หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ภัยธุรกิจขายตรงแฝงแชร์ลูกโซ่

คอลัมน์ คลื่นความคิด  โดย สิทธิชัย ฝรั่งทอง   มติชนรายวัน วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9875

แนวโน้มธุรกิจขายตรงที่มีอัตราการเติบโตจากในปี 2545 ที่มีมูลค่าทั้งสิ้นราว 30,000 ล้านบาท และในปี 2547 เพิ่มขึ้นราว 40,000 ล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากมีความสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนธุรกิจประเภทนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่าเหตุผลที่ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกทำอาชีพนี้ ก็เพราะว่า 1.เป็นอาชีพที่ไม่ต้องหาเงินมาลงทุนในจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการเช่าอาคาร อุปกรณ์สำนักงาน การจ้างพนักงาน ฯลฯ 2.สามารถมีรายได้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วให้กับครอบครัวแบบตลอดชีวิต และยังเป็นมรดกตกทอดส่งต่อให้ลูกหลานได้ 3.ขึ้นอยู่กับความสามารถของตนเองและทีมงานในการสร้างความก้าวหน้าในอาชีพโดยไม่ต้องมีเส้นสาย 4.เป็นอาชีพที่ให้อิสระทางความคิด การวางแผนการทำงาน และเวลาทำงาน 5.ได้พัฒนาตนเองในเชิงวิชาการที่สามารถเข้ารับฟังการบรรยาย อบรม สัมมนา หรือเรียนรู้การทำธุรกิจ จากผู้ที่รู้จริงและผู้ที่มีประสบการณ์ตรง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งได้พัฒนาบุคลิกภาพให้มีบุคลิกที่ดี 6.เป็นอาชีพที่ไม่ต้องสอบคัดเลือกเข้าทำงาน ไม่มีการไล่ออก และไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ทางด้านธุรกิจมาก่อน รวมทั้งไม่มีการกำหนดระดับการศึกษา

ดังนั้น จึงทำให้มีกลุ่มมิจฉาชีพบางกลุ่มฉวยโอกาสทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่ หรือธุรกิจแบบพีระมิด แอบแฝงเข้ามาในระบบธุรกิจขายตรง ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดที่มักจะมีการดำเนินการ เกี่ยวกับสินค้าประเภทเครื่องดื่มสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม และน้ำสมุนไพร ฯลฯ สอดคล้องกับกระแสการดูแลและรักษาสุขภาพ

โดยผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวจะมีกระบวนการและวิธีการหลอกลวงหลากหลายวิธี อาทิ ใช้การโฆษณาชวนเชื่อหลอกลวง ผ่านนักขายอิสระ และสื่อต่างๆ รวมทั้งวิธีดำเนินการส่งเสริมการขาย ที่ให้ผู้บริโภคเข้าร่วมธุรกิจ ด้วยการนำเอาผลประโยชน์ที่มีรายได้สูงเข้ามาจูงใจ โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมายทำธุรกิจ คล้ายขายตรงหวังให้ประชาชนหลงเชื่อ เข้าร่วมธุรกิจ  และหลอกลวงให้หาสมาชิกมาเพิ่มมากกว่าการสร้างยอดขาย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าธุรกิจขายตรงที่เป็นลักษณะแชร์ลูกโซ่ นับวันจะมีการพัฒนาขยายสายพันธุ์ ออกมาหลากหลายรูปแบบ จนทำให้หน่วยงานของรัฐต้องใช้เวลามากในการพิจารณาตัดสินใจดำเนินคดี และประชาชนผู้บริโภค ยากต่อการทำความเข้าใจว่าธุรกิจที่จะเข้าร่วมทำธุรกิจ หรือสมัครเป็นสมาชิกนั้นเข้าข่ายเป็นธุรกิจผิดกฎหมายหรือไม่ อย่างไรก็ดี กระแสการตื่นตัวของผู้บริโภคและหน่วยงานของรัฐที่ให้ความสนใจและเข้าปราบปรามจริงจังมากขึ้น นับว่าเป็นผลดีต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการขายตรง ในส่วนของผู้บริโภคก็จะได้รับประโยชน์จากบทเรียน และเห็นภัยกลยุทธ์ที่แอบแฝงมาในรูปแบบของการขายตรง ทำให้มีความรอบคอบในการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ต่อการสมัครเข้าเป็นสมาชิกขายตรงกับบริษัท ส่วนของผู้ประกอบการขายตรง ก็จะต้องกลับไปทบทวนแผนงานขาย และการตลาดของบริษัท ว่าจะมีลักษณะจูงใจ ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่

สำหรับข้อสังเกตบริษัทที่เข้าข่ายเป็นลักษณะธุรกิจขายตรงจะมีลักษณะคือ 1.ต้องมีรายได้จากการขายสินค้าหลากหลายชนิดและมีคุณภาพ เน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก นักขายอิสระต้องไม่มีรายได้ จากการระดมเครือข่าย เพราะรายได้ที่แท้จริงต้องมาจากยอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ 2.ต้องมีการอบรมในเรื่องประวัติการก่อตั้งบริษัท ทักษะการพูด รายละเอียดผลิตภัณฑ์ แผนการตลาด และกฎหมายธุรกิจขายตรง 3.ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงต้องให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้จำหน่ายตามที่กฎหมายกำหนด รับประกันคุณภาพ และความพอใจตัวสินค้า โดยการให้คืนหรือเปลี่ยนสินค้าได้ 4.อัตราค่าธรรมเนียมในการเริ่มต้นธุรกิจใช้เงินลงทุนต่ำ ซึ่งจะเป็นค่าสมัครและชุดคู่มือการดำเนินธุรกิจเท่านั้น 5.การจ่ายผลตอบแทน รายได้ และตำแหน่ง ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำงานของผู้ขาย มิใช่หาสมาชิกมาเพิ่ม

ส่วนบริษัทที่เข้าข่ายเป็นธุรกิจขายตรงแบบแชร์ลูกโซ่นั้น มีข้อสังเกตดังนี้ 1.ต้องดูว่าบริษัทนั้นให้ความสนใจในเรื่องสินค้าหรือไม่ ต้องตรวจสอบดูว่าบริษัทมีสินค้าอย่างที่กล่าวอ้างหรือไม่ และสินค้ามีคุณภาพน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด 2.บริษัทมีการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการสมัครเป็นสมาชิกในอัตราที่สูง เน้นเฉพาะการระดมเครือข่าย การล่าหัวคิว หรือการหาสมาชิกใหม่มาเพิ่มก็จะได้รับค่าคอมมิสชั่นเป็นการตอบแทน หรือหากหาสมาชิกมาซื้อสินค้าได้ตามจำนวนรายที่บริษัทกำหนดจะได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นแทน โดยเอาสินค้ามาบังหน้าหรืออาจไม่มีสินค้าเลย รวมทั้งไม่มีนโยบายรับซื้อสินค้าคืน 3.มักมีการโน้มน้าวด้วยคำพูดในเชิงที่ว่าถ้าอยากร่ำรวยต้องชวนคนให้มาทำเยอะๆ รวมทั้งอวดอ้างสรรพคุณสินค้ามีคุณภาพเกินความจริง ซึ่งการชักชวนนั้นจะทำให้รู้สึกว่าการชักชวนให้คนอื่นมาสมัครจะได้รับเงินหรือสิ่งของอย่างง่ายดาย 4.ผู้ที่ทำธุรกิจหลอกลวงประเภทนี้ มักจะแต่งกายภูมิฐานดูดี ใส่สูทผูกเน็คไท พูดจาดีน่าเชื่อถือ จนทำให้หลงคารมหรือหลงเชื่อได้ 5.ส่วนใหญ่วิทยากรจะบรรยายในลักษณะโน้มน้าวให้เห็นข้อดีของการทำธุรกิจนี้จะทำหน้าที่เสมือนพนักงานขาย ขณะฟังการบรรยายก็จะส่งคนเข้าประกบ เมื่อจบการบรรยายก็จะเร่งรัดให้ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกเลย หรือจ่ายมัดจำไว้ก่อน 6.เป็นบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งและเปิดดำเนินกิจการเพียงไม่กี่ปี ส่วนใหญ่ตั้งบริษัทไม่เกิน 5 ปี ซึ่งกิจการจะไม่มีความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ

โดยธุรกิจประเภทนี้ เมื่อได้เงินจากค่าสมาชิกเป็นจำนวนมากแล้วก็จะปิดกิจการแล้วย้ายไปที่อื่น พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลใหม่ ในการขอจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ โดยการดำเนินธุรกิจในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายฉ้อโกงประชาชนตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงิน พ.ศ.2527

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีหลายหน่วยงานของรัฐพยายามรณรงค์อย่างหนักและเข้าทำการกำจัดธุรกิจประเภทแชร์ลูกโซ่ และให้ความรู้กับประชาชนทั่วไปแล้วก็ตาม ก็ยังไม่สามารถกำจัดธุรกิจหลอกลวงดังกล่าวได้หมด ซึ่งการปลุกจิตสำนึกด้วยการศึกษาเพียงอย่างเดียว ไม่อาจเพียงพอกับการขจัดธุรกิจประเภทนี้ ดังนั้น หน่วยงานของรัฐต้องมีการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด มีบทลงโทษที่รุนแรง รวมทั้งต้องแก้ไขกฎหมายเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำผิดให้สูงขึ้นและมีความทันสมัย จึงจะสามารถกำจัดเหล่ามิจฉาชีพที่เป็น "เหลือบของสังคม" ให้หมดหนทางทำธุรกิจหลอกลวงต่อไปได้

หน้า 20