|
||||||||||||||
|
หอการค้าฯชี้ "ภัยแล้ง-ดีเซล"
"จีดีพี"
หดตัวเหลือแค่ 4%
มติชนรายวัน วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9874 *หมายเหตุ * เมื่อวันที่ 22 มีนาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจประเมินสถานการณ์ภัยแล้งของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 18-20 มีนาคม 2548 จำนวน 752 ตัวอย่าง จากกลุ่มผู้ประกอบการภาคเกษตร การค้า อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากการสำรวจพบว่ามีเฉพาะภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น ที่ระบุว่าได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเพียงเล็กน้อย ขณะที่ภาคเกษตร การค้า และอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบและความรุนแรงแตกต่างกัน โดยภาคธุรกิจเกษตรคาดว่ามีผลผลิตลดลง 31.7% ต้นทุนเพิ่มขึ้น 41.2% รายได้หายไป 30% ภาคธุรกิจการค้าผลผลิตลดลง 37.7% ต้นทุนเพิ่มขึ้น 24.1% รายได้ลดลง 20.9% ธุรกิจอุตสาหกรรม ผลผลิตลดลง 47.2% ต้นทุนเพิ่มขึ้น 28.1% รายได้ลดลง 30.7% เฉลี่ยภาพรวมภัยแล้งครั้งนี้จะกระทบต่อผลผลิตลดลงรวม 29.3% กระทบต่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 8.8% และรายได้ลดลง 20.9% โดยผู้ประกอบการคาดการณ์ว่าภัยแล้งจะกระทบต่อธุรกิจเฉลี่ย 5 เดือน โดยขอให้ช่วยเหลือในด้านจัดหาแหล่งน้ำ จัดหาสินเชื่อ และชดเชยความเสียหายจากภัยแล้ง พร้อมกันนี้ ทางศูนย์ได้จัดทำผลกระทบจากภาวะภัยแล้งไว้ 3 กรณี ดังนี้ 1.กรณีภาวะภัยแล้งสิ้นสุดเดือนเมษายน 2548 จะมีมูลค่าความเสียหาย 30,644.50 ล้านบาท กระทบต่อการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ(จีดีพี) ลดลง 0.30% โดยแยกเป็นมูลค่าความเสียหายต่อภาคเกษตร 21,990.95 ล้านบาท ภาคอุตสาหกรรม 4,812.82 ล้านบาท และภาคบริการ(การค้า สถาบันการเงิน การขนส่ง อื่นๆ) 3,840.73 ล้านบาท 2.กรณีภาวะภัยแล้งสิ้นสุดเดือนพฤษภาคม จะมีมูลค่าความเสียหายรวม 37,320.47 ล้านบาท กระทบต่อจีดีพีลดลง 0.37% แบ่งเป็นภาคเกษตรเสียหาย 24,970.66 ล้านบาท อุตสาหกรรม 7,020 ล้านบาท บริการ 5,329.81 ล้านบาท 3.กรณีภาวะภัยแล้งสิ้นสุดเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม จะมีมูลค่าเสียหายรวม 56,802.21 ล้านบาท กระทบต่อจีดีพีลดลง 0.56% แบ่งเป็นภาคเกษตรเสียหาย 39,370.49 ล้านบาท อุตสาหกรรม 9,068.22 ล้านบาท บริการ 8,363.50 ล้านบาท นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยลบจากคลื่นยักษ์สึนามิ ภาวะภัยแล้ง และการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 3 บาท ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมเป็นต้นไป จะมีผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ลดลง โดยศูนย์ได้ประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวเหลือ 4.7-5.2% จากเดิม 5.5-6.0% อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มจากเดิม 3.0-3.5% เป็น 3.5-4.0% แต่หากน้ำมันดีเซลปรับขึ้นไปถึงลิตรละ 6 บาท จีดีพีคาดว่าจะขยายตัวเหลือประมาณ 4.1-4.6% ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ศูนย์ได้ประเมินผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิ จะทำให้รายได้ธุรกิจหายไปประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือกระทบต่อจีดีพีลดลง 0.3% ส่วนภาวะภัยแล้งหากสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม จะทำให้รายได้ธุรกิจหายไปประมาณ 37,320.47 ล้านบาท หรือกระทบต่อจีดีพีลดลง 0.37% และการปรับราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 3 บาท จะทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคหายไปประมาณเดือนละ 7,500 ล้านบาท รวมผลกระทบต่อรายได้ที่หายไปในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปีนี้ประมาณ 65,000 ล้านบาท หรือกระทบต่อจีดีพีลดลง 0.6-0.7% และจะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 5-7% แต่หากภาวะภัยแล้งยาวไปถึงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม จะทำให้รายได้ทุกภาคหายไป 56,802 ล้านบาท หรือจีดีพีจะลดลง 0.56% และมีการลอยตัวน้ำมันดีเซล ย่อมกระทบต่อจีดีพีปีนี้ขยายตัวต่ำกว่า 4% ได้ และมีผลต่อความเชื่อมั่นการบริโภคและการลงทุนในปีนี้ต่ำลงได้มาก ซึ่งความเชื่อมั่นการบริโภคในเดือนมีนาคมนี้น่าจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้น แต่ประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 4.7% ก็เป็นได้ **นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ "ถ้าจีดีพีขยายตัว 4.7% อย่าใช้คำว่าวิกฤตเลย น่าจะเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมากกว่า ตอนนี้ก็หวังว่าผลกระทบจากการปรับราคาน้ำมันดีเซลจะเป็นแค่ช่วงสั้นและปรับขึ้นครั้งเดียว 3 บาท ก็จะทำให้ช่วงครึ่งปีหลัง 2548 กำลังซื้อฟื้นตัว เพราะเป็นฤดูการขายของ ที่น่าจับตามองคือการชะลอตัวของการลงทุนใหม่ๆ และการใช้งบประมาณของรัฐบาลที่กระตุ้นการบริโภคต่อเมกะโปรเจ็คต์ให้ได้ตามแผนที่กำหนดและเป็นมูลค่าที่เพียงพอหรือไม่ ซึ่งหากดูจากตัวเลขความเสียหายของภัยแล้งและการปรับขึ้นราคาน้ำมันแล้ว ก็น่าจะต้องต้องมีเงินสู่ระบบแล้วไม่น้อยกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการเมกะโปรเจ็คต์ที่รัฐบาลประกาศมาจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2-3 แสนล้านบาท ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ย มีความเป็นไปได้ว่าดอกเบี้ยน่าจะเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปปลายไตรมาส 3 ของปีนี้ จากเดิมเราวิเคราะห์ว่าน่าจะปรับขึ้นในต้นไตรมาส 3 เพราะปัจจัยลบที่กำลังเกิดขึ้นอาจจะทำให้รัฐบาลต้องทบทวนการปรับนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อการลงทุน ต่อความเชื่อมั่นของประชาชน เพื่อไม่ให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบหรือลดลงได้" หน้า 20
|