|
||||||||||||||
|
"วิเศษ" แจงขึ้น "ดีเซล"
รวดเดียว 3 บาท "ผ่าตัดใหญ่"
ไม่ใช่แค่ "ทายาหม่อง"
รายงาน มติชนรายวัน วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9874 หมายเหตุ - นายวิเศษ จูภิบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมประชุมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางการปรับขึ้นน้ำมันดีเซลและการแก้ปัญหาน้ำมันแพง เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ซึ่งมีข้อสรุปให้ขึ้นราคาดีเซลลิตรละ 3 บาทในครั้งเดียวโดยทันที ขณะที่ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ให้ความเห็นในเรื่องเดียวกันนี้ **นายวิเศษ จูภิบาล รมว.พลังงาน ที่ประชุมสรุปว่าจะปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นอีก 3 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลขยับไปอยู่ที่ระดับ 18.19 บาทต่อลิตร จากเดิม 15.19 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่เวลา 06.00 น. วันที่ 23 มีนาคม เป็นต้นไป ส่วนคลังน้ำมันจะขายน้ำมันให้สถานีน้ำมันในราคาใหม่ตั้งแต่หลัง 24.00 น. ของวันที่ 22 มีนาคมเป็นต้นไป ขณะนี้รัฐบาลต้องชดเชยราคาน้ำมันดีเซลถึงลิตรละ 6 บาท หรือประมาณ 300 ล้านบาทต่อวัน รวมแล้วเป็นเงินที่ใช้ตรึงราคาน้ำมันไปแล้วกว่า 7.7 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบดูไบได้ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากระดับ 38 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 48 เหรียญต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงค์โปร์เพิ่มขึ้นจาก 45 เหรียญต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 66 เหรียญต่อบาร์เรล จึงจำเป็นต้องปรับราคาน้ำมันดีเซลในประเทศขึ้นอีก 3 บาท เพื่อให้ใกล้กับตลาดโลกมากขึ้น และลดภาระกองทุนนำมันเชื้อเพลิงให้สามารถบริหารจัดการราคาน้ำมันดีเซลอยู่ในระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปี สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจเลือกปรับลิตรละ 3 บาท เพราะเห็นว่าถ้าทยอยปรับทีละน้อย จะทำให้มีการขึ้นราคาสินค้าตลอดเวลา และขึ้นมากกว่าราคาน้ำมัน นอกจากนี้ ยังทำให้ภาคต่างๆ เกิดความกังวลว่าจะมีการปรับขึ้นราคาอีกเมื่อใด และจะมีการเก็งกำไร จึงเลือกปรับขึ้นครั้งเดียวแต่ชัดเจนไปเลย และราคาดีเซลลิตรละ 18.19 บาทนี้ ก็ยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ และลาวที่อยู่ในระดับ 22 บาทต่อลิตร การปรับราคาน้ำมันดีเซลครั้งนี้มีผลกระทบต่อความเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีประมาณ 0.5-0.7% อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5-0.9% เท่านั้น ขณะที่สามารถลดภาระกองทุนได้วันละ 150 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะพยายามรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลในระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปี ไม่ปรับเพิ่มขึ้นอีก หากราคาน้ำมันดิบในดูไบไม่ขยับเกิน 50 เหรียญต่อบาร์เรล จากปัจจุบันอยู่ที่ 45 เหรียญต่อบาร์เรล กระทรวงพลังงานเตรียมมาตรการประหยัดพลังงานไว้รองรับ คือการส่งเสริมให้ใช้เชื้อเพลิงอื่นแทน ประกอบด้วย 2 มาตรการคือ 1.มาตรการส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์หรือเอ็นจีวี ซึ่งในระยะสั้นจะมีการติดตั้งถังเอ็นจีวีให้กับรถแท็กซี่เพิ่มขึ้นอีก 2,000 คัน จากเดิมที่มีอยู่ 4,300 คันภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมันเบนซินได้ 16 ล้านลิตร หรือประมาณ 350 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในระยะต่อไปจะส่งเสริมให้รถยนต์ส่วนบุคคลและรถแท็กซี่ใช้เอ็นจีวีเพิ่มขึ้นอีกปีละ 20,000 คัน และจะเสนอให้รัฐบาลออกระเบียบให้รถแท็กซี่ที่จดทะเบียนใหม่ต้องเป็นรถเอ็นจีวีเท่านั้น และให้รถของส่วนราชการใน กทม.ที่มีอยู่ 2,816 คันและรถต่างๆ ที่ใช้ในสนามบินสุวรรณภูมิเป็นรถเอ็นจีวีทั้งหมด โดยให้รถของกระทรวงพลังงาน 40 คันนำร่อง พร้อมกับตั้งเป้าให้รถโดยสารที่ใช้เอ็นจีวีเพิ่มขึ้นอีก 500 คันภายในนี้และตั้งเป้าให้เพิ่มสูงขึ้นอีกปีละ 1,300 คัน 2.มาตรการส่งเสริมการใช้ก๊าซโซฮอล์ จะขยายสถานีจำหน่ายก๊าซโซฮอล์จาก 700 แห่ง เป็น 4,000 แห่ง ภายในปีนี้ และจะให้สถานีบริการน้ำมันสวัสดิการที่อยู่ที่ในสถานที่ราชการ 413 แห่ง ยกเลิกการขายน้ำมันเบนซินทุกชนิด แล้วมาขายแก๊สโซฮอล์แทน รวมทั้งส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมีการปรับกระบวนการผลิต และการจัดการให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น โดยจะใช้เงินของกองทุนอนุรักษ์ประมาณ 2,115 ล้านบาท พร้อมกับหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ 1,800 ล้านบาท นอกจากนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์พลังงาน สำหรับกิจการที่จะมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ หรือลงทุนให้มีการประหยัดพลังงานในการดำเนินกิจการ ขอยืนยันว่าไม่ได้มีการพิจารณาให้โรงกลั่นน้ำมันลดค่าการกลั่น เพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน และจะไม่มีการปรับลดสเปคคุณภาพน้ำมันลง แต่ที่ประชุมมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ไปดูแลผลกระทบด้านต่างๆ โดยให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลในเรื่องราคาสินค้า กระทรวงคมนาคม ดูแลค่าขนส่งค่าโดยสาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลการประมงชายฝั่ง และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ดูแลผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาครวม โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นผู้ประสานงานอย่างใกล้ชิด **มาตรการคุมสินค้ารับดีเซลปรับราคา00 หมายเหตุ--เป็นมาตรการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เมื่อมีการปรับราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 1.สถานการณ์ราคาสินค้า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ โดยทั่วไปอยู่ในภาวะปกติราคาสินค้าส่วใหญ่ยังไม่เปลี่ยนแปลง(แต่มีสินค้าจำนวนมากที่รอการปรับเปลี่ยนราคาตามต้นทุน) ยกเว้นสินค้าที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศที่มีราคาสูงขึ้น เช่น เหล็ก และผลิตภัณฑ์เหล็ก รวมทั้งสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์ประเภท Tin Plate และพลาสติค ซึ่งได้มีการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเป็นการเฉพาะอยู่แล้ว 2.มาตรการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ***2.1 มาตรการบริหารจัดการสินค้า 2.1.1 กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณผลกระทบน้ำมันดีเซลที่มีต่อราคาสินค้า โดยเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ติดตามดูแล จำนวน 100 รายการ 10 หมวดสินค้า(ในจำนวนนี้มีสินค้าเกษตร 33 รายการ ที่ราคาเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงช่วงสั้นๆ ทำให้ไม่สามารถคำนวณผลกระทบได้) ซึ่งจะใช้เป็นราคากลาง ในการเทียบเคียงราคาจำหน่ายที่เหมาะสม ทั้งนี้ หากปรับราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้น 2.00 บาท/ลิตร หรือ 3.00 บาท/ลิตร จะมีผลกระทบต่อราคาสินค้าระหว่างร้อยละ 0.0048-1.4938 และร้อยละ 0.0072-2.2406 ตามลำดับ 2.1.2 ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากยังมีสต๊อคสินค้า/วัตถุดิบเหลืออยู่ และผลกระทบจากการปรับราคาน้ำมันดีเซลต่อราคาสินค้ามีไม่มาก ในกรณีที่จะมีการปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้นให้แจ้งกระทรวงพาณิชย์ทราบ พร้อมแสดงเอกสารหลักฐานข้อเท็จจริง 2.1.3 ปรับวิธีการบริหารข้อมูลในห้องปฏิบัติการกรมการค้าภายใน จาก Information Based Management (การจัดการแบบใช้ข้อมูล) เป็น Knowledge Based Management (การจัดการแบบใช้ความรู้) เพื่อใช้เป็นกลไกในการบริหารจัดการด้านราคาสินค้าให้สามารถติดตามตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ***2.2 มาตรการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน/ผู้ประกอบการ 2.2.1 การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้แก่ การจัดให้มีโทรศัพท์สายด่วนแม่บ้าน 1569 ทั่วประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน และรับแจ้งปัญหาข้อร้องเรียน เมื่อพบเห็นพฤติกรรมไม่เป็นธรรมทางการค้า 2.2.2 การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ (1) จัดตั้งหน่วยคอลล์ เซ็นเตอร์ ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสินค้าในหมวดอาหารและของใช้ประจำวัน เพื่อเป็นหน่วยประสานงานและสนับสนุนการกระจายสินค้าที่ขาดแคลนในบางพื้นที่ให้เพียงพอ (2) ให้มีการผลิตและระบายสินค้าออกสู่ตลาดอย่างเต็มที่ รวมทั้งดูแลเครือข่ายการจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด มิให้มีการกักตุนสินค้าและจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม (3) การปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ราคาจำหน่ายลดลง เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนภาชนะบรรจุประเภท Tin Plate และพลาสติค มีต้นทุนสูงขึ้นมาก ***2.3 มาตรการตรวจสอบ 2.3.1 เข้มงวดการตรวจสอบ โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบราคาสินค้า และความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งเป็นประจำทุกวัน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 2.3.2 จัดให้มีหน่วยตรวจสอบเคลื่อนที่เร็ว พื่อตรวจสอบ ข้อเท็จจริงตามที่ได้มีการร้องเรียนผ่านสายด่วน แม่บ้าน 1569 ทั่วประเทศ ***2.4 มาตรการกฎหมาย 2.4.1 รณรงค์ปิดป้ายแสดงราคา โดยให้แสดงราคาต่อหน่วยน้ำหนัก/ปริมาตรในขนาดตัวอักษรที่เห็นได้ชัดเจน โดยเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นการรักษาสิทธิประโยชน์พื้นฐานของผู้บริโภค และเป็นข้อมูลเปรียบเทียบ ให้ผู้บริโภคประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้า 2.4.2 ขยายเวลาการเพิ่มโทษปรับกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาเป็น 2 เท่า ต่อไปอีก 90 วัน จากวันที่ 27 มีนาคม 2548 จนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2548 2.4.3 กำหนดเป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติม ในกรณีที่ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการหรือตลาดไม่มีการแข่งขัน กระทรวงพาณิชย์จะพิจารณาปรับเพิ่มจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน(16 สินค้า 2 บริการ) โดยจะมีการกำหนดมาตรการหนัก/เบาตามสถานการณ์ ***2.5 มาตรการช่วยบรรเทาค่าครองชีพ 2.5.1 ส่งเสริมให้ตลาดนัด/ตลาดชุมชน/ตลาดสดสีฟ้า จำหน่ายสินค้าในราคา/ปริมาณที่เป็นธรรม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค โดยจะให้จังหวัดจัดหาสถานที่จำหน่าย เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายสินค้า ซึ่งในเบื้องต้นกำหนดเป้าหมายดำเนินการในระยะเวลา 3 เดือน ประมาณ 200 แห่ง และเริ่มดำเนินการเดือนเมษายน 2548 2.5.2 ขอความร่วมมือห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่จำหน่ายอาหารสำเร็จรูปใน Food Court ในราคาเดิม เพื่อสร้างกระแสการแข่งขันในตลาด อันจะทำให้ร้านอาหารทั่วไปปรับราคาสูงขึ้นไม่ได้ และช่วยบรรเทาค่าครองชีพแก่ประชาชน โดยได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548 2.5.3 จัดให้มีมุมธงฟ้าราคาประหยัด ในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในบางพื้นที่ โดยจะพิจารณารายการสินค้าที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามสถานการณ์ หน้า 2 ดีเซลขึ้นลิตรละ 3 บาท ยกแรกของทักษิณ 2 กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 23 มีนาคม 2548 ผู้บริโภคไทยและผู้ประกอบการในภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งนักลงทุนในตลาดหุ้นได้รับรู้ไปแล้วกับข่าวที่ปรากฏขึ้นมาก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับการตัดสินใจปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 3 บาท เป็นราคาขายปลีกลิตรละ 18.19 บาท ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 23 มี.ค.นั้น แต่ผลของการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลต่อเศรษฐกิจไทยกำลังเริ่มต้นในบทที่หนึ่งเท่านั้น แต่ผู้สังเกตการณ์ใกล้ชิดส่วนใหญ่ยังมีความกลัวอยู่ในใจลึกๆ เพราะไม่อาจจะคาดเดาได้ถูกต้องว่า ในที่สุดแล้วราคาน้ำมันในตลาดโลกจะพุ่งทะยานต่อไปถึงระดับใด ในเมื่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ ในตลาดล่วงหน้าที่นิวยอร์กยังคงทรงตัวเหนือระดับ 56 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากที่ทำสถิติสูงสุดที่ 57.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้พอจะประมวลภาพได้ว่า ความนึกคิดที่มีอยู่ในขณะนี้มองผลกระทบที่เกิดขึ้นในด้านต่างๆ อย่างไร เริ่มจากบริษัทหลักทรัพย์ภัทร เชื่อว่าเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะถูกกระทบ 0.3% โดยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 4.4% ในปี 2548 นี้ จากที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 4.7% และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด จีดีพีจะเติบโตเหลือแค่ 3.9% หากราคาน้ำมันในตลาดโลกยืนเหนือระดับ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีผลให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยต้องปรับขึ้นถึง 5.50 บาทต่อลิตร ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อของไทยว่าจะขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 3.7-3.8% ในปี 2548 นี้ สูงกว่าที่สภาพัฒน์คาดการณ์ไว้ที่ 3-3.2% อันเป็นผลจากการทยอยปรับราคาสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าในหมวดพลังงานอาจปรับราคาสูงขึ้นถึง 15% จากปีก่อนหน้า ทางด้านนักวิชาการของหอการค้าไทย ทำนายว่าการปรับขึ้นราคาดีเซลครั้งนี้ จะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้คนในประเทศลดลงถึงเดือนละ 7.5 พันล้านบาท นักอุตสาหกรรมไทยออกตัวว่าทางด้านการผลิตนั้น ผลกระทบยังอยู่ในวงจำกัด โดยอัตราต้นทุนผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้น 2% แต่ยังไม่สามารถกำหนดราคาสินค้ารอบใหม่ได้ ต้องรอดูผลทางด้านขนส่งซึ่งจะถูกกระทบหนักที่สุด ทางด้านปลัดกระทรวงการคลัง นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ยอมรับว่า รัฐบาลยังคงต้องอุดหนุนเงินกองทุนน้ำมันอยู่ต่อไปอีกเดือนละ 4.5-4.6 พันล้านบาท แม้ว่าจะติดลบไปก่อนหน้านี้ 7.4 หมื่นล้านบาทก็ตาม และปรับราคาดีเซลขึ้นไปแล้วก็ตาม แต่หากราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับที่ไม่เกินบาร์เรลละ 50 ดอลลาร์ การชดเชยแบบนี้ก็ยังพอรับได้ ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน เชื่อว่าผลกระทบจะไม่รุนแรง เท่ากับการนำระบบกึ่งลอยตัว ได้ถูกนำมาใช้เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2533 ดังนั้นอย่าวิตกกังวลกับการปรับราคาน้ำมันดีเซลครั้งเดียว 3 บาทจนเกินไป เพราะการปรับราคาดีเซล 3 บาทต่อลิตร หมายความว่าราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเพียง 15.6% ในเดือน มี.ค.2548 เทียบกับการปรับเพิ่มถึง 33.8% ในปี 2533 ส่วนดัชนีราคาหุ้นไทยได้โน้มต่ำกว่าระดับ 700 จุดในการซื้อขายเมื่อวันที่ 22 มี.ค.อีกครั้งหนึ่ง การประกาศปรับตัวขึ้นของน้ำมันดีเซลลิตรละ 3 บาทได้มีขึ้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 22 มี.ค.นั้น ในขณะที่รัฐบาลยังต้องชดเชยกองทุนน้ำมันอยู่อีกลิตรละ 2.80 บาท จึงถือเป็นยกแรกของการทำงานในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัยที่ 2 เท่านั้น โดยเฉพาะราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้นไปแล้วนั้น โอกาสที่จะปรับตัวลดลงนั้นคงยาก โดยเฉพาะเป็นการปรับตัวขึ้นเพราะปัจจัยทางด้านต้นทุนสูงขึ้น ที่น่าจับตามองใกล้ชิดในยกที่สองต่อไป ก็คือปัจจัยทางด้านดอกเบี้ย ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย จะสามารถตรึงอัตราดอกเบี้ยของไทย ในระดับต่ำต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากมีแนวโน้มว่าจะถูกกระทบ จากอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลก ระลอกใหม่ โดยธนาคารกลางสหรัฐมีการประชุมวันอังคารที่ 22 มี.ค.อีกครั้งหนึ่ง ทำให้ตลาดคาดว่าจะปรับขึ้นอย่างน้อยอีก 0.25% จากระดับปัจจุบันอยู่ที่ 2.75% และจะเริ่มทรงตัวเมื่ออัตราดอกเบี้ยในปีนี้ยืนอยู่ในระดับ 4%
|