|
||||||||||||||
|
ศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชน
: การสร้างครูของชาวนา
คอลัมน์ บทความ ปราโมทย์ วานิชานนท์ ประธานที่ปรึกษาศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชน ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 24 มีนาคม 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3673(2873) ย้อนอดีตเมื่อ 30 ปี ในยุคเพลงมนต์รักลูกทุ่ง เพลงลูกทุ่งจังหวะสามช่า ที่มีเนื้อร้องว่า "...นาดี ดี ต้องใช้ข้าวปลูกพันธุ์ดี ข้าวปลูกไม่ดี ก็จะทำให้เสียที่นา เก็บเกี่ยวไปขาย ไม่ได้ราคา เสียเวล่ำ เวลา เสียที่นา ...ฟรี...ฟรี" นับเป็นบทเพลงที่สะท้อนความเป็นจริงของธรรมชาติ ให้ข้อคิดและคำสอนอย่างมีศิลปะ สอดคล้องกับคำกล่าวของนักวิชาการพันธุ์ข้าวที่ว่า "ชาวนาที่ใช้พันธุ์ข้าวคุณภาพดี ย่อมเป็นหลักประกันว่า ได้กำไรไปแล้วครึ่งหนึ่ง" การคัดเมล็ดข้าวใช้ทำพันธุ์ เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวไทยทั่วทุกภาคของประเทศ ที่สืบทอดมานานหลายชั่วอายุคน ชาวนาในแต่ละภาคจะมีวิธีการเก็บและรักษาพันธุ์ข้าว โดยอาจจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่ที่เหมือนกันในหลักการก็คือ ความประณีตบรรจงในการเลือกเก็บเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ ก็ด้วยความหวังที่ว่า จะทำให้ผลผลิตซึ่งเป็นรุ่นลูกหลาน ได้ออกดอกออกผลที่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับพันธุ์พ่อแม่ที่ดี แต่ปัจจุบันด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ความต้องการ ความสะดวกรวดเร็ว จึงส่งผลให้ผลผลิตของชาวนาตกต่ำ ต้นข้าวอ่อนแอไม่ต้านทานโรคและแมลง ต้องใช้สารเคมีจำนวนมาก คุณภาพข้าวเปลือกก็ต่ำลงเพราะมีข้าวพันธุ์อื่นปนติดมา บางครั้งก็กลายพันธุ์ เป็นเหตุให้ถูกพ่อค้าหรือโรงสีข้าวตัดราคา ทั้งหลายทั้งปวง เหล่านี้ทำให้ต้นทุนการผลิตของชาวนาสูงขึ้น และรายได้จากการขายข้าวก็ลดต่ำลงทุกปี ปัญหาเรื่องพันธุ์ข้าวที่ชาวนาใช้ปลูกจึงมีความสำคัญยิ่ง ควบคู่ไปกับการคืนชีวิต และความสมบูรณ์ให้กับดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ และการบริหารจัดการเรื่องน้ำให้คุ้มค่า เพราะเรามีต้นทุนน้ำที่จำกัด ด้วยเหตุในความสำคัญของพันธุ์ข้าว หน่วยงานข้าวในกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดทำโครงการ "ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน" ซึ่งเรียกคำย่อว่า "ศูนย์ข้าวชุมชน" โครงการนี้เป็นโครงการที่ตรงประเด็น ในเรื่องของการพัฒนาการปลูกข้าวของชาวนา และนับเป็นโครงการที่ดีที่สุดโครงการหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2543 ทั้งนี้มีเป้าหมายให้ชาวนาในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการองค์กรศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชนด้วยตนเอง เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งที่ยั่งยืน แต่ละศูนย์จะประกอบด้วยชาวนาที่ได้คัดเลือกแล้วว่ามีความตั้งใจ มีวินัยและความรับผิดชอบ จำนวนศูนย์ละ 25 คน พื้นที่นาทำพันธุ์ข้าว 200 ไร่ เมื่อได้พันธุ์ข้าวที่ดีก็จะกระจายให้กับเพื่อนชาวนาในละแวกใกล้เคียงอีก 4,000 ไร่ ในปี 2543 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จมา ณ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี 2 ครั้ง ครั้งแรกพระองค์ได้ทรงหว่านข้าวในแปลงปลูกพันธุ์ข้าว ครั้งที่สองเสด็จมาทรงเก็บเกี่ยวพันธุ์ข้าวที่พระองค์ทรงปลูกไว้ และได้พระราชทานธงประจำศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนเพื่อเป็นมิ่งขวัญและเป็น สิริมงคลแก่เหล่าชาวนาผู้นำศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2546 นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาผู้นำชาวนา ซึ่งเป็นตัวแทนของศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชนทั่วประเทศจำนวน 1,250 คน ที่พัทยา ในคำปราศรัยตอนหนึ่ง ท่านได้กล่าวชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของโครงการ และย้ำว่า "ถ้ามีปัญหาอะไร ขอให้บอก ผมพร้อมจะช่วยเหลือ" ต่อมาในปี 2547 จะเป็นด้วยอุบัติเหตุหรือเจตนาของผู้บริหารในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ งบประมาณที่ควรจะมีเพื่อพัฒนาและขยายศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชนให้เป็นไปตามเป้าหมาย กลับถูกตัดหมด พอมีเสียงโวยวายขึ้น ปี 2548 ก็เลยได้งบฯมาเพียงเล็กน้อยพอแก้บนไม่ให้ถูกตำหนิ การทุ่มเท การเอาจริงเอาจังก็ลดลง งานพัฒนาชาวนาก็เหี่ยวแห้งลง เหมือนกับข้าวที่กำลังรอคอยฝน แต่ถึงกระนั้นก็ดี เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบต่อการส่งเสริมศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชน ที่มีใจรักและเสียสละทุ่มเทให้กับโครงการนี้ ก็ได้ช่วยผลักดันจนปัจจุบันมีศูนย์ถึง 4,556 ศูนย์ กระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และมีผลกำไร เป็นกองทุนของศูนย์รวมกันกว่า 300 ล้านบาท ทั้งนี้มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้ครบ 9,999 ศูนย์ทั่วประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า โดยจะใช้งบประมาณเพียง 500 ล้านบาทเท่านั้น เรามักจะรับรู้กันทั่วไปว่า ชาวนาปลูกข้าวได้ข้าวเปลือก (grain) แต่เราไม่ค่อยได้ยินว่า ชาวนามีความสามารถที่จะปลูกพันธุ์ข้าว (seed) ได้ จากโครงการศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิชาการในการปลูกพันธุ์ข้าว (seed) ให้กับชาวนาที่เป็นเป้าหมาย แม้จะต้องใช้ความขยัน ความประณีตละเอียดอ่อนและความอดทน ตามขั้นตอนของหลักวิชาการปลูกพันธุ์ข้าว (seed) ก็ตาม แต่ผลที่ได้รับคือ การยกระดับความรู้ ทักษะ และความชำนาญของชาวนาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน มาผสมผสานกับวิชาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว จึงได้ชาวนาที่มีคุณภาพดีเยี่ยมที่พร้อมจะเป็นครูสอนเพื่อนชาวนาด้วยกัน เพื่อกระตุ้นให้ชาวนาทั่วไปทำนาอย่างประณีต นอกจากนี้ยังมีการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้กับเพื่อนชาวนาในราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับการซื้อจากพ่อค้า ก็เป็นการเอื้ออาทรระหว่างชาวนาด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม สมกับคำขวัญที่ว่า "ชาวนาเป็นทั้งผู้ปลูกพันธุ์ข้าว และเป็นผู้ใช้พันธุ์ข้าวที่ปลูกเอง" ตามเป้าหมายของโครงการศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชน ชาวนาทั่วประเทศกว่า 4 ล้านครอบครัว ก็จะมีผู้นำชาวนาที่มีคุณภาพที่พร้อมจะเป็นครูของชาวนา จำนวน 250,000 คน คิดเป็นร้อยละ 5 ของครอบครัวชาวนาทั้งหมด ทำหน้าที่เคียงบ่าเคียงไหล่ในการพัฒนา การผลิตของชาวนาทั่วประเทศ การใช้โครงการศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชนเป็นโอกาสในการสร้างครูของชาวนา จึงถือเป็นกลยุทธ์ที่แหลมคมยิ่งนัก เพราะหัวใจของยุทธศาสตร์ข้าวในอนาคตมี 2 เรื่องที่สำคัญ ก็คือ การทุ่มเทงานวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าว และการปฏิรูปภาคการผลิตของชาวนา เพื่อยกระดับรายได้ของชาวนาให้สูงขึ้นเป็น 3 เท่าจากรายได้ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ประมาณการว่ามูลค่ารวมที่เพิ่มขึ้นในมือของชาวนาในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท บัดนี้ความมุ่งมั่นที่ท้าทายต่ออนาคตของชาวนาไทย คือ 9,999 ศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชน จะเป็นเสมือนธนาคารพันธุ์ข้าวที่เอื้อเฟื้อต่อเพื่อนชาวนาได้หรือไม่ 9,999 ศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชน จะเป็นโรงเรียนชาวนาที่มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการทำนาอย่างประณีต ด้วยการบริหารจัดการนาที่ดีและเหมาะสม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่ใช้สารพิษที่จะเป็นโทษต่อสุขภาพของชาวนาและประชาชนในละแวกใกล้เคียงได้อย่างไร 9,999 ศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชน จะเป็นแหล่งที่ซึมซับจากการเรียนรู้ร่วมกัน การสร้างจิตสำนึก และความเข้าใจในหลัก ของการดำรงชีวิตอย่าง "เศรษฐกิจพอเพียง" ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และน้อมนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างภาคภูมิและสง่างามได้เพียงใด และ 9,999 ศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชน จะเป็น โรงเรียนที่สร้างชาวนาไทยให้ทันสมัยเป็น "Smart Farmer" ที่ "รู้ทันคน และรู้ทันตลาด" ได้จริงหรือไม่ สุดท้ายเรื่องของพันธุ์ข้าว เป็นงานที่ใหญ่และสำคัญยิ่งต่ออนาคตข้าวไทย รัฐบาลได้ประกาศนโยบายไว้ว่า 4 ปีต่อจากนี้ไป จะเป็น 4 ปีแห่งการสร้าง ดังนั้น ศูนย์พันธุ์ข้าวชุมชนที่จะต้องเกิด 9,999 ศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อเป็นโรงเรียนสร้างชาวนาให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนนั้น จะเป็นการพิสูจน์การสร้างของรัฐบาล เพราะเมื่อท่านพูดเราจะฟัง ต่อเมื่อท่านได้ทำ เราจึงจะเชื่อถือ และศรัทธา และขอให้ท่านได้นั่งอยู่ในหัวใจของชาวนาตลอดไป
|