หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เมกะโปรเจ็กกระทบดุลการค้า และค่าเงินบาท

ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  24  มีนาคม  2548

เมื่อฟังความเห็นของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อผลกระทบของโครงการขนาดใหญ่ ต่อการขาดดุลการค้า และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแล้วน่าเป็นห่วง และให้รู้สึกฉงนว่า ที่แสดงนั้นออกมาในฐานะใด? ถ้าแสดงออกในฐานะฝ่ายรัฐบาลและอยู่ในฝ่ายรัฐบาลจริงแล้ว ก็คงจะไม่น่าแปลกอะไร ที่คนของรัฐบาลมักจะอ้างเอาเหตุผลทางทฤษฎีสารพัดที่จะเข้าข้างนโยบายรัฐบาล

แต่หากความเห็นนั้น แสดงออกในฐานะนายธนาคารกลางของประเทศ ที่ควรจะต้องทำหน้าที่คอยถ่วงดุล ต่อนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เหมาะสม ของรัฐบาลแล้ว ก็อาจมีความเป็นไปได้อยู่ 2 ทาง คือ เห็นว่าโครงการขนาดใหญ่ไม่มีผลกระทบจริงๆ หรือทราบว่ามีผลกระทบ แต่พยายามพูดว่าไม่มีผลกระทบ

ในประเด็นปริมาณเงินหมุนเวียน ซึ่งรัฐบาลพยายามอธิบายมาตั้งแต่ต้นว่า แหล่งเงินทุนของ mega projects มีหลายแหล่ง จึงไม่มีผลกระทบต่อตลาดเงิน หรือตลาดทุน การใช้กำไรของรัฐวิสาหกิจเป็นการเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในเชิงเศรษฐศาสตร์แน่นอน การเก็บภาษี เช่น ภาษีสรรพสามิตหรืออื่นๆ ทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง การระดมเงินไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล หรือ SPVs ย่อมมีผลต่อสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินลดลง

วิถีทางแรกที่นำกำไรของรัฐวิสาหกิจไปใช้ดูจะมีผลกระทบต่อสภาพคล่องน้อยที่สุด เพราะเป็นการเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนมากกว่าจะลดอย่างในวิถีทางประการหลัง ซึ่งเป็นการลดสภาพคล่องทางอ้อม อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยตลาดสูงขึ้นเพิ่มเติมไปจากที่สูงขึ้นเพราะนโยบายอัตราดอกเบี้ยอาร์/พี

ถ้าตลาดเงินระหว่างประเทศไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงมาก การลงทุนใน mega projects จำนวน 1.5 ล้านล้านบาทในระยะเวลา 5 ปี ไม่น่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะการลงทุนของประเทศทั้งรัฐบาลและเอกชนรวมกันยังถือได้ว่าอยู่ในระดับต่ำมากเพียง 55% และสภาพคล่องก็ยังมีอยู่สูงมาก เมื่อเทียบกับยุคเศรษฐกิจรุ่งเรือง

การแย่งเงินออมของรัฐบาลในส่วนนี้จึงไม่น่าจะเป็นปัญหา การลงทุนของเอกชนยังคงมีได้ต่อเนื่องในระดับเดียวกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา การออมภายในประเทศอาจจะเป็นระยะสั้น แต่ก็เป็นลักษณะของระบบสถาบันการเงินไทยที่สามารถสนับสนุนอัตราเติบโตให้แก่เศรษฐกิจของประเทศได้

ส่วนเรื่องค่าเงินบาท เป็นแหล่งที่มาของเงินทุนอีกอย่างหนึ่งที่ยังไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น ก็คือ การกู้เงินจากต่างประเทศ โดยไม่ได้นำเม็ดเงินเข้ามาภายในประเทศและใช้เงินกู้ทั้งหมดชำระค่าสินค้าและบริการจากต่างประเทศสำหรับ mega projects ในจำนวนที่เท่ากัน ย่อมไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อค่าเงินบาท แต่เมื่อใดก็ตามที่เงินกู้มีจำนวนมากกว่าค่าสินค้าและบริการจากต่างประเทศ และนำเงินส่วนที่เหลือเข้าใช้จ่ายสำหรับโครงการภายในประเทศด้วยแล้ว ผลที่เกิดขึ้นย่อมกระทบต่อเงินบาทในทางที่สูงขึ้นแน่นอน และยังเป็นการเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนภายในประเทศด้วย

แต่ถ้าสัดส่วนของเงินกู้จากต่างประเทศมีน้อย และเหลือนำเข้าในปริมาณที่ไม่มาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมไม่มาก หากว่าพิจารณาถึงสภาพคล่องภายในประเทศและเงินสำรองระหว่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีอยู่สูง การกู้เงินตราต่างประเทศเข้ามา หรือจากการขายกิจการ หรือออกตราสาร SPVs บางส่วนให้แก่ต่างประเทศก็ดี ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาด เนื่องจากค่าเงินบาทจะสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

ในด้านขาดดุลการค้า ผลกระทบของ mega projects ต่อดุลการค้าไม่ใช่เรื่องสลับซับซ้อนอะไร แม้แต่ผู้ที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์โดยตรงก็พอจะจินตนาการได้ โครงการเกี่ยวกับการศึกษา หรือแม้แต่การชลประทานอาจจะไม่ได้ใช้สินค้าจากต่างประเทศก็จริง แต่สำหรับรถไฟฟ้าใต้ดินหรือบนดิน ใครๆ ก็รู้ว่าทั้งตัวขบวนรถและระบบที่เกี่ยวข้องล้วนแต่มาจากต่างประเทศ

สิ่งที่ผู้คนทั่วไปอาจไม่คิดว่ามาจากต่างประเทศ ก็ยังมีองค์ประกอบที่มาจากต่างประเทศ เช่น เหล็กเส้นธรรมดาๆ เราๆ ท่านๆ ที่แม้ว่าจะขึ้นรถเมล์หรือกินข้าวแกงถุงพลาสติก ก็ยังมีองค์ประกอบที่มาจากต่างประเทศ การพูดว่าโครงการขนาดใหญ่ไม่มีผลทำให้ขาดดุลการค้า จึงเป็นเรื่องไร้เดียงสา

ในช่วงต้นของโครงการ การใช้องค์ประกอบของสินค้าที่มาจากต่างประเทศอาจจะไม่มาก แต่ในช่วงปีท้ายๆ ของโครงการ องค์ประกอบนั้นจะมีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างแน่นอน ถึงแม้ดุลการค้าในอนาคตอาจจะมีโอกาสเป็นบวกเมื่อตัดดุลการค้าเฉพาะส่วน mega projects ออกไป แต่ก็เป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเพราะโครงการขนาดใหญ่ มีแนวโน้มสูงที่จะทำให้ดุลการค้าเลวลงกว่าในปัจจุบัน

อัตราเติบโตของ GDP มีสิ่งที่น่าเป็นห่วงจากผลของ mega projects อยู่ที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจมากกว่าเงินออมหรือสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า อาจชะลอตัวลงเนื่องจากราคาน้ำมันแพง แต่แรงเฉื่อยของเศรษฐกิจยังคงมีต่อเนื่อง เมื่อการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่แม้ว่าจะด้อยลงด้วยองค์ประกอบการนำเข้า แต่เมื่อระบบเศรษฐกิจที่ตอบสนองต่อการลงทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว อัตราขยายตัวของ GDP น่าจะอยู่ในเกณฑ์สูงถึง 10% ต่อปี แม้ว่าจะเป็น 8% ที่นับเป็นเกณฑ์ต่ำ หรือ conservative ก็ยังถือว่าสูงอยู่ดี

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นสิ่งที่ไม่เกินกว่านักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการศึกษามาจะรู้ได้เหมือนๆ กัน ว่าความเห็นจากสถาบันอันทรงเกียรติทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ออกมาแสดงความเห็นต่อแหล่งที่มาของเงินทุน ผลกระทบต่อดุลการค้า และค่าเงินบาท จึงดูน่าเป็นห่วงต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางหรือไม่?