หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
บทเรียนจาก "บราซิล" กับพลังงานทางเลือก ทางออกในยุคน้ำมันแพง

มติชนรายวัน วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9875

นับแต่ช่วงทศวรรษที่ 70 เป็นต้นมา ความต้องการบริโภคน้ำมันในระบบเศรษฐกิจ แบบบริโภคนิยม ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในเศรษฐกิจโลก ทำให้กลุ่มประเทศ ผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC หนึ่งในกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก เป็นผู้ มีอิทธิพลในการกำหนดเพดานการผลิตน้ำมัน และกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก และเกิดเป็นวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นผลให้หลายประเทศทั่วโลก รณรงค์ให้ภาคเอกชนและภาครัฐประหยัดพลังงาน และหันมามองพลังงานทางเลือกเพื่อมาใช้ทดแทนพลังงานน้ำมัน รัฐบาลประเทศต่างๆ ได้มีนโยบายส่งเสริมอย่างจริงจัง และคิดค้นพลังงานทางเลือกใหม่มาใช้ ทดแทนพลังงานจากน้ำมันดิบ

เรื่องราวการค้นพบศักยภาพในตัวเองของประเทศบราซิลเป็นตัวอย่างที่เห็นอย่างเด่นชัดในการใช้พลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง และมีประสิทธิภาพ การเสาะแสวงหาพลังงานทดแทนของบราซิลเกิดขึ้นเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน โดยการใช้เทคโนโลยี เครื่องยนต์ที่ช่วยให้อุตสาหกรรมเอทานอลเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งขึ้นมา

เมื่อวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันในทศวรรษ 1970 ส่งผลกระทบต่อโลกตะวันตก ประเทศบราซิล ได้ตั้งรับสถานการณ์ด้วยการให้ความสนใจ ในการนำแอลกอฮอล์จากพืช มาใช้เป็นพลังงานทดแทนน้ำมันปิโตรเลียม ที่ต้องนำเข้ามาในราคาแพง และจากคำพูดของ เฮนริค เปอริเอร่า(Henrique Periera) บิดาแห่งรถยนต์พลังงานทางเลือก Flex-Fuel ของเจนเนอรัล มอเตอร์ส(จีเอ็ม) ระบุว่า ในทศวรรษ 1980 รถยนต์ทุกคันที่ขายในบราซิล จะใช้พลังงานจากแอลกอฮอล์ ที่ได้มาจากการสกัดจากต้นอ้อย

สิ่งที่เกิดขึ้น ควรที่จะถูกเรียกว่า "เศรษฐกิจ แบบคาร์โบไฮเดรต" (Carbohydrate Economy) โครงการ Pro-Alcohol

รัฐบาลบราซิลตัดสินใจผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนมาใช้พลังงานแอลกอฮอล์ ภายใต้ชื่อโครงการ "Pro-Alcohol" (สนับสนุนการใช้แอลกอฮอล์ล์) เมื่อปี 1975 ด้วยมาตรการ กำหนดให้รถยนต์ทุกคันในบราซิลต้องแล่นได้ด้วยพลังงานแอลกอฮอล์ กลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่ รถตำรวจ และหน่วยงานที่ใช้รถยนต์เป็นจำนวนมากๆ ต่างพากันขานรับนโยบายใหม่นี้ในทันที ด้วยการเปลี่ยนมาใช้พลังงานจากแอลกอฮอล์ เมื่อปี 1976 จีเอ็มเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงจากการนำ แอลกอฮอล์มาใช้เป็นรายแรก ตามโครงการ "Pro-Alcohol" ในประเทศบราซิล ในทศวรรษ 1980 บริษัทรถยนต์ทุกรายในบราซิลพากันออกรถยนต์รุ่นใหม่ที่เติมได้เฉพาะแอลกอฮอล์เท่านั้น หรือที่เปอริเอร่าเรียกว่า ซี 79 (C79) ซึ่งมีราคาเพียงแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำมันปิโตรเลียมในบราซิล

 

ดังนั้น ด้วยแรงจูงใจทางด้านภาษี ทางเลือกรุ่นรถยนต์ที่มีมากมาย รวมทั้งราคาขายปลีกที่ถูก แอลกอฮอล์จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของบราซิล และเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์ รัฐบาลจึงออกกฎหมายให้ ทุกสถานีบริการน้ำมัน มีแอลกอฮอล์ไว้บริการเพิ่มขึ้นมาด้วย เพื่อให้บริการได้ทั้งน้ำมันปิโตรเลียม และ ซี 79 กฎหมายดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ในบราซิล อย่างไรก็ดี เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน สามารถจะนำน้ำมันดีเซลมาขายได้ ตามความประสงค์ ทุกวันนี้สถานีบริการมีเชื้อเพลิงที่ใช้พื้นฐานจากแอลกอฮอล์ 2 ชนิดไว้บริการ นั่นคือสูตร อี 20 (E 20) (น้ำมันเบนซิน 80% ผสมเอทานอล 20%) และสูตร อี 100 (E 100) ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว

การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเอทานอลที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้น ในช่วงที่บราซิลยังคงขับเคลื่อน ด้วยระบบเศรษฐกิจแบบ คาร์โบไฮเดรต เครื่องยนต์ในรถยนต์ทุกคัน ใช้คาร์บิวเรเตอร์เป็นระบบจ่ายเชื้อเพลิง จึงทำให้การเปลี่ยนจากน้ำมันเบนซิน มาใช้แอลกอฮอล์ทดแทนทำได้อย่างง่ายดาย

สิ่งที่เป็นไปได้คือ ปริมาณความต้องการอ้อยและน้ำตาลทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้น การทำอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่เติบโตขึ้นในทศวรรษ 1980 ช่วยให้เกิดการย้อนกลับไปสู่การปลูกพืชเพื่อนำมาเป็นพลังงาน ซึ่งสามารถรองรับความต้องการจากรถยนต์ส่วนบุคคลของประชาชนได้ แม้ยังต้องนำไปผสมรวมกันกับสูตรน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น การนำเอทานอลไปใช้ในฐานะสารเพิ่มคุณภาพ ทดแทนสาร MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) รถบรรทุกและรถประจำทาง กลับอยู่ในความต้องการที่ต่างออกไปเพราะน้ำมันดีเซล ยังคงเป็นพลังงานหลักในการขับเคลื่อน และตอนนี้บราซิลกำลังเริ่มต้นใช้งานไบโอดีเซลอย่างแพร่หลาย เช่นเดียวกับตลาดที่เติบโตในอเมริกาเหนือ

-เฟล็กซ์พาวเวอร์

นับจากที่รัฐบาลบราซิลสนับสนุนอย่างเต็มที่ ให้ประชาชนใช้พลังงานจากแอลกอฮอล์ ชาวบราซิลก็ได้ดัดแปลงรถยนต์ของตนด้วยการติดตั้งชุดปรับเปลี่ยน การใช้เชื้อเพลิงเข้าไปในรถยนต์ของตน จนกระทั่งจีเอ็มบราซิลแนะนำรถยนต์รุ่นแรกที่ผลิตจากศูนย์การผลิตที่ใช้ได้ทั้งระบบเชื้อเพลิงจากแอลกอฮอล์ พร้อมติดตั้งถังน้ำมันสำรองเมื่อต้องการใช้พลังงานจากน้ำมันและเพื่อใช้ในการสตาร์ต เครื่องยนต์ โดยที่จีเอ็มบราซิลเรียกระบบการใช้พลังงานแบบ 2 ชนิดนี้ว่า เฟล็กซ์พาวเวอร์(Flexpower)

ในทศวรรษที่ผ่านมา ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์สามารถพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะช่วยแยกแยะประเภทของเชื้อเพลิงที่ถูกส่งไปยังหัวฉีด และจะสั่งการให้ปรับสภาพการทำงาน ของเครื่องยนต์ให้เข้ากับประเภทเชื้อเพลิงโดยอัตโนมัติ

จีเอ็มบราซิล กำลังนำเทคโนโลยีนี้มาติดตั้งให้กับรถยนต์เชฟโรเลตทุกรุ่นที่ทำตลาดอยู่ในบราซิล โดยลูกค้าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่อย่างใด จีเอ็มมองว่า นี่คือ เทคโนโลยีและไม่ใช่อุปกรณ์หรือออปชั่นพิเศษ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างความแตกต่างทางด้านราคา

รถยนต์ที่ใช้พลังงานแอลกอฮอล์มีปริมาณการปล่อยมลพิษที่น้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องยนต์เบนซิน โดยมีปริมาณไฮโดรคาร์บอนที่ต่ำกว่า แต่ในขณะเดียวกันปริมาณไนโตรเจนออกไซด์ก็มีเพิ่มขึ้นแต่ในปริมาณที่เล็กน้อย

หนึ่งในประโยชน์ที่จะได้จากการมีระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยพลังงานแอลกอฮอล์คือ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลง เพราะรถยนต์เผาผลาญเชื้อเพลิงจากแอลกอฮอล์ที่ได้มาจากอ้อยและน้ำตาล จะไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นพิษต่อสภาพอากาศ มากเท่ากับการที่ต้นไม้คายก๊าซชนิดนี้ออกมาเอง ตามกระบวนการสังเคราะห์แสงในช่วงกลางคืน

รถยนต์จีเอ็มที่มีจำหน่ายในปี 2003 อย่างต่ำ 10 เปอร์เซ็นต์ ใช้ระบบพลังงานทางเลือก Flex-Fuel โดยมีแผนจะเพิ่มจำนวนรถยนต์ที่ใช้พลังงานได้ 2 ชนิด แบบเฟล็กซ์พาวเวอร์ Flexpower ให้มากขึ้นเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ เช่น รถยนต์ขนาด 1,800 ซีซี รุ่นล่าสุดที่แนะนำในตลาดบราซิลขณะนี้คือ เชฟโรเลต คอร์ซ่า เฟล็กซ์พาวเวอร์(Chevrolet Corsa Flexpower) เป็นต้น

ขณะนี้จีเอ็มบราซิล ประกาศจะเริ่มติดตั้งระบบพลังงานแบบ 3 ชนิด "Tri-Fuel" ให้กับลูกค้าประเภทรถเช่าซื้อคราวละหลายๆ คัน ให้เลือกได้ทั้งระบบน้ำมันเบนซิน แอลกอฮอล์ และก๊าซธรรมชาติอัด(CNG) โดยระบบนี้จะเน้นการทำตลาดกับรถแท็กซี่ โดยใช้ผลประโยชน์จากการที่บราซิลมีปริมาณก๊าซธรรมชาติเพียงพอ ทำให้รถแท็กซี่จำนวนมากเริ่มหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติอัดกันแล้ว

หน้า 20