|
||||||||||||||
|
ประเด็นร้อนใน
WTO และความท้าทายของ D-G
คนใหม่
จักรชัย โฉมทองดี โครงการศึกษาและปฎิบัติการ งานพัฒนา (โฟกัส), เจนีวา ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 24 มีนาคม 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3673(2873) ยิ่งการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 6 ขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) งวดเข้ามาเท่าไร ยิ่งทำให้การเจรจา ณ กรุงเจนีวาเพิ่มดีกรีความตึงเครียดมากขึ้น ขณะนี้ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก กำลังตกอยู่ในภาวะถูกกดดันอย่างหนักจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจ ให้เปิดเสรีการค้าภาคบริการ (GATS) และสินค้าอุตสาห กรรม (NAMA) เพิ่มขึ้น โดยใช้ข้ออ้างว่าประเทศกำลังพัฒนา ได้ประโยชน์ด้านสินค้าเกษตร จากกรอบความตกลงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2547 ไปแล้ว จึงถึงคราวที่ประเทศเหล่านี้ ต้องเร่งการเจรจาในภาคอื่นๆ ให้มีความทัดเทียมกัน ซึ่งหมายถึงภาคบริการ และอุตสาหกรรม ซึ่งประเทศพัฒนาแล้ว มีความได้เปรียบ ยิ่งสำนักเลขาธิการดับเบิลยูทีโอ ออกมาย้ำในจุดนี้ โดยกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน กับชาติมหาอำนาจด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ประเทศกำลังพัฒนาตกอยู่ในภาวะลำบากเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งถ้ามองอย่างละเอียดแล้วพบว่า ข้ออ้างข้างต้นไม่ได้ถูกต้องเสียทีเดียว เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกรรายย่อยนั้น แทบจะไม่ได้ประโยชน์จากกรอบความตกลงเดือนกรกฎาคม 2547 เลย ปัญหาเดิมๆ เช่น การอุดหนุนภาคเกษตรที่ประเทศพัฒนาแล้วระบุว่า จะลดกลับไม่มีการกำหนดกรอบเวลาแต่อย่างใด นอกจากนี้ การที่สหภาพยุโรปจะย้ายการอุด หนุนในส่วนต่างๆ เข้าไปอยู่ภายใต้กล่องสีเขียว (green box) ก็ไม่ได้หมายความว่าการอุดหนุนโดยรวมจะลดลง แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบเท่า นั้น ซึ่งการอุดหนุนในกล่องสีเขียวนี้ สามารถส่งผลในการก่อให้เกิดภาวะการทุ่มตลาดได้เช่นกัน สำหรับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ได้ใช้การอุดหนุนภายใต้กล่องสีเขียวมายาวนาน ก็จะไม่มีผลให้ต้องลดเงินอุดหนุน ในทางกลับกัน การขยายขอบเขตการครอบคลุมของกล่องสีฟ้า (blue box) หมายความว่าสหรัฐจะสามารถเพิ่มการอุดหนุน ให้มากขึ้นกว่าเดิมได้ เช่นนี้แล้วกล่าวได้ว่าการเจรจาจนถึงขณะนี้ ไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา ของการค้าสินค้าเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม หากจะให้เกิดความสมดุลในการเจรจาตามที่ประเทศพัฒนาแล้วเรียกร้องจริง ก็ควรที่จะต้องพิจารณาความสมดุล ในแต่ละภาคเศรษฐกิจ อย่างแยกออกจากกันด้วย เช่น ในภาคเกษตรเองหากการอุดหนุน โดยรวมไม่ลดลง หรือยังมีภาวะการทุ่มตลาดอยู่ ประเทศกำลังพัฒนาก็สมควรที่จะยังสามารถดำรงมาตรการปกป้องการผลิต และการบริโภคภายในประเทศของตนได้ต่อไป ในส่วนของ ภาคบริการก็เช่นกัน จำเป็นที่จะต้องผลักดันให้เกิดความสมดุล ระหว่างข้อเรียกร้องเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศกำลังพัฒนา ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องการเปิดเสรีการลงทุน ด้านบริการที่ประเทศพัฒนาแล้วปรารถนา ซึ่งในปัจจุบันความสมดุลที่ว่านี้ยังอยู่ห่างไกลยิ่งนัก ดังนั้นแม้ว่าจะสามารถผลักดันให้เกิดกรอบการเจรจา (modalities) ในเดือนธันวาคมที่ฮ่องกงได้จริง แต่หากทิศทางการเจรจาไม่เปลี่ยนไปจากปัจจุบัน โอกาสที่ประโยชน์จะเกิดกับประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ก็เป็นไปได้ยากยิ่ง ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ดับเบิลยูทีโอ จะมีผู้อำนวยการคนใหม่สืบต่อจาก ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ แม้ว่า ณ ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าผู้สมัครคนไหนจะได้รับเลือก แต่ประเด็นท้าทายนั้นชัดเจนยิ่ง นอกจากประเด็นบทบาทของสำนักเลขาธิการในเนื้อหาและทิศทางการเจรจาที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องความโปร่งใสในกระบวนการเจรจาซึ่งเป็นจุดที่ดับเบิลยูทีโอถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายประชาสังคม และรัฐบาลประเทศยากจนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นอิทธิพลของบรรษัทข้ามชาติ ที่มีเหนือการเจรจา ผู้แทนการเจรจาจำนวนไม่น้อย ณ กรุงเจนีวาชี้ว่า อันที่จริงแล้ว หน้าที่สำคัญของสำนักเลขาธิการ ไม่ใช่การอำนวยให้เกิดข้อตกลงอย่างรวดเร็วที่สุด หากแต่ควรจะส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดข้อตกลงที่สมดุล และมีความเป็นธรรม โดยสิ่งเหล่านี้จะได้มาก็ด้วยการเจรจาที่มีความโปร่งใส รวมทั้งมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะภาคธุรกิจเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมาปรากฏ ว่าเหล่าธุรกิจข้ามชาติสามารถเข้าออกอาคารดับเบิลยูทีโอ ในช่วงการเจรจาได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งเปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้เข้าถึงผู้เจรจา ถึงขนาดสามารถใช้ห้องประชุมในอาคารดับเบิลยูทีโอ เพื่อล็อบบี้ประเทศกำลังพัฒนา จริงอยู่ว่าการจองห้องประชุมภายในอาคารดับเบิลยูทีโอนั้น เป็นสิทธิของชาติสมาชิก แต่ถ้าการดำเนินการดังกล่าวสร้างความไม่เป็นธรรมแล้ว สำนักเลขาธิการก็ควรแสดงจุดยืนของตนออกมาอย่างชัดเจน ดังนั้น ประด็นท่าทีต่อทิศทางการเจรจา และที่สำคัญความสามารถในการแก้ไขปัญหาการขาดความโปร่งใส จึงเป็นความท้าทายของผู้อำนวยการคนใหม่ที่หลายฝ่ายกำลังจับตามอง
|