หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เมื่อเอสแอนด์พีเตือนไทย นำทุนสำรองหนุนโครงการรัฐ

บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  24  มีนาคม  2548

รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขินวัตร ควรหยุดฟัง เมื่อ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือเอสแอนด์พี แสดงความเป็นห่วงและทักท้วงเป็นรายแรก ต่ออาการที่รัฐบาลไทยส่งสัญญาณ ที่จะใช้ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ หนุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในกิจการสาธารณูปโภค จะเป็นความเสี่ยงส่งผลติดลบต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือ หรือเรทติ้งประเทศได้ โดยเอสแอนด์พีชี้ว่า หากมีความจำเป็นที่รัฐบาลไทย ต้องเข้าถึงการใช้ทุนสำรองของประเทศ ก็ต้องเป็นไปด้วยวิธีการที่โปร่งใส

โดย นายอาโกสท์ เบอร์นาร์ด นักวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของเอสแอนด์พี บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกจากสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นในรายงานที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าวบลูมเบิร์กในสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ระบุว่า ในการดำเนินนโยบายการเงินการคลังของไทยระดับปานกลาง ซึ่งมีแนวคิดที่จะใช้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้มาจากความจำเป็นเร่งด่วน อาจจะส่งผลให้เกิดการปรับลดเรทติ้งของประเทศ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทางการของไทยได้แสดงออกโดยบ่งบอกว่าประเทศไทย อาจใช้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่อยู่ในความรับผิดชอบดูแล และการบริหารของธนาคารกลางประเทศ เพื่อนำมาสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า สะพานและถนนหนทางต่างๆ นั้น

"เรามองว่า การใช้ทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศ เพื่อวัตถุประสงค์นำไปใช้ลงทุนภายในประเทศนั้นไม่ได้มีความแตกต่างจากการใช้จ่ายงบประมาณขาดดุลของรัฐบาล" นายเบอร์นาร์ด ระบุ ทั้งนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รายงานเพิ่มเติมโดยอ้างนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เคยให้สัมภาษณ์ว่า ประเทศไทยอาจใช้ทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศประมาณ 1 ใน 3 เพื่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน เนื่องจากทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์เกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ความเหมาะสมควรน่าจะอยู่ที่ระดับ 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ สำนักงานข่าวบลูมเบิร์ก ยังระบุว่า อินเดียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่อาจจะนำทุนสำรองของประเทศมาใช้เพื่อการพัฒนาเช่นเดียวกับไทยก็เป็นที่จับตาของเอสแอนด์พีรวมอยู่ด้วย โดยอ้างคำกล่าวของผู้แทนประธานคณะกรรมาธิการวางแผนงาน เสนอแผนใช้จ่ายเงิน 5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี จากทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศของอินเดียที่มีอยู่ 1.4 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในโครงการสาธารณูปโภค

ในอีกมุมมองหนึ่งจากรายงานจัดทำร่วมกันของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น และธนาคารโลก ศึกษาเรื่อง "Connecting East Asia: A New Framework for Infrastructure" การเชื่อมโยงเอเชียตะวันออก กรอบงานพัฒนาประเทศยุคใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านสาธารณูปโภคและเพิ่มขีดแข่งขันประเทศ ว่า เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาท้าทายในการพัฒนาประเทศในทศวรรษนี้ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจถือว่าอยู่ในส่วนสำคัญที่สุดต่อเป้าหมายลดความยากจน และอัดฉีดการเติบโตของเอเชีย

รายงานชี้ว่า หลายประเทศในเอเชียตะวันออกยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงขับเคลื่อนจากจีน การพัฒนาเมืองยังดำเนินต่อไปในอัตราที่เร็ว ความต้องการบริการสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก แต่การลงทุนในสาธารณูปโภคในทุกวันนี้ จะส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมอย่างมหาศาล รวมถึงเป็นอุปสรรคทางการเมืองของรัฐบาลในประเทศนั้นๆ อีกทั้งต้องจ่ายแพงมากทั้งด้านการเมือง และทรัพยากรมนุษย์เพื่อการซ่อมแซมในภายหลัง

ปัญหาท้าทายแหล่งทุนของเอเชียตะวันออกจึงอยู่ที่ว่าแหล่งเงินที่จำเป็นต้องใช้ด้านสาธารณูปโภคราว 2 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี ในระยะ 5 ปีข้างหน้านั้น ประมาณว่า 65% จะนำไปใช้อยู่ในรูปการลงทุนโครงการใหม่ๆ ซึ่งส่วนที่เหลืออีก 35% นำมาใช้เพื่อดูแลรักษาสินทรัพย์ที่มีอยู่ โดยเฉพาะในท้ายที่สุดรายงานฉบับนี้ เชื่อว่า มีเพียง 2 แหล่งที่สามารถเกื้อหนุนความจำเป็นด้านสาธารณูปโภคนี้ คือ ผู้บริโภคในฐานะไปเป็นผู้ใช้บริการ และจากประชาชนผู้เสียภาษีมาอุดหนุนทางการเงินจากรัฐในที่สุด