเลขตลอดเวลา ผมจะไม่ยอมให้ประชาชนเดือดร้อน" เพราะความจริง ผู้นำเขาก็เป็นมนุษย์ที่เราใส่หัวโขนให้ไปทำงาน เผลอหน่อยเดียว เราไปเชื่อเสียแล้วว่าเราเลือกเทวดาไปปกครองประเทศ รู้ทันเหตุการณ์โลกทุกอย่าง ตอนราคาน้ำมันดิบขึ้นไปที่บาร์เรลละ 40 ดอลลาร์ ท่านบอกเราว่า ไม่ต้องห่วง เอาเงินภาษีของเราไปอุ้มเอาไว้ก่อนให้เราใช้น้ำมันราคาเดิม (แต่เอาเงินเราไปอุดหนุนเอาไว้) เพราะยังไงๆ มันก็จะต้องร่วงหล่นลงมา ถึงตอนนั้น รัฐบาลก็จะได้กำไรจากราคาน้ำมันที่ลดลง เอาเงินคืนให้กองทุนน้ำมัน เท่านั้นก็จบ ไม่เห็นมีอะไรต้องเป็นห่วงเลย จริงๆ แล้วมนุษย์เงินเดือนกับชาวรากหญ้าอย่างพวกเราทั้งหลายก็อยากจะให้มีคนที่ล่วงรู้ดิน ฟ้า มหาสมุทรอย่างนั้นมาเป็นผู้นำทางการเมือง เราจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนอีก จะให้เราซ้ายหันขวาหันอย่างไรก็ยอม เพราะท่านคือผู้วิเศษที่ปกป้องเราได้ตลอดเวลา เอาเข้าจริงๆ เราก็ต้องกลับมาสู่ความเป็นจริงอันน่าเจ็บปวดอีกครั้งหนึ่ง เพราะคนมีอำนาจคาดการณ์ผิดคนเดียว (มีรัฐมนตรีคนไหนกล้าคัดค้านหรือแสดงความเห็นเป็นอย่างอื่นหรือ) ก็พลอยทำให้ประเทศทั้งหมดต้องมาเจอสภาพที่จะต้องขึ้นราคาน้ำมันทีเดียวเป็นจำนวนมาก ทั้ง ๆ ที่ราคาน้ำมันดิบนั้นได้ขยับขึ้นเป็นระยะๆ ตามปัจจัยตลาดโลก และหากเราเอาความจริงมาบริหารบ้านเมืองอาการตกตื่น และเสียงโวยวายรอบบ้านรอบเมืองก็จะไม่เสียงดังถึงขนาดนี้ เรียงลำดับ "เหตุผล" ของทางการที่ไม่กล้าตัดสินบอกความจริงกับเราว่า ไม่ไหวแล้วจริงๆ เพราะเงินภาษีชาวบ้านที่เอาไปอุ้มให้ภาพบิดเบือนความจริงนั้นเกิน 75,000 ล้านบาทแล้ว และขืนอุ้มกันต่อไปก็จะไปอยู่ที่ 1 แสนล้านบาทโดยไม่รู้อนาคต เหตุผลของท่านผู้ปกครองประเทศที่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกต้องเป็นหนี้บุญคุณกันไปอีกนานคือ ควรจะขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกเป็น "ขั้นบันได" (1 บาทหรือ 1.50 บาทต่อครั้ง) เพราะไม่อยากจะให้ประชาชน "shock" และ "choke" คือไม่ให้ "ตกอกตกใจ" และไม่ให้ "สำลัก" เสมือนหนึ่งว่า การลากปัญหาต่อไปทั้งๆ ทุกคนรู้ว่ามันถาโถมเข้ามาถึงหน้าบ้านแล้วจะทำให้เราไปแอบซ่อนตัวในบ้านโดยไม่ต้องเผชิญกับมัน เสมือนหนึ่งน้ำท่วมทั้งหมู่บ้านในระดับสูงแล้ว ไม่กล้าบอกกล่าวกับชาวบ้านให้ใช้รถปั๊มน้ำใหญ่มาสูบน้ำออก เพียงแค่แจกกระสอบทรายทีละสองสามลูกให้ลูกบ้านแล้วประกาศบอกว่า จะแจกกระสอบทรายไปเรื่อยๆ ถ้าระดับสูงขึ้นที่หน้าบ้านของคุณ ทั้งๆ ที่มันท่วมปากทางเข้าหมู่บ้านแล้ว พอชาวบ้านรู้ความจริงรอบด้านเข้า ก็จึงบอกว่า ที่ต้องปรับดีเซลทีเดียว 3 บาทนั้นก็เพราะเห็นว่า "ถ้าทยอยปรับทีละน้อย จะทำให้มีการขึ้นราคาสินค้าตลอดเวลา และขึ้นมากกว่าราคาน้ำมัน นอกจากนี้ ก็ยังทำให้ภาคต่างๆ เกิดความกังวลว่า จะมีการปรับขึ้นราคาเมื่อใดอีก และจะมีการเก็งกำไร จึงเลือกปรับขึ้นครั้งเดียว แต่ชัดเจนไปเลย..." (รมว.กระทรวงพลังงาน, วิเศษ จูภิบาล) หากทางการจะใช้เหตุผลที่เสมอต้นเสมอปลาย ก็จะทำให้ประชาชนเข้าใจและรู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องประหยัดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง ที่เกิดความสับสน และ choke นั้นก็เพราะรัฐบาลเปลี่ยน "ตรรกะ" ของการบริหารบ้านเมืองอยู่เป็นนิจ ชาวบ้านไม่อาจจะคาดเดาได้ว่า ณ จุดใดจุดหนึ่ง ความร้ายแรงของปัญหาอยู่ที่ไหน และแนวคิดแนววิเคราะห์สถานการณ์นั้นไปทางทิศทางใด วันนี้บอกว่าจะเป็นขั้นบันได (แปลว่าปัญหายังไม่มีอะไรร้ายแรง) พรุ่งนี้บอกว่าจะขึ้นลิฟต์ทีเดียวเลย (แปลว่าเอาไม่อยู่แล้ว) และจากนี้ไปจะขึ้นกันอย่างไรอีก เพราะเรื่องราคาน้ำมันดิบนั้นยังไม่นิ่ง ยังมีท่าทีว่าจะขยับขึ้นไปได้อีก จะให้ผู้คนตั้งรับกันอย่างไร จะให้ประชาชนเข้าใจวิธีคิดของรัฐบาลอย่างไร มหันตภัยเงินเฟ้อ บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 มีนาคม 2548 นอกเหนือจากปัจจัยอย่างราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่ทะยานขึ้นสูงติดลมบน เหนือกว่าระดับ 50 ดอลลาร์/บาร์เรล, การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มีความผูกพันกับปัญหาขาดดุลงบประมาณของวอชิงตันอย่างลึกล้ำ และแนวโน้มการปรับขึ้นค่าเงินหยวนของจีนที่ประชาคมตลาดการเงินโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดแล้ว ตัวแปรล่าสุดเช่น ทิศทางการดำเนินนโยบายสินเชื่อของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) องค์กรที่ได้ชื่อว่ามีอิสระมากที่สุดแห่งหนึ่งในการกำหนดมาตรการดอกเบี้ยเงินกู้ ก็เป็นเรื่องที่นักลงทุนระหว่างประเทศไม่อาจวางเฉยไม่สนใจได้ หลังจากข้อมูลทางเศรษฐกิจสหรัฐล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า ภาวะเงินเฟ้อในประเทศกำลังส่งสัญญาณอันตรายขึ้นมาแล้ว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ประจำเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น 0.4% อันเป็นผลพวงจากราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวขึ้นสูงในเดือนดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันเบนซิน, ราคายา และราคาค่าตั๋วเครื่องบิน หลังจากซีพีไอได้ขยับขึ้นในระดับ 2% มาตลอดช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่อัตราเงินเฟ้อรายปียืนอยู่ที่ระดับ 2.4% ถือเป็นจุดสูงสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2545 ซึ่งการประกาศตัวเลขซีพีไอล่าสุด สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า จนนำไปสู่กระแสคาดการณ์ในตลาดการเงินทั่วโลกว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นในสัดส่วนที่มากขึ้น โดยอาจถึง 0.50% ในการประชุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ที่ 2.75% นับเป็นการปรับขึ้นติดต่อกันเป็นครั้งที่ 7 และเป็นไปตามความคาดหมายของตลาดการเงิน นอกจากนั้น ยังคงใช้คำว่า "อย่างค่อยเป็นค่อยไป" และ "อย่างเอื้ออำนวย" ในการอธิบายแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่แถลงการณ์ของเอฟโอเอ็มซีที่ระบุว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เฟดส่งสัญญาณว่าแรงกดดันด้านราคากำลังกลายเป็นประเด็นที่น่าวิตกอย่างแท้จริงต่อเศรษฐกิจ ผลที่บังเกิดขึ้นกับตลาดการเงินก็คือการปรับตัวลงของดัชนีสำคัญๆ ของตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และทำให้ราคาหุ้นและค่าเงินเอเชียพลอยอ่อนตัวลงไปด้วยในการซื้อ-ขายเมื่อวานนี้ ท่ามกลางภาวะการซื้อ-ขายที่ถูกปกคลุมด้วยความวิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วโลกที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ขณะที่นักลงทุนมีท่าทีหวั่นวิตกเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อมากกว่าเมื่อก่อน แต่ถือเป็นโชดดีอย่างมหันต์ของตลาดการเงินที่ตัวเลขเงินเฟ้อด้านลบถูกชดเชยจากการลดลงวูบวาบของราคาน้ำมันดิบในตลาดไนเม็กซ์ ซึ่งลดลงมากกว่า 2% มาอยู่ที่ 53.81 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากมีรายงานว่าปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 เดือน แม้นายจอห์น สโนว์ รมว.คลังสหรัฐ ได้ให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่า ราคาน้ำมันซึ่งทะยานขึ้นเมื่อไม่นานมานี้และกระตุ้นให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อนั้น เป็นสิ่งที่น่าวิตกแต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ กระนั้นก็ตามดูเหมือนว่านักลงทุนจะไม่สนใจคำพูดของ รมว.คลังเท่าใดนัก เพราะตระหนักดีว่าราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นจนทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินในสหรัฐสูงเป็นประวัติการณ์นั้น กำลังทำให้เฟดวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบด้านเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้น จนมีอิทธิพลถึงขั้นอาจฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้ แม้ขณะนี้เศรษฐกิจดูจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น เพราะได้รับการชดเชยจากมาตรการลดภาษีหลายพันล้านดอลลาร์จากภาครัฐ
|