หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ธุรกิจหล้าเข้าตลาดหุ้น ขัดแย้งวาระแห่งชาติ

สุทิพันธุ์ บงสุนันท์  กรุงเทพธุรกิจ วันที่  25  มีนาคม 2548

การเปิดโอกาสระดมทุนเพื่อให้ธุรกิจของคนไทย สามารถต่อสู้กับบริษัทข้ามชาติได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถูกหยิบยกมาเป็นเหตุผลสำคัญของบริษัทสุราที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ดูจะสอดคล้องกับเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลทักษิณ 2 พยายามจะสร้างขึ้นในอีก 4 ปีจากนี้ไป นอกเหนือจากเรื่องการขจัดปัญหาความยากจน และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ 

หากบริษัทได้รับอนุมัติให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าตลาดหรือมาร์เก็ตแคปให้กับตลาดหลักทรัพย์กว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลให้ประเทศไทยได้รับความสนใจในด้านการลงทุน และสำหรับบริษัทเอง หากมีแนวโน้มธุรกิจที่ดีต่อเนื่องแล้ว ก็ย่อมสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทเพิ่มมากขึ้น

เงินที่บริษัทระดมทุนมาได้ ส่วนหนึ่งที่สำคัญก็จะถูกนำมาใช้ในการปรับโครงสร้างเงินทุนของบริษัท เพื่อลดภาระหนี้สินที่มีอยู่ อีกส่วนหนึ่งก็จะนำไปใช้วิจัยคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ ใช้กลยุทธ์สร้างโฆษณาประชาสัมพันธ์กระตุ้นตอบสนองความต้องการของนักดื่ม เพื่อให้สินค้าคิดตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย สร้างโอกาสทำกำไรให้บริษัท สร้างผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE (Return on Equity) ที่สูงขึ้น นี่คือหลักปกติของการดำเนินธุรกิจในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม

จึงเท่ากับว่า ยิ่งไปเร่งขยายกำลังการผลิต กระตุ้นการดื่มสุราให้เพิ่มสูงขึ้นเข้าไปอีก แล้วอนาคตของชาติจะเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ แม้จะมีโครงการลด ละ เลิก การดื่มสุรา มีกฎหมายห้ามจำหน่ายสุราแก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ตั้งแต่เวลา 05.00-22.00 น. ปรากฏว่าเด็กและเยาวชนไทยมีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อของสุราเพิ่มสูงขึ้น

ล่าสุดสภาพัฒน์ได้รายงานภาวะสังคมไตรมาส 4/2547 ชี้กลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง 15-24 ปี มีอัตราดื่มเพิ่มสูงขึ้น จากร้อยละ 21.53 ของกลุ่มอายุดังกล่าวในปี 2544 เป็นร้อยละ 23.51 ในปี 2547 และจากข้อมูลการสำรวจของมูลนิธิสาธารณสุข พบเด็กอายุ 10 ขวบ เริ่มดื่มเบียร์ สาเหตุเพราะความภูมิใจในสินค้าไทย

หากพิจารณาจากปัจเจกชน การสร้างขีดความสามารถแข่งขันของบริษัทผลิตสุราย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว การสร้างขีดความสามารถแข่งขันในระดับประเทศ ย่อมเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากจะไปแสวงหาพลังสติปัญญาของเด็กและเยาวชนจากที่ไหนไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อสร้างผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะฐานทรัพยากรมนุษย์กำลังถูกบั่นทอนลง

ดังนั้น การนำบริษัทเหล้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะเกิดผลที่ตามมา ซึ่งขัดกับวาระแห่งชาติในส่วนของการพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ นอกจากนี้ ยังขัดกับวาระแห่งชาติในเรื่องแก้ปัญหาความยากจน และการกระจายรายได้ให้เมืองไทยแข็งแรง และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในส่วนของการแก้ไขความยากจนและการกระจายรายได้ จากการสำรวจพฤติกรรมการดื่มสุราของประชากร 2547 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ผู้ดื่มสุราส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 40 (ร้อยละ 37.2) มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ พบคนไทย 1 คน ใช้จ่ายดื่มสุราเฉลี่ย 329 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 3,948 บาทต่อคนต่อปี หากพิจารณาภาพรวมทั้งประเทศแล้ว คนไทยใช้จ่ายเงินดื่มสุราเป็นมูลค่าสูงถึงปีละ 64,000 ล้านบาท

จะเห็นว่า ผู้ดื่มสุราส่วนใหญ่มีฐานะค่อนข้างยากจน มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน หากมองความยากจนในมิติรายได้ผ่านเส้นความยากจนปี 2547 ซึ่งจะจัดให้คนจนมีรายได้เฉลี่ย 1,230 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการดื่มสุรา 329 บาทต่อเดือน จะไปเบียดบังรายได้คนจนถึงร้อยละ 26.7 หรือประมาณ 1 ใน 4 ของรายได้ทั้งเดือน เหลือรายได้ไม่ถึงหนึ่งพันบาทในการดำรงชีวิต

แม้ผู้ดื่มสุราบางส่วนจะมีรายได้พ้นเส้นความยากจน 1,230 บาทต่อคนต่อเดือน แต่ไม่เกิน 2,500 บาทต่อคนต่อเดือน จะไม่ถูกจัดเป็นคนจนก็ตาม แต่เงินที่เหลือประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อเดือนจะต้องนำไปใช้จ่ายซื้อปัจจัยสี่ ให้เพียงพอทั้งปริมาณและคุณภาพ จะนำเรี่ยวแรงไปทำงานและยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร แม้ไม่จนรายได้แต่อาจอยู่ในภาวะจนคุณภาพชีวิตได้ ดังนั้น ภาวะความยากจนก็ยังคงอยู่

ส่วนยอดขาย 64,000 ล้านบาท ก็จะถูกนำไปต่อยอดกิจการของกลุ่มผู้ผลิตสุรา ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของคนรวยสูงสุดของประเทศ ซึ่งจะยิ่งสร้างปัญหาในการแก้ไขความยากจน และเกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้ต่อไป

วาระแห่งชาติที่ว่า "เมืองไทยแข็งแรง" ซึ่งนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศไปเมื่อ 18 ธ.ค.2547 นั้น ต้องการเน้นพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกมิติ โดยมี 17 เป้าหมาย เพื่อทำให้คนไทยแข็งแรงถ้วนหน้าภายในปี 2560 อาทิ เป้าหมายข้อ 8 คนไทยต้องลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ ข้อ 14 คนไทยต้องลด ละ เลิกอบายมุข และสิ่งเสพติด

เมื่อเป้าหมายแต่ละข้อที่ต้องการให้เกิดขึ้นถูกบั่นทอน และถูกกัดกร่อนด้วยสุราภายใต้คลื่นกระแสเศรษฐกิจทุนนิยมที่เชี่ยวกราก คนไทยจะแข็งแรงได้อย่างไร

การเลื่อนประชุมพิจารณาการลงมติของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์โดยไม่มีกำหนด ในแง่ดีอย่างน้อยก็ถือว่า เป็นการรับฟังความคิดเห็นของสาธารณชน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการสร้างสังคมแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และอาจนำไปสู่การสร้างรากฐานที่ดีให้กับอนาคตของชาติได้ หากไม่ใช่มองเพียงมาร์เก็ตแคป แต่ต้องมองระยะยาวและตระหนักให้มาก ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น และตอบแทนให้กับสังคม เพื่อให้วาระแห่งชาติมีคุณค่า