หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
รัฐปรับขึ้นราคาดีเซล ใครได้ประโยชน์?

รายงาน  มติชนรายวัน วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9876

@ โสภณ สุภาพงษ์  สมาชิกวุฒิสภา กทม.  อดีตผู้บริหารบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)

ถือเป็นการได้ประโยชน์โดยมิชอบจากการขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เป็นการเซ็งลี้น้ำมันแน่นอน เพราะมีความผิดปกติในการปรับขึ้นราคาครั้งนี้แบบพรวดพราด 3 บาทต่อลิตร

ขณะนี้ราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นอยู่ที่ 16 บาทต่อลิตร โดยรัฐบาลจะเก็บภาษีลิตรละ 4 บาท ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกอยู่ที่ 20 บาทต่อลิตร และให้ค่าการตลาดอีกลิตรละ 1 บาท รวมเป็น 21 บาทต่อลิตร โดยรัฐบาลนำเงินของประชาชนในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปชดเชยให้บริษัทน้ำมันลิตรละ 6 บาท เพื่อให้ราคาขายปลีกอยู่ที่ 15 บาทต่อลิตร

ตามปกติจะมีน้ำมันดีเซลในสต๊อคประมาณ 2,000 ล้านลิตร แบ่งเป็นการสต๊อคตามกฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 20 วัน และเป็นสต๊อคเพื่อการค้าอีก 10 วัน รวม 30 วัน แบ่งเป็นการสำรองที่สถานีบริการน้ำมัน 5-10% ที่เหลืออีก 90% สำรองไว้ที่บริษัทน้ำมันต่างๆ ซึ่งสต๊อคเหล่านี้ได้รับชดเชย 6 บาทต่อลิตร

เมื่อรัฐบาลปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีก 3 บาทต่อลิตร ทำให้ต้องขายน้ำมันดีเซลในราคา 18 บาทต่อลิตร ดังนั้น สต๊อคที่ชดเชยไว้จะได้กำไรทันที 3 บาทต่อลิตร จากสต๊อคกว่า 2,000 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 6,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้ 400 ล้านบาท จะเป็นกำไรของสถานีบริการน้ำมัน และอีก 5,600 ล้านบาท จะเป็นกำไรของบริษัทน้ำมันต่างๆ ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งหาทางเรียกเงินกลับคืน

สมัยที่ผมช่วยดูแลนโยบายน้ำมันให้กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อใดที่มีการปรับราคาน้ำมันดีเซล สิ่งที่ต้องทำคือจะต้องยื่นบัญชีว่า มีสต๊อคน้ำมันค้างสต๊อคเท่าไหร่ แล้วกระทรวงพาณิชย์จะส่งคนไปวัดก่อนขึ้นราคา 1 ชั่วโมง ที่คลังน้ำมัน ซึ่งมีประมาณ 10-20 แห่ง เพื่อให้ตรงกันกับบัญชี รวมทั้งน้ำมันที่อยู่บนรถด้วยว่ามีเท่าไหร่ แล้วจะต้องเรียกเงินที่ชดเชยไปคืนหมด ซึ่งพล.อ.เปรมจะไม่เอาคนที่อยู่ในวงการค้าน้ำมันมาดูแลกำกับนโยบายน้ำมัน

เรื่องนี้ผมเชื่อว่า นายเมตตา บันเทิงสุข เลขาธิการสำนักงานนโยบายพลังงานแห่งชาติ(สนพ.) ซึ่งเคยเป็นผู้ตรวจเช็คสต๊อคน้ำมันมาก่อน ทราบดีถึงขั้นตอนการปฏิบัติดังกล่าว และเชื่อว่านายเมตตาคงเสนอให้รัฐบาลทำ แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นคนเบรกไว้

สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ต้องดำเนินการ แต่ไม่ได้ทำ คือ 1.ปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันที่บิดเบือน 2.การดูแลราคาของผู้รับผิดชอบที่ผิดพลาด ควรเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคและสื่อมวลชนเข้ามาตรวจสอบ และ 3.ความผิดพลาดในวิธีการขึ้นราคาน้ำมัน การวัดปริมาณน้ำมันและการเช็คสต๊อคน้ำมันที่ข้ามขั้นตอน ซึ่งข้อมูลรายละเอียดการสำรองน้ำมันในคลังน้ำมันแต่ละแห่งอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ และควรเปิดเผย ทั้งนี้ หากมีการเช็คสต๊อคน้ำมัน จะสามารถแก้ไขปัญหาการกักตุนน้ำมันและการเก็งกำไรได้

ปกติการขึ้นราคาน้ำมันแบบนี้ ทำได้สองอย่าง คือ 1.วัดสต๊อคน้ำมัน และเรียกเงินคืนที่ผ่านมาช่วงที่ขึ้น 30-40 สตางค์ต่อลิตร 2.ผสมน้ำมันเก่ากับน้ำมันใหม่แล้วขึ้นราคา แต่รัฐบาลนี้ไปกำหนดให้ขึ้นราคาทันที ปกติใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ในการปรับขึ้นราคาดีเซล โดยเฉลี่ยน้ำมันเก่ากับใหม่เพื่อให้ได้พอดีกัน ไม่ใช่ไปกำหนดราคาใหม่ 3 บาทในทันทีแบบนี้ ทำให้มีผู้ได้ประโยชน์มหาศาลตรงจุดนี้

เงิน 6,000 ล้านบาท ถือเป็นเงินของประชาชนที่ถูกเอาไปโดยมิชอบ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องไปเอาคืนมา เรื่องนี้เป็นการเซ็งลี้แน่นอน ถ้าจะกลับมาเช็คสต๊อคใหม่ ก็สายไปแล้ว แต่ยังดีกว่าไม่ทำเพื่อจะไปดูว่าเงินตรงนี้อยู่ที่ใคร อย่างน้อยต้องรีบไปเอาคืนมา 80-90% ก็ยังดี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจให้ผู้รับผิดชอบไปเรียกเงินส่วนต่างคืนได้

ที่ผิดปกติอีกเรื่อง คือเรื่องโครงสร้างของผู้ดูแลราคาน้ำมัน เป็นกลุ่มผู้มีประโยชน์ในการค้าขายน้ำมัน ผู้เล่นหุ้นหรือมีหุ้นในธุรกิจน้ำมัน ตรงนี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่คนเหล่านี้มากำหนดราคาน้ำมัน

กรณีนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ต้องสังวรณ์ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ โดยเฉพาะตลาดน้ำมันดีเซล เป็นของ ปตท.เกือบครึ่ง และจะต้องทำประโยชน์ให้กับผู้เล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ชี้ให้เห็นว่าเมื่อเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องทำกำไรสูงสุดให้กับผู้เล่นหุ้น เพราะนักการเมืองเป็นเจ้าของบริษัททั้งหลายในตลาดหลักทรัพย์ 41% จึงเป็นข้อเตือนใจว่า จะแปรรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะพบปัญหาเดียวกัน คือจะไม่มีคนดูแลผลประโยชน์ของผู้บริโภค

@ วิเศษ จูภิบาล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ที่นายโสภณ สุภาพงษ์ ส.ว.กรุงเทพมหานคร ระบุว่ามีการกักตุนน้ำมัน 2,000 ล้านลิตรนั้น ไม่รู้ว่าเอาข้อมูลมาจากไหน ถ้ามีหลักฐานที่แน่นอน ขอให้นำข้อมูลมาให้ผมด้วย เพื่อดำเนินการตรวจสอบ หากพบว่ามีพฤติกรรมดังกล่าวจริงก็จะดำเนินการตามกฎหมาย และปริมาณสำรองน้ำมันตามกฎหมายที่ไทยต้องมีคือประมาณ 5% ของความต้องการใช้น้ำมันหรือประมาณ 967 ล้านลิตร ซึ่งต้องสำรองเก็บไว้ตลอดปี และปริมาณน้ำมันที่เป็นการสำรองน้ำมันทางการค้า(working stock) ต้องสำรองไว้ระหว่างวัน มีประมาณ 53 ล้านลิตรต่อวัน

การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 3 บาทต่อลิตร ทำให้ผู้บริโภคออกมาตุนน้ำมันเก็บไว้ และรัฐบาลให้นโยบายแก่บริษัทน้ำมันไว้ว่า ต้องขายน้ำมันให้แก่ประชาชนที่ต้องการซื้อ อย่าให้ขาดแคลน ซึ่งในช่วงวันที่ 18-21 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้บริษัทน้ำมันต่างๆ ต้องนำน้ำมันในส่วนของการสำรองน้ำมันทางการค้าออกมาจำหน่ายให้ประชาชน ซึ่งมีประมาณ 100-150 ล้านลิตรในช่วงดังกล่าว ซึ่งบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) มีการนำน้ำมันในส่วนของการสำรองน้ำมันทางการค้ามาจำหน่ายจนหมด ทำให้ต้องนำน้ำมันส่วนที่สำรองไว้ตามกฎหมายมาจำหน่ายด้วย

การนำน้ำมันส่วนที่สำรองมาจำหน่าย ถือว่าไม่มีใครได้ประโยชน์ แต่จะเสียประโยชน์ เพราะเมื่อจำหน่ายน้ำมันออกไป ก็ต้องซื้อน้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาสำรองให้ได้ตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าไม่มีการตรวจสอบปริมาณน้ำมันในสต๊อคก่อนปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล แต่ก็มีการตรวจสอบเป็นระยะอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง

@ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)

ที่นายโสภณ สุภาพงษ์ ส.ว.กรุงเทพฯ ออกมาระบุว่า ผู้ค้าน้ำมันได้กำไรจากการขึ้นดีเซล 3 บาทต่อลิตร รวมเป็นเงินกว่า 6,000 ล้านบาท จากสต๊อคน้ำมันเก่านั้น นายโสภณคงคำนวณจากยอดน้ำมันสำรองทั้งในส่วนโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมัน แต่ความจริงแล้ว โรงกลั่นไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะได้รับการชดเชยจากหน้าโรงกลั่นเท่านั้น

การคำนวณสำรอง ต้องเกิดจากสำรองผู้ค้าน้ำมันเท่านั้น ซึ่งมีสำรองรวมกันประมาณ 1,120 ล้านลิตร แต่จำนวนนี้เป็นสำรองทางกฎหมายในสัดส่วน 5% ของยอดขายหรือสำรองทางกฎหมาย หรือ 970 ล้านลิตร ที่ไม่สามารถนำมาขายได้ หากจะมีการทำกำไรก็จะเป็นสำรองเฉพาะทางการค้า 150 ล้านลิตร หรือประมาณ 450 ล้านบาทเท่านั้น และกำไรเหล่านี้จะกระจายไปอยู่ที่ผู้ใช้น้ำมัน เพราะวันที่ปรับขึ้นราคาน้ำมัน ประชาชนมีการกักตุนจำนวนมาก นอกจากนี้ กำไรยังกระจายไปอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน รถขนส่ง หรือผู้ค้าน้ำมันที่มีสำรองเหลืออยู่

ปตท.ไม่มีกำไรจากการขึ้นราคาดีเซลครั้งนี้ และยังขาดทุนด้วยซ้ำ เพราะช่วง 2-3 วัน ก่อนดีเซลขึ้นราคา มีผู้มาซื้อน้ำมันจาก ปตท.จำนวนมาก ปตท.ต้องขออนุญาตจากกระทรวงพลังงานนำน้ำมันสำรองทางกฎหมายที่มีอยู่ออกมาจำหน่าย โดยยอดจำหน่ายรวม 57 ล้านลิตร จากที่มีสำรองทางกฎหมาย 260 ล้านลิตร เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ ป้องกันการร้องเรียนเรื่องการไม่ยอมจำหน่ายน้ำมัน และหลังจากนี้ ปตท.ต้องซื้อน้ำมันราคาใหม่ไปสำรองแทนน้ำมันที่นำออกมาจำหน่ายหรือขาดทุนประมาณ 171 ล้านบาท

ปัจจุบันการค้าน้ำมันแตกต่างจากในอดีต โดยใช้ระบบไอทีติดตามตรวจสอบได้ทั่วประเทศ ผู้ค้าน้ำมันส่วนใหญ่จึงมีสำรองทางการค้าเหลือเพียง 3 วันไม่ต้องสำรองเป็น 10 วันเหมือนในอดีต ซึ่งจะมีภาระดอกเบี้ยสูงขึ้นไปด้วย ดังนั้น ผู้ค้าน้ำมันจึงไม่น่าจะกำไรมาก

@ เทียนไชย จงพีร์เพียร  ที่ปรึกษาสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)

เรื่องสต๊อคน้ำมันเมื่อมีการขึ้นราคาแล้วทำให้ผู้ค้าทำกำไรจากส่วนต่างนั้นเป็นเรื่องปกติของการค้าน้ำมันทั่วโลก หากครั้งนี้ราคาน้ำมันลดลง ผู้ค้าน้ำมันก็จะต้องรับความเสี่ยงในการขาดทุนเช่นกัน ประเด็นดังกล่าวไม่น่าจะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมได้ เพราะธุรกิจย่อมมีกำไรและขาดทุน แต่กรณีปั๊มน้ำมันที่มีการตรวจสอบแล้วพบว่าน้ำมันหมดจริงจะต้องตรวจสอบว่าทำไมผู้ค้ารายใหญ่ไม่จัดส่งให้ มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ ที่ผ่านมามีการไปไล่เบี้ยกับปั๊ม แต่ไม่ได้ตรวจสอบว่าถ้าน้ำมันหมดจริง ทำไมผู้ค้าน้ำมันไม่ยอมส่งให้

สำหรับการเช็คสต๊อคน้ำมันนั้น ระบบน้ำมันของไทยอดีตเป็นแบบคุมราคา เมื่อจะประกาศขึ้นราคาเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องลงพื้นที่แล้วไปเช็คสต๊อคก่อนเที่ยงคืน เมื่อขึ้นราคาแล้วสต๊อคเก่าจะต้องขายในราคาเดิม แต่เมื่อระบบการค้าเสรีแล้วระบบเช็คสต๊อคทำได้ยาก เพราะราคาขึ้นลงบ่อย ซึ่งทั่วโลกก็ไม่ทำ และระบบจะทำการตรวจสอบกันเองไปตั้งแต่ปั๊ม จ๊อบเบอร์ และผู้ค้ามาตรา 7 การจะสรุปว่าขึ้นราคาแล้วทำกำไรจะต้องมองภาพรวมเฉลี่ยทั้งปีมากกว่ามองเฉพาะส่วนนี้ เนื่องจากราคามีทั้งขึ้นทั้งลง ผู้ค้าน้ำมันจึงมีทั้งการขาดทุนและกำไรเช่นกัน ภาพรวมแล้วธุรกิจน้ำมันในไทยไม่ได้ทำกำไรอะไรมาก เพราะหากดีจริงเชลล์คงไม่ขายหุ้นโรงกลั่นทิ้งให้กับ ปตท.

ส่วนกรณีจ๊อบเบอร์ส่วนมากไม่มีคลังน้ำมัน เพราะส่วนใหญ่จะซื้อมาขายไป หมุนเงินเร็วและส่วนใหญ่ขายให้ปั๊มอิสระ โอกาสกักตุนจะเป็นลักษณะการไปสั่งซื้อล่วงหน้าได้ใบสั่งซื้อมาแล้ว ไม่ยอมปล่อยแต่จะนำไปขายกับปั๊มน้ำมันในราคาสูงเล็กน้อย ปั๊มที่ซื้อก็นำไปเบิกคลัง แต่ส่วนนี้ก็มีไม่มากนัก

หน้า 2