|
||||||||||||||
|
เหตุผลที่ไม่ควรนำธุรกิจสุราเข้าตลาดหุ้น
น.พ.บัณทิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 23 มีนาคม 2548 ในการประชุมของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ ที่จะตัดสินใจว่า ธุรกิจแอลกอฮอล์ สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้หรือไม่ นับว่ามีความสำคัญและสัมพันธ์ต่ออนาคตของประเทศในหลายด้าน ทั้งในด้านสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเด็กและเยาวชน และในด้านความเป็นปกติสุขของสังคมส่วนรวม จึงขอชี้ให้เห็นประเด็นว่า ข้อพิจารณาก่อนตัดสินใจนำธุรกิจประเภทนี้เป็นบริษัทมหาชน ใน 8 ประเด็น ดังนี้ หนึ่ง สุรา ไม่ใช่สินค้าธรรมดา แต่เป็นสินค้าที่เป็นพิษ ก่อโทษมาก ตั้งแต่ความเป็นสารพิษทำลายอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ความสามารถก่อให้เกิดอาการเมาซึ่งทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท หรือเกิดอุบัติเหตุตามมา สอง รายได้ไม่คุ้มรายจ่ายสำหรับภาครัฐ ใครๆ ก็ทราบดีว่า การดื่มสุราก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย เฉพาะที่คำนวณเป็นตัวเงินทางเศรษฐกิจ มีมูลค่า 3.36 หมื่นล้านบาท จากค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษาโรค ต้นทุนเวลาในการบำบัดโรค ต้นทุนเวลาในการขาดงาน มูลค่าการสูญเสียชีวิต เจ็บป่วย และการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ การสูญเสียรายได้จากอุบัติเหตุ นอกจากนี้ ยังมีรายจ่ายที่ยังไม่ได้คำนวณเป็นตัวเงิน ได้แก่ ความเสียหายที่เกิดกับครอบครัว ความสูญเสียอนาคต (รายได้) จากการพิการ และความเสียหายของทรัพย์สิน แม้รัฐได้รายได้จากภาษีสรรพสามิต เช่นในปี 2546 รัฐจัดเก็บได้จากธุรกิจสุราและเบียร์ (ทุกยี่ห้อ) เป็นเงิน 62,633 ล้านบาท แต่รายได้นี้ก็มาจากรายจ่ายประชาชนไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท สรุป คือ บริษัทในอุตสาหกรรมสุราได้กำไรมาก รัฐได้กำไรน้อย ประชาชน สังคมและประเทศชาติขาดทุนและเต็มไปด้วยบาดแผลของสังคม สาม เงินทุนมาก ผลิตมาก การตลาดมาก บริโภคมาก ผลกระทบมาก ธุรกิจสุรารุกขยายตัวอยู่ตลอดเวลา เห็นได้จากการทุ่มงบโฆษณาและการตลาด และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง หากธุรกิจสุราเข้าตลาดได้ จะเกิดผลกระทบที่ส่งผลให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้น เพราะจะสามารถระดมเงินทุนได้มากขึ้น จะทำให้มีความสามารถในการผลิตมากขึ้น ทำให้ราคาถูกลง ผู้บริโภคสามารถบริโภคในปริมาณที่มากขึ้นในค่าใช้จ่ายเท่าเดิม อีกทั้งเงินทุนที่มาก ทำให้ธุรกิจสุราสามารถทำการตลาดได้มากขึ้นย่อมส่งผลให้เกิดการบริโภคมากขึ้น สี่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจสุรามากขึ้น การควบคุมบริโภคสุราทำได้ยากขึ้น โดยเมื่อธุรกิจสุราเข้าตลาดได้ ย่อมมีผู้ถือหุ้นซึ่งถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้เกิดภาวะการปกป้องธุรกิจ ประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้ก็คือ นโยบายควบคุมการบริโภคสุราจะส่งผลกระทบต่อการทำกำไรของบริษัทสุรา ซึ่งจะส่งผลต่อราคาหุ้นของธุรกิจสุรา อาจเป็นผลให้ดัชนีหุ้นอ่อนไหวตาม เกิดผลกระทบทางการเมือง จนเกิดผลกระทบกลับมายับยั้งการดำเนินนโยบายควบคุมการบริโภคสุราในที่สุด ห้า เป็นการสร้างค่านิยมใหม่ทางลบแก่สังคม และนำร่อง "ธุรกิจสีเทา" อื่นๆ ก็คือ ธุรกิจที่ล่อแหลมต่อการเกิดผลเสียทางสังคม ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอบายมุขต่างๆ เช่น ธุรกิจอาบอบนวด ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการเที่ยวกลางคืน ธุรกิจพนัน และสิ่งเสพติดอื่นๆ หากตลาดหลักทรัพย์ยอมรับธุรกิจสุราเข้าตลาด ต่อไปในอนาคตจะทำให้ประชาชน และเยาวชนรุ่นใหม่ เกิดค่านิยมยอมรับธุรกิจอบายมุข เพื่อการทำกำไรสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมและผลกระทบที่เกิดกับสังคม และยิ่งไปกว่านั้น จะเป็นการนำร่องพาธุรกิจอบายมุขอื่นๆ เข้าสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ต่อไป หก แค่ถูกกฎหมายไม่พอ ตลาดหลักทรัพย์อ้างว่า ไม่รับจดทะเบียนธุรกิจผิดกฎหมาย แต่ธุรกิจสุราถูกกฎหมายสามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนได้ แต่แนวคิดนี้ขัดกับแนวคิดของผู้ใหญ่หลายคนในประเทศ เช่น คำกล่าวของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปราศรัยไว้ครั้งหนึ่งว่า จะไม่ยอมให้ธุรกิจเอารัดเอาเปรียบจากเด็ก จะไม่ยอมให้ธุรกิจมอมเมาเด็ก แค่ถูกกฎหมายไม่พอ แต่ต้องเป็น "Zero Sum Game" คือ ฝ่ายหนึ่งอยู่ อีกฝ่ายหนึ่งต้องไป รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เองก็ได้กล่าวในงานธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เกี่ยวกับเรื่องธรรมาภิบาลของบริษัท เป็นเรื่องที่สำคัญไม่ใช่เน้นกำไรอย่างเดียว แต่ต้องมีความรับผิดชอบ คำนึงถึงบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เจ็ด กรณีศึกษาประเทศที่มีนโยบายควบคุมการบริโภคสุราที่เข้มงวดและไม่มีบริษัทสุราในตลาดหลักทรัพย์ ประชากรจะดื่มน้อยและมีผลกระทบน้อย เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลของฝรั่งเศสและเยอรมนีกับสวีเดน ซึ่งมีการนำธุรกิจสุราเข้าตลาดหลักทรัพย์ พบว่า สองประเทศแรกเกิดผลกระทบด้านลบจากการบริโภคสุรามากกว่า ทั้งจำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากการป่วยด้วยโรคตับเรื้อรังและโรคตับแข็ง จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรจากยานยนต์ รวมถึงจำนวนการเกิดอุบัติเหตุจราจรบนถนนที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ที่น่าสนใจก็คือ ฝรั่งเศสและเยอรมนี ซึ่งมีธุรกิจสุราอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศหลายบริษัทนั้น มีการดำเนินนโยบายควบคุมปัญหาการบริโภคสุราในภาพรวมของประเทศน้อย ขณะที่ประเทศสวีเดนได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายควบคุมปัญหาการบริโภคสุราในภาพรวมของประเทศ เช่น การจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกือบหรือทุกวิถีทาง การกำหนดอายุขั้นต่ำของเยาวชนที่จะซื้อสุราได้ไว้สูงถึงอายุ 18-20 ปี การจำกัดการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยสิ้นเชิง หรือให้รัฐผูกขาดการขายปลีกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แปด การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ควรขัดแย้งกับนโยบายของรัฐเอง การที่ประชาชนไว้วางใจในนโยบายที่พรรคไทยรักไทยใช้หาเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จนได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนคนไทยท่วมท้นนั้น แนวนโยบายต่างๆ ที่ได้ประกาศออกไปตอนหาเสียงถือเป็นสัญญาประชาคมที่จะต้องยึดถือปฏิบัติและทำให้บรรลุผล ซึ่งได้แก่ แนวนโยบายทางด้านเด็กและเยาวชนของพรรคไทยรักไทย ที่เน้นการสร้างสังคมปลอดภัย โดยการผลักดันกฎหมายต่อต้านอบายมุขให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริงจัง รัฐบาลสามารถพิสูจน์ภาวะการนำโดยการแสดงผลที่เป็นรูปธรรม ด้วยการไม่นำธุรกิจสุรา และธุรกิจอบายมุข เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้าง "สังคมที่ปลอดภัย" ให้เดินเคียงคู่ไปกับ "ภาวะเศรษฐกิจที่สดใส" เพื่อสมกับนโยบาย "ประเทศไทยแข็งแรง คนไทยแข็งแรง"
|