|
||||||||||||||
|
คุณภาพแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล
คอลัมน์ คลื่นความคิด *สกล หาญสุทธิวารินทร์* มติชนรายวัน วันที่ 23 มีนาคม 2548 ในมติชนฉบับวันที่ 16 มีนาคม 2548 คุณ "วุฒิ สรา" ได้เขียนถึงพลังงานทดแทนในยุคน้ำมันแพง คือ เอทานอลที่นำไปผสมกับน้ำมันเบนซินทำเป็นแก๊สโซฮอล์ มีปัจจัยที่จะทำให้การยกระดับแก๊สโซฮอล์ เป็นพลังงานทดแทนอย่างเต็มรูปแบบ ไปไม่ถึงดวงดาว คือ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเอทานอลโดยเฉพาะอ้อย และมันสำปะหลัง ที่จะต้องมีปริมาณวัตถุดิบสม่ำเสมอและราคาต้องไม่สูงเกินไป ในปัจจุบันยังมีพลังทดแทนอีกชนิดหนึ่ง ที่มีการกล่าวขวัญกันมากคือไบโอดีเซล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำมันพืชต่างๆ ก็คงจะมีปัญหาทำนองเดียวกันกับเอทานอล เนื่องจากผลผลิตไม่สม่ำเสมอและมีราคาสูง เพราะส่วนใหญ่จะนำไปผลิตและจำหน่ายเป็นน้ำมันสำหรับปรุงอาหาร ในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญในการกำหนดนโยบายที่จะต้องทำให้เกิดความสมดุล ระหว่างนโยบายการยกระดับราคาสินค้าเกษตร กับนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทน เพื่อให้สมประโยชน์ของทุกฝ่ายดังที่คุณวุฒิ สุรา ได้ตั้งประเด็นไว้ รวมทั้งต้องคำนึงถึงการป้องกันการบุกรุกทำลายป่า เพื่อปลูกพืชวัตถุดิบดังกล่าวด้วย สำหรับแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ถึงแม้จะเป็นเพียงพลังงานทดแทนที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์ โดยเฉพาะที่ใช้สำหรับรถยนต์ก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพ และมาตรฐานของน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวด้วย ขณะนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องการกำหนดคุณภาพและมาตรฐานของน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันได้แก่ กรมธุรกิจพลังงาน กำลังพิจารณากำหนดคุณภาพของน้ำมัน แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล โดยในการพิจารณากำหนดคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง มีหลักพิจารณาที่เป็นหลักสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ ผลต่อประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลเป็นพลังงานจากพืชเป็นพลังงานสะอาดจึงไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม จึงเหลือประเด็นสำคัญในการกำหนดคุณภาพและมาตรฐานของน้ำมันเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล คือ ผลประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ซึ่งจะต้องไม่ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ด้อยลงไป เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซลตามปกติและไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์ น้ำมันแก๊สโซฮอล์เป็นน้ำมันที่ใช้กับเครื่องยนต์ที่ใช้เบนซินอยู่เดิม ส่วนน้ำมันไบโอดีเซลใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล จึงอาจมีคำถามว่ามีข้อแตกต่างกันอย่างไรระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล หากจะให้อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ แบบผู้ที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ คือ น้ำมันเบนซินเป็นน้ำมันที่มีจุดวาบไฟต่ำหรือที่เราเรียกกันว่าไวไฟ เครื่องยนต์เบนซินใช้น้ำมันที่ไวไฟโดยใช้ประกายไฟเป็นตัวช่วยจุดระเบิด ตัวที่ทำให้เกิดประกายไฟคือหัวเทียน ฉะนั้นรถยนต์ที่มีหัวเทียนคือรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลใช้น้ำมันดีเซลที่มีจุดวาบไฟสูงคือไม่ไวไฟ การจุดระเบิดอาศัยแรงอัดสูงเกิดความร้อนสันดาปด้วยตัวเองไม่ต้องอาศัยประกายไฟในการจุดระเบิด เครื่องยนต์ดีเซลจึงไม่มีหัวเทียน ในการกำหนดคุณภาพมาตรฐานของน้ำมันแก๊สโซฮอล์นั้น จะต้องคำนึงถึงวัตถุดิบที่จะนำมาผสมเป็นแก๊สโซฮอล์คือ เอทานอล ซึ่งก็คือ แอลกอฮอล์ที่ใช้ผลิตน้ำเมาคือ สุรานั่นเอง การจะกำหนดคุณภาพ และมาตรฐานของเอทานอลได้ ในฐานะที่เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องมีประกาศกำหนดให้เอทานอล เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามความหมายของกฎหมาย ว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงก่อน ในปัจจุบันได้มีประกาศกำหนดให้เอทานอลที่จะใช้กับเครื่องยนต์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว ดังนั้น เอทานอลที่ไม่ประสงค์จะใช้กับเครื่องยนต์จึงไม่ถือเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้ใดครอบครองหรือจำหน่ายแอลกอฮอล์ต่างๆ ในรูปสุรายาเมาทั้งหลาย จึงไม่ถือว่าเป็นการครอบครองหรือจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง คุณภาพและมาตรฐานของเอทานอลที่จะกำหนดขึ้นจะครอบคลุมเฉพาะเอทานอลที่จะใช้กับเครื่องยนต์เท่านั้น เมื่อมีประกาศกำหนดให้เอทานอลเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง และจะพิจารณากำหนดมาตรฐานของเอทานอล ตลอดจนจะกำหนดมาตรฐานของแก๊สโซฮอล์คือ น้ำมันผสมระหว่างเอทานอลและน้ำมันเบนซิน จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าเมื่อกำหนดให้เอทานอลเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง และกำหนดมาตรฐานไว้แล้ว จะยอมให้มีการจำหน่ายเอทานอล เติมลงในรถยนต์โดยตรงหรือไม่ หรือจะยอมให้จำหน่ายเฉพาะแก๊สโซฮอล์ และแก๊สโซฮอล์ ที่จะกำหนดมาตรฐาน เพื่อการจำหน่ายจะมีสัดส่วนของเอทานอลอยู่เท่าใด ในชั้นนี้มีการพิจารณาแล้วว่าในประเทศไทยยังไม่เหมาะที่จะให้มีการจำหน่ายเอทานอลเติมลงในรถยนต์โดยตรง แต่จะให้จำหน่ายเฉพาะแก๊สโซฮอล์ โดยพิจารณาเห็นว่า สัดส่วนของแก๊สโซฮอล์ที่เหมาะสมคือ ผสมเอทานอลไม่เกิน 20% และจะไม่อนุญาตให้สถานบริการหรือที่เรียกว่าปั๊มน้ำมัน ผสมแก๊สโซฮอล์เพื่อจำหน่ายด้วยตนเอง เพราะอาจเกิดปัญหาในการควบคุมคุณภาพมีผลกระทบต่อผู้บริโภค ส่วนมาตรฐานไบโอดีเซลก็เช่นเดียวกัน ในชั้นแรกจะพิจารณากำหนดมาตรฐานไบโอดีเซลลูกผสม ระหว่างน้ำมันพืชกับน้ำมันดีเซลตามสัดส่วนที่กำหนด สำหรับปั๊มน้ำมันที่จะจำหน่ายน้ำมันพืชแท้ๆ เติมลงในรถยนต์โดยตรงนั้น ในปัจจุบันอาจมีข้อจำกัดเรื่องราคาที่สูงกว่าราคาน้ำมันดีเซล หากในอนาคตราคาน้ำมันดีเซล สูงกว่าราคาน้ำมันพืชอาจมีปัญหานี้เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องวางข้อกำหนดที่จะไม่เปิดช่องให้กระทำได้คือ ไม่ให้ปั๊มน้ำมันขายน้ำมันพืชแท้ๆ เติมในรถยนต์โดยตรง เพราะยังไม่เหมาะสมที่จะใช้น้ำมันพืชแท้ๆ กับเครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบัน แต่ถ้าปั๊มน้ำมันหลีกเลี่ยงอ้างว่าไม่ได้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง แต่จำหน่ายน้ำมันพืชสำหรับปรุงอาหาร เจ้าหน้าที่ก็ได้เตรียมวิธีการทดสอบไว้แล้วคือ ให้เจียวไข่จากน้ำมันที่ได้จากปั๊มดังกล่าว แล้วให้เจ้าของหรือผู้ดูแลปั๊มเป็นผู้พิสูจน์โดยบริโภคไข่เจียวดังกล่าว หากบริโภคได้ติดต่อกัน 3 มื้อ โดยไม่มีอาการใดๆ ก็ถือว่าได้เป็นการจำหน่ายน้ำมันพืชไม่ใช่การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง หน้า 20
|