หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
คำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 23 มีนาคม 2548

มติชนรายวัน วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9875

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 9 มีนาคม พุทธศักราช 2548 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 11 มีนาคม พุทธศักราช 2548 นั้น บัดนี้คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว โดยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และครอบคลุมถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามบทบัญญัติในหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

เนื่องจาก 4 ปีทีผ่านมาเป็นช่วงเวลาแห่งการซ่อมความหายนะจากวิกฤติของประเทศ แต่4 ปีจากนี้ไปเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างชาติให้แข็งแกร่ง จึงจำเป็นที่จะต้องรายงานให้เห็นภาพในอดีตเพื่อความต่อเนื่องเชื่อมโยงไปยังอนาคต เมื่อรัฐบาลเข้าบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ประเทศไทยในขณะนั้น กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวเนื่องจากระบบเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาต่างประเทศสูง โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของปี 2544 เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.7 เท่านั้น มูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงร้อยละ 1.3 ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงอย่างมากอยู่ที่ประมาณ 43.2 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หนี้สาธารณะสูงถึงร้อยละ 55.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ จำนวนคนว่างงานยังคงสูงถึง 1.2 ล้านคน และจำนวนคนจนมีมากถึง 8.9 ล้านคน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเอาใจใส่และทุ่มเทเป็นพิเศษในการบริหารให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ

โดยผลการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใน 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงถึงร้อยละ 6.9 และร้อยละ 6.1 ในปี 2546 และ 2547 ตามลำดับ ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้นที่ระดับประมาณ 40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงถึงร้อยละ 23 ในปี 2547 เนื่องจากการเจรจาเปิดการค้าเสรีกับหลายประเทศ และการพัฒนาศักยภาพใหม่ให้แก่ภาคบริการที่มีความได้เปรียบจากภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย การลงทุนของเอกชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.3 ในปี 2547 หนี้สาธารณะลดลงเหลือประมาณร้อยละ 47.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ และทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 49,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 4 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น

ทางด้านสังคม ประชาชนได้รับหลักประกันสุขภาพสูงถึงร้อยละ 95.4 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 78.2 ในปี 2543 ซึ่งมาจากนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค และประชาชนมีงานทำเพิ่มขึ้น 3.6 ล้านคนในช่วง 4 ปี จำนวนคนยากจนลดลงเหลือ 6 ล้านคน เนื่องจากการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินและแหล่งความรู้เพื่อสร้างงานและสร้างอาชีพ จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรเพิ่มขึ้นจาก 7.2 ในปี 2543 เป็น 8.1 ในปี 2547 เพราะการขยายโอกาสทางการศึกษาและผ่อนคลายกฎระเบียบของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา จำนวนคดียาเสพติดลดลงจาก 420.7 ในปี 2543 เหลือ 116.5 ต่อประชากรแสนคนในปี 2547 เนื่องจากรัฐบาลได้เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและผู้ค้ายาเสพติด

อย่างไรก็ตามโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศยังคงมีสัดส่วนไม่สมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร โดยการผลิตในภาคอุตสาหกรรมยังเป็นการรับจ้างผลิตตามคำสั่ง ขณะที่ภาคการเกษตร ยังประสบกับความผันผวนของราคาพืชผลในตลาดโลกและประสบความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติทั้งดินและน้ำ ภาคบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยวยังพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลจึงต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

4 ปีข้างหน้าต่อไปนี้จะเป็น 4 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนในทุกทาง รัฐบาลจะสร้างโอกาสเพื่ออนาคต วางรากฐานใหม่ให้แก่ประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง โดยเน้นการคืนความเข้มแข็งสู่ท้องถิ่น คืนความสมบูรณ์ของดินและน้ำสู่ธรรมชาติ และคืนอำนาจการตัดสินปัญหาสู่ชุมชน โดยให้ความสำคัญแก่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำไปสู่สังคมเศรษฐกิจบนฐานความรู้ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เพื่อนำประเทศไปสู่โครงสร้างที่มีความสมดุล มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน โดยรัฐบาลจะดำเนินนโยบายเก้าประการ ดังต่อไปนี้

1.นโยบายขจัดความยากจน

รัฐบาลจะดำเนินนโยบายและมาตรการในการขจัดความยากจนของประเทศให้หมดสิ้นไป โดยปรับปรุงระบบบริหารจัดการทั้งระบบ เชื่อมโยงการแก้ไขความยากจนทุกระดับ ตั้งแต่ บุคคล ชุมชน และประเทศ ตลอดจนสร้างกลไกที่เชื่อมโยงให้คนยากจนในชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ในระดับบุคคล รัฐบาลจะเน้นการขยายโอกาส สร้างรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มช่องทางการเข้าถึงทุน โดยเร่งรัดการกระจายกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขยายโอกาสการเข้าสู่ทุนผ่านระบบการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน รวมทั้งส่งเสริมระบบสหกรณ์และกระบวนการเรียนรู้ในการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยจะดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงรุก จัดตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่แก้ปัญหาความยากจนที่เรียกว่า "คาราวานแก้จน" เพื่อให้คำแนะนำและบริการต่างๆ ในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างทักษะต่างๆ

ในระดับชุมชน รัฐบาลจะดำเนินการเสริมสร้างขบวนการชุมชนเข้มแข็ง และให้คนยากจน สามารถเชื่อมโยงประโยชน์ จากปัจจัยแวดล้อมระดับมหภาค ไปถึงคนจนในชุมชน พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรในระดับชุมชน เช่น โรงสีชุมชน โรงปุ๋ยเกษตรอินทรีย์ชุมชน ในทุกอำเภอ และสหกรณ์เครื่องจักรกล เกษตรขั้นพื้นฐาน การสร้างระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าเกษตร และระบบการตลาดสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ พัฒนาระบบการเงินที่สนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนหมู่บ้าน จัดสรรงบประมาณตามขนาดประชากร (Small Medium Large : SML) ให้ครบทุกหมู่บ้านและชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถใช้บริหารแก้ไขปัญหาของตนเอง

ในระดับประเทศ รัฐบาลจะส่งเสริมให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินอย่างทั่วถึงและพอเพียง เพื่อให้สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในระยะยาวได้ โดยบริหารการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการปรับปรุงคุณภาพดิน รัฐบาลจะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรน้ำ จัดหา และจัดสรรน้ำ ให้สอดคล้องกับความเหมาะสมของพื้นที่ และความต้องการในระบบการผลิตของเกษตรกรอย่างทั่วถึง และจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicles : SPV) เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด และแหล่งทุน เพื่อลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกร จัดตั้งระบบการบริหารจัดการสินค้าเกษตรรายผลิตภัณฑ์ เพื่อเน้นการสร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตรที่ให้ผลตอบแทนต่อเกษตรกรอย่างเป็นธรรม รวมทั้งจะขยายขอบเขตการประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบและแรงงานในภาคเกษตรอีกด้วย

2.นโยบายพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ

เป้าหมายของการพัฒนาคือการทำให้คนมีความสุข สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการพัฒนาให้มีความรู้และจริยธรรม เริ่มตั้งแต่เด็กแรกเกิด โดยให้ความสำคัญแก่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ครอบครัวที่อบอุ่น และสถานศึกษา สร้างความเข้าใจให้แก่พ่อแม่ถึงวิธีการดูแลบุตรที่ถูกต้อง ตามระดับการพัฒนาของสมอง ด้วยหน่วยบริการเคลื่อนที่เข้าถึงตัว ซึ่งเรียกว่า "คาราวานเสริมสร้างเด็ก" ส่งเสริมบทบาทของคณะสงฆ์ วงการศาสนา กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี โรงเรียน และครอบครัวที่ต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา และกระบวนการเรียนการสอนทุกรูปแบบสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เยาวชนไทยทุกคนจะได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างน้อย 12 ปี รัฐบาลจะจัดตั้งกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (Income Contingency Loans : ICL) สนับสนุนการศึกษาของเยาวชนตั้งแต่ ปวช.ถึงอุดมศึกษา โดยรัฐจะให้โอกาสในการศึกษาก่อนและผ่อนชำระเมื่อมีรายได้ และสร้างแหล่งบริการองค์ความรู้ให้กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค รวมทั้งจะดำเนินการเชื่อมเครือข่ายความรู้ของทุกโรงเรียนเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ด้านการพัฒนาสุขภาพของประชาชน รัฐบาลจะเพิ่มคุณภาพของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท และปฏิรูประบบบริหารจัดการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพและครบวงจร โดยปรับระบบบริการทางการแพทย์ และสาธารณสุขให้ครอบคลุมทั้งการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค การนำมาตรการภาษีการบริโภคสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มาใช้กระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบุคคลให้ ลด ละ และเลิก พฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อสุขภาพ และนำรายได้จากภาษีดังกล่าวมาส่งเสริมกิจกรรมสุขภาพและสังคม รัฐบาลจะปฏิรูประบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมาตรฐาน และส่งเสริมการกีฬา

ในด้านความมั่นคงของชีวิตและสังคม รัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนมีความมั่นคงในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย และพัฒนาสภาพแวดล้อมในชุมชนให้น่าอยู่ และดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทย โดยยังคงยึดหลักการ "ผู้เสพ คือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา ส่วนผู้ค้า คือผู้ที่ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม" โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนควบคู่กับมาตรการปราบปรามทางกฎหมาย และตัดช่องทางการหาเงินทุจริตของผู้มีอิทธิพลในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด การตัดไม้ทำลายป่า การค้ามนุษย์ และการเป็นเจ้ามือการพนัน เป็นต้น

รัฐบาลจะสร้างหลักประกันความเสมอภาคและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ให้เด็กและสตรี โดยจะขจัดขบวนการค้ามนุษย์ ขจัดการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิเด็กและสตรีในทุกรูปแบบและอย่างเด็ดขาด เตรียมความพร้อมให้แก่สังคมผู้สูงอายุ โดยยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับผู้มีอายุเกิน 65 ปี และส่งเสริมการใช้ประสบการณ์ของผู้สูงอายุ ในกระบวนการพัฒนาประเทศ โดยระบบคลังสมอง นอกจากนี้รัฐบาลจะสร้างความสุขให้คนกรุงเทพฯ ด้วยนโยบายกรุงเทพฯ แข็งแรงและน่าอยู่ โดยเร่งปรับปรุงคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี มีโรงเรียนใกล้บ้าน มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเดินทางสะดวกสบาย โดยปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทาง และพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และลดมลภาวะ

3.นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้

สิ่งที่สำคัญคือการปรับเปลี่ยนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้มีคุณภาพ สามารถขยายตัวได้อย่างยั่งยืน กระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง โดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบโดยมุ่งไปสู่การเพิ่มมูลค่าผลผลิต บนพื้นฐานความรู้และความเป็นไทย ในด้านการเกษตรจะสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร ด้านภาคอุตสาหกรรมของประเทศ จะเปลี่ยนผู้ประกอบการที่ยังเป็นผู้รับจ้างผลิต และได้รับส่วนแบ่งจากผลประโยชน์ในธุรกิจเพียงส่วนน้อย ให้เป็นผู้ประกอบการที่มีความรู้ ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยพัฒนาให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยพัฒนาระบบสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ การพัฒนาระบบวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการผลิตและการค้า โดยสนับสนุนให้มีการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย ผลักดันให้มีการจดทะเบียนลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรของคนไทยเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับภาคอุตสาหกรรม กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความเชื่อมโยงในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร แฟชั่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และท่องเที่ยว และส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจอื่นๆ เช่น พลังงาน สุขภาพ ชีวภาพ การบริการ การศึกษา การสร้างสรรค์และออกแบบ สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและยกระดับภาคการผลิตและบริการในส่วนภูมิภาค ส่งเสริมการผลิตด้วยเทคโนโลยีสะอาด ส่งเสริมพลังงานทดแทนในการผลิต

ส่วนภาคบริการและการท่องเที่ยว รัฐบาลจะเน้นการเพิ่มมูลค่ามากกว่าการเพิ่มปริมาณ โดยจัดระบบรับรองมาตรฐานโรงแรมและสถานบริการ ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรม หรือประสบภัยพิบัติ เช่น ชายฝั่งทะเลอันดามัน ตลอดจนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยจะเชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม กับประเทศเพื่อน

รัฐบาลจะขยายภาคบริการเพื่อสร้างรายได้ใหม่ เช่น บริการสุขภาพ การศึกษา การจัดประชุมและสัมมนานานาชาติ การขนส่งทางอากาศ การถ่ายทำภาพยนตร์ การพัฒนาซอฟต์แวร์ การค้าส่งค้าปลีก และการเป็นศูนย์กลางธุรกิจในภูมิภาค เป็นต้น

รัฐบาลจะสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยผ่านกลไกต่างๆ ได้แก่ กองทุนและธนาคารหมู่บ้าน การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และการพัฒนามาตรฐาน และคุณภาพผลิตภัณฑ์ของโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ สร้างโอกาสการพัฒนาให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนจัดตั้งศูนย์แสดงสินค้าของประเทศไทย ในเมืองใหญ่ในต่างประเทศ ปรับเปลี่ยนระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าใหม่ เพื่อลดต้นทุนการกระจายสินค้า มีระบบเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบ ทั้งทางรถ เรือ รถไฟ และทางท่อ โดยให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบัง และท่าอากาศยานสากลสุวรรณภูมิ ให้เป็นประตูสู่ตลาดโลก ขยายเครือข่ายและบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้ทันสมัยและทั่วถึงทั่วประเทศ ในราคาที่เป็นธรรม

ในภาวะปัจจุบัน ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงสูง และมีความผันผวน รัฐบาลจะดำเนินนโยบายพลังงาน โดยลดการนำเข้าพลังงาน และพัฒนาพลังงานทางเลือก ที่ประเทศไทยสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น รวมทั้งพัฒนาก๊าซธรรมชาติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมผลิตพลังงานชีวภาพ ส่งเสริมการใช้เอทานอล และไบโอดีเซล ที่เป็นผลผลิตการเกษตร เพื่อทดแทนน้ำมัน และรัฐบาลจะเพิ่มศักยภาพของรัฐวิสาหกิจ โดยการปรับปรุงการบริหารและแปรสภาพเป็นบริษัท จัดกลุ่มเพื่อการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ รัฐบาลจะกำกับดูแลการบริหารจัดการ และพัฒนารัฐวิสาหกิจ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนผู้บริโภค ในฐานะผู้รับบริการ

ในการขจัดความยากจน รัฐบาลจะพิจารณาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม โดยยึดหลักการให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ และรักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยจัดทำงบประมาณที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ดูแลระดับเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเหมาะสม รักษาทุนสำรองระหว่างประเทศ และดุลบัญชีเดินสะพัดให้อยู่ในระดับที่เพียงพอ และสามารถคงสถานภาพของประเทศผู้ให้กู้สิทธิได้ ซึ่งในส่วนของตลาดเงิน รัฐบาลจะสร้างความเข้มแข็งและโปร่งใส พร้อมไปกับการสนับสนุนให้องค์กรธุรกิจ และประชาชนในทุกภาคส่วนของประเทศ มีโอกาส และช่องทาง ที่จะเข้าถึงแหล่งทุนทางการเงินต่างๆ ได้อย่างเพียงพอ ในส่วนของตลาดทุน รัฐบาลจะพัฒนาทั้งตลาดตราสารทุน และตราสารหนี้ ให้เป็นแหล่งระดมทุนระยะยาวสำหรับองค์กรธุรกิจทุกขนาด นอกจากนี้ รัฐบาลจะส่งเสริมการออมของประเทศ เพื่อความมั่นคงของชีวิตประชาชน และเป็นแหล่งเงินที่จะช่วยลดการพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศ ในการขยายการลงทุนของประเทศ ด้านการเงินระหว่างประเทศ รัฐบาลจะพัฒนาตลาดตราสารหนี้เอเชียให้เป็นกลไกสำคัญ ในการระดมเงินทุน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของภูมิภาคและประเทศไทย

4.นโยบายบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลจะส่งเสริมและเร่งฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดิน และน้ำสู่ธรรมชาติ โดยกำหนดวิธีการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐ และเอกชนภายใต้การมีส่วนร่วมของเอกชน และชุมชนท้องถิ่น สนับสนุนให้ชุมชนจัดทำฝายน้ำล้น และฝายชะลอความชุ่มชื้น หรือฝ่ายแม้ว ตามแนวพระราชดำริ การเข้าถึง และใช้ประโยชน์ จากความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างยั่งยืน ลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบ เร่งรัดการควบคุมมลพิษ เร่งรัดการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากสังคมเมือง และการผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้ภาคเอกชนวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และใช้หลักผู้ก่อมลพิษ เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลดการก่อมลภาวะ และป้องกันการใช้ประเทศไทย เป็นประเทศปลายทางของส่งขยะ ของเสีย และกากพิษอุตสาหกรรม

5.นโยบายการต่างประเทศ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

รัฐบาลจะดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก โดยส่งเสริมความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ กับนานาประเทศ ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ร่วมมือกับประเทศอาเซียน ในการเร่งจัดตั้งประชาคมอาเซียน ผลักดันให้กรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD)

ส่วนความร่วมมือภายใต้กรอบพหุภาคี รัฐบาลจะยึดมั่นต่อพันธกรณีของไทย ตามกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ กรอบความร่วมมือต่างๆ ที่ไทยเป็นภาคีสมาชิก และข้อผูกพันระหว่างประเทศของไทย ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้าย และการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การดำเนินงาน และการประชุมระหว่างประเทศ สนับสนุนให้คนไทยมีบทบาทสำคัญในเวทีสหประชาชาติ และองค์การระหว่างประเทศต่างๆ และสานต่อการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ และดำเนินนโยบายการตลาดเชิงรุก เพื่อส่งเสริมให้สินค้าและบริการของไทยเป็นที่รู้จัก

6.นโยบายพัฒนากฎหมายและส่งเสริมการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

รัฐบาลจะพัฒนากฎหมายทั้งระบบให้ทันสมัย และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยกเลิกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยกเลิกกฎหมายที่ไม่มีการบังคับใช้ สร้างภาระไม่จำเป็นแก่ประชาชน และก่อให้เกิดความยุ่งยาก ล่าช้า ซ้ำซ้อนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการ และไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนากฎหมายเศรษฐกิจ ให้สอดรับกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจะปรับปรุงระบบอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างเสมอภาค เป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากกระบวนการยุติธรรมโดยทั่วถึง และรวดเร็ว ปรับปรุงระบบการจัดการศึกษากฎหมาย การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรทางกฎหมายในภาครัฐ และการส่งเสริมให้ประชาชนได้รู้กฎหมายในชีวิตประจำวัน

รัฐบาลจะพัฒนาระบบราชการอย่างต่อเนื่องต่อไป ด้วยการปรับโครงสร้างราชการ และนำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการวางแผนและตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงระบบบริการประชาชน ให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงราชการ โดยการวางระบบการตรวจสอบ ลงโทษผู้ทุจริตอย่างเด็ดขาด เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนการจ่ายเงินแผ่นดินให้เกิดความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

7.นโยบายส่งเสริมประชาธิปไตย และกระบวนการประชาสังคม

รัฐบาลจะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในรูปแบบที่เหมาะสม และหลากหลาย เกี่ยวกับเรื่องสำคัญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 59 และร่วมกับทุกฝ่ายที่จะส่งเสริมและยกระดับสิทธิมนุษยชน ให้ทัดเทียมระดับสากล รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ติดตามคนหาย และระบบพิสูจน์ศพนิรนาม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมไทย ส่งเสริมสนับสนุนการทำงานขององค์กรอิสระต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ และกระบวนการประชาสังคมในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ

8.นโยบายรักษาความมั่นคงของรัฐ

รัฐบาลจะพัฒนาระบบการป้องกันประเทศให้ได้มาตรฐาน โดยนำภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม สนับสนุนภารกิจ ในการรักษาสันติภาพในภูมิภาคต่างๆ ภายใต้กรอบของสหประชาชาติ ในการแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย รัฐบาลจะมุ่งการสกัดกั้น และป้องกันการเข้ามาใหม่ และการปราบปรามการลักลอบเข้าเมือง อย่างเฉียบขาด โดยเฉพาะขบวนการที่มีผู้มีอิทธิพลสนับสนุน จัดการกับปัญหาสถานะ และสิทธิของบุคคลที่ยังไม่มีสถานภาพที่ชัดเจน

รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระดมทรัพยากร และปรับปรุงการบริหารจัดการตามหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การสร้างความสมานฉันท์ ทั้งในระดับชาติ และในระดับพื้นที่ การอำนวยความเป็นธรรม และความยุติธรรม การขจัดอิทธิพลอำนาจมืด การประพฤติทุจริตผิดกฎหมาย ของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเฉียบขาด ควบคู่ไปกับการขจัดความยากจน การพัฒนาการศึกษา และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของประชาชน ตลอดจนร่วมมือกับนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาป้องกัน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และการก่อความไม่สงบบริเวณชายแดน

รัฐบาลจะปฏิรูปงานด้านการข่าวกรองให้มีประสิทธิภาพ ทั้งระบบข้อมูลเชิงลึก รวมถึงการสร้างความพร้อมในการเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่เป็นภัยพิบัติขนาดใหญ่ ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติ และการกระทำของมนุษย์ โดยเตรียมความพร้อมเพื่อตอบสนองอย่างฉับไว

9.นโยบายตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

รัฐบาลจะดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐาน โดยผสมผสานนโยบายของรัฐบาล ให้สอดคล้องกับสาระในแต่ละมาตรา ในหมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ โดยจะเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม ทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ ประกอบด้วย แผนนิติบัญญัติ แผนการบริหารราชการแผ่นดิน และแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการต่างๆ ไว้เป็นคู่มือและแนวทางการทำงานต่อไป รัฐขอให้ความเชื่อมั่นแก่รัฐสภา จะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีความมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศ ให้มีความเจริญก้าวหน้า ทัดเทียมอารยประเทศ มีความเท่าเทียมกัน ในสังคมที่มีความสมดุลมากขึ้น และมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ทั้งนี้จะยึดประโยชน์สูงสุดของประชาชนชาวไทย ตามแนวพระราชดำรัส และรัฐธรรมนูญเป็นหลัก