หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ว่าด้วย...พันธบัตรออมทรัพย์

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย มังกร เกาลูน  มติชนรายวัน วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9875

ในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ รัฐบาลจะออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออมทรัพย์เสนอขายประชาชนอีกรอบ โดยคาดว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมน่าจะเริ่มออกได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป ซึ่งการเสนอขายพันธบัตรออมทรัพย์รอบนี้จะถือเป็นการออกพันธบัตรรัฐบาลล็อตใหญ่ๆ รอบที่ 3 หลังจากที่เคยเสนอขายมาแล้วครั้งแรกในปี 2545 วงเงิน 305,000 ล้านบาท และในปี 2547 วงเงิน 70,000 ล้านบาท ที่เคยสร้างความฮือฮาให้กับบรรดาผู้ฝากเงินมาแล้ว

ถ้าท่านผู้อ่านจำปรากฏการณ์นั้นได้ ก็คงนึกภาพออกว่าประชาชนจำนวนมากไปแห่คอยคิวเพื่อจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ทุกครั้งที่มีการออกพันธบัตรออมทรัพย์ออกมา เนื่องจากเครดิตของพันธบัตรรัฐบาลที่มีความมั่นคงสูง และอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างจูงใจ

ว่ากันตามจริง แนวคิดเรื่องการออกพันธบัตรออมทรัพย์ เป็นแนวคิดที่ดี ที่รัฐบาลต้องการเพิ่มช่องทางในการออมให้กับผู้ฝากเงินรายย่อยที่ถูกธนาคารพาณิชย์ เอาเปรียบด้วยการกดดอกเบี้ยเงินฝากไว้ในระดับต่ำ ขณะที่เป็นการสร้างฐานเงินออมในระยะยาว และสร้างตลาดตราสารหนี้ไปพร้อมๆ กัน

แต่หากลองมองลึกลงไปในไส้ในของการขายพันธบัตรออมทรัพย์แต่ละครั้ง ผลที่ได้ดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างที่หวัง

การจัดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ในปี 2545 วงเงิน 305,000 ล้านบาท กำหนดวงเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการ โดยจัดสรรให้ธนาคารพาณิชย์ 12 แห่ง และธนาคารออมสินเป็นผู้จัดจำหน่าย กำหนดวงเงินซื้อขั้นต่ำไว้ที่ 50,000 บาท แต่ไม่มีการจำกัดวงเงินสูงสุด ผลที่ออกมาปรากฏว่า พันธบัตรส่วนใหญ่ตกไปอยู่ในมือของสถาบันการเงินเป็นหลัก ขณะที่อยู่ในมือของรายย่อยเพียงน้อยนิด

ดังนั้น เมื่อมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์รอบ 2 ในปี 2547 วงเงิน 70,000 ล้านบาท ยังคงใช้วิธีการเดิม คือ ให้ธนาคารพาณิชย์ 14 แห่งเป็นผู้จัดจำหน่าย โดยจัดสรรให้กับผู้ฝากเงิน แต่มีวงเงินจำกัดขั้นต่ำ 20,000 ล้านบาท และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท ปรากฏว่า พันธบัตรอายุ 7 ปี มีวงเงินกว่า 26,000 ล้านบาท มีผู้จองซื้อเพียง 16,000 ราย ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปี วงเงินกว่า 43,000 ล้านบาท มีผู้จองซื้อ 14,339 ราย

แม้สัดส่วนจะดูดีขึ้น แต่ก็ไม่วายโดนประชาชนก่นด่ากันขรมว่าไม่ได้พันธบัตรถึงมือ ธนาคารจัดสรรให้แต่ผู้ฝากรายใหญ่ กระทรวงการคลังจึงตัดสินใจออกพันธบัตรออมทรัพย์อีกครั้งในระยะเวลาติดๆ กัน จำนวน 2 หมื่นล้านบาท แต่คราวนี้เปลี่ยนตัวแทนมาขายผ่านธนาคารออมสินทั่วประเทศ โดยมีข้อกำหนดให้แต่ละรายซื้อได้ขั้นต่ำ 2 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท โดยใช้ระบบสุ่มรายชื่อ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก เพราะมีผู้ซื้อพันธบัตรอายุ 7 ปี ถึง 26,724 ราย และพันธบัตรอายุ 10 ปี 26,639 ราย

ฉะนั้นในการการเสนอขายพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งใหม่ จึงได้มีความต้องการที่จะกระจายการขายพันธบัตรให้มีการทยอยขายอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีการออมอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำออกขายในวงเงินเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 2,500-3,500 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่มิถุนายนไปจนถึงเดือนธันวาคม 2548 ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อความต้องการของรายย่อย โดยจะเสนอขายขั้นต่ำรายละ 20,000 บาท และกำหนดเพดานสูงสุดให้ซื้อได้ไม่เกิน 2 แสนบาท เพื่อให้กระจายถึงมือประชาชนมากที่สุด

แต่แค่เพียงมีกระแสข่าวออกไปเท่านั้นว่าจะมีการขายพันธบัตรออมทรัพย์ เหล่าบรรดาสถาบันการเงินทั้งหลายก็คอยมาจับจ้องที่จะเสนอตัวเป็นผู้จัดจำหน่าย ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้องการจะเป็นผู้จัดสรรโควต้าเสียเอง หากย้อนดูจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มันฟ้องด้วยตัวเลขกันอยู่แล้วว่า

ใครที่สามารถทำให้พันธบัตรตกถึงรายย่อยได้อย่างแท้จริง ฉะนั้นถ้าต้องการให้พันธบัตรออมทรัพย์ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างถูกต้อง ตามวัตถุประสงค์ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องวางกลไกให้รอบคอบ อย่าปล่อยให้ใครฉกฉวยประโยชน์ไปจากประชาชน

หน้า 20