หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ทำไมดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่น ของไทยไม่ดีขึ้นเสียที

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9874

ทุกครั้งที่มีรายงานผลของการสำรวจเกี่ยวกับดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของไทยปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน ก็จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กัน 2-3 วัน ผู้นำประเทศอาจจะออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหา แล้วก็เงียบหายไป จนกว่าจะมีรายงานฉบับใหม่เผยแพร่ออกมา จึงมาพูดกันใหม่

การพูดถึงเรื่องคอร์รัปชั่นในประเทศไทยจึงกลายเป็นแค่เสียงบ่น แล้วก็เงียบหายไป ผู้มีอำนาจขาดความจริงใจในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ผลการสำรวจไม่ว่าจะเป็นที่จัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ (เพิร์ก) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในฮ่องกง และดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการให้คำปรึกษากับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจในเอเชีย หรือที่จัดทำโดยองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (ทีไอ) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศเยอรมนี เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ให้ภาพที่ตรงกันว่าภาพลักษณ์ของการคอร์รัปชั่นในสายตาคนภายนอก ประเทศไทยยังคงมีระดับการคอร์รัปชั่นที่ค่อนข้างสูง

ทั้งนี้วิธีการวัดของเพิร์กและทีไอ มีความแตกต่างกัน โดยของเพิร์กเป็นการวัดระดับการคอร์รัปชั่นหรือความสกปรก ดังนั้น ถ้าคะแนนต่ำถือว่ามีการคอร์รัปชั่นน้อย ถ้าคะแนนมากมีการคอร์รัปชั่นมาก ส่วนของทีไอเป็นการวัดความโปร่งใส หรือความสะอาด ดังนั้น ถ้าคะแนนสูงมีคอร์รัปชั่นน้อย แต่ถ้าคะแนนน้อยมีคอร์รัปชั่นมาก โดยทั้ง 2 องค์กร ใช้คะแนน 0-10 เช่นเดียวกัน โดยในปี 2547 ประเทศไทยได้คะแนนของเพิร์กเท่ากับ 7.2 ส่วนในกรณีทีไอได้คะแนน 3.6 ซึ่งทั้ง 2 ดัชนีชี้ตรงกันว่าภาพลักษณ์ของเมืองไทยยังค่อนข้างมีคอร์รัปชั่นในระดับสูง

สิ่งที่น่าสนใจมากเช่นเดียวกันก็คือ อันดับ หรือคะแนนเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด ซึ่งพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก แม้ว่าประเทศไทยจะได้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี 2540 ซึ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา และการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ดัชนีก่อนและหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพ ของกลไกในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น และความไม่จริงใจของผู้บริหารประเทศ

ทั้งนี้การปฏิรูประบบราชการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้การคอร์รัปชั่นบางประเภทหดหายลงไปได้บ้าง แต่การคอร์รัปชั่นใหญ่ๆ ยังคงดำรงอยู่ และขยายตัวเติบใหญ่

การแพร่ระบาดของคอร์รัปชั่นในสังคมไทย นอกจากจะสร้างผลเสียทางด้านเศรษฐกิจ และการเมืองแล้ว ยังก่อให้เกิดค่านิยมที่ผิดๆ ในสังคมไทยด้วยเช่นกัน จากผลการสำรวจความคิดเห็นของเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับค่านิยมทางสังคม ในเรื่องการทำความดี และการทำความชั่ว พบความจริงอันน่าตกใจว่า เยาวชนรุ่นใหม่มีความเชื่อ เกี่ยวกับการทำความดีลดน้อยลงจนน่าใจหาย

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่พยายามต่อสู้กับปัญหาการคอร์รัปชั่น การต่อสู้ของบุคคลเหล่านี้ บางส่วนต้องแลกมาด้วยชีวิตจากภัยคุกคามของอำนาจเถื่อน

จากหนังสือวีรชนต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งจัดพิมพ์เผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นผลงานการศึกษาของเครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชนต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งเครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชน เคยมีบทบาทที่สำคัญ ในการต่อต้านการทุจริตการจัดซื้อยา และเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข จนนำไปสู่การสอบสวน ดำเนินคดี และสามารถจำคุกอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข รายงานฉบับนี้ได้เลือกศึกษาผู้นำท้องถิ่น 5 คน ใน 5 กรณีที่ออกมาต่อต้านกระบวนการที่จะงาบผลประโยชน์ของชาติ แต่ถูกสังหารเสียชีวิตในปี 2544

วีรชนเหล่านี้ประกอบด้วย จุรินทร์ ราชพล แกนนำคัดค้านการบุกรุกป่าชายเลนที่จังหวัดภูเก็ต ถูกสังหารเสียชีวิตในเดือนมกราคม 2544 นรินทร์ โพธิ์แดง แกนนำคัดค้านโรงโม่หินที่จังหวัดระยอง ถูกยิงเสียชีวิตในเดือนพฤษภาคม พิทักษ์ โตนวุธ ซึ่งคัดค้านโรงโม่หินที่จังหวัดพิษณุโลกถูกสังหารในเดือนเดียวกัน ทั้ง 3 กรณี เป็นกรณีการคัดค้านที่เกี่ยวข้อง กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ กรณีที่ 4 ฉวีวรรณ ปึกสูงเนิน พนักงานธุรการองค์การบริหารส่วนตำบลนากลาง จังหวัดนครราชสีมา ได้ถูกยิงเสียชีวิตในเดือนมิถุนายน ที่หน้าบ้านพักตัวเอง ในวันเดียวกันกับการเปิดซองประกวดราคา ในการจัดจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบล ที่ฉวีวรรณทำงานอยู่ และฉวีวรรณมีบทบาทในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุ ที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสาร ของผู้เข้าร่วมการประมูล สิ่งที่เธอดำเนินการคือ พยายามให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามระเบียบและโปร่งใส

ในอีกไม่กี่วันต่อมาสุวัฒน์ วงศ์ปิยะสถิตย์ ผู้นำกรณีคัดค้านโครงการบ่อขยะราชาเทวะ ที่จังหวัดสมุทรปราการ ก็ได้ถูกสังหารเสียชีวิตเช่นเดียวกัน

การศึกษาได้วิเคราะห์ทั้ง 5 กรณีศึกษา ไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ

(1) ลักษณะการคอร์รัปชั่นในท้องถิ่น มีลักษณะความเชื่อมโยง หรือเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐระดับชาติ กับอำนาจรัฐในระดับท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงการเชื่อมโยงระหว่างทุนในระดับชาติกับทุนท้องถิ่น ที่นำไปสู่การร่วมกันกินรวบ และการใช้อำนาจนอกระบบ ความรุนแรง ในการจัดการกับผู้ที่ขัดขวาง

(2) การมีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบของภาคประชาชน ดังที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ยังคงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ค่อนข้างยาก ตั้งแต่เริ่มต้นของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือการแสวงหาข้อมูล เป็นไปด้วยความยากลำบาก ตลอดจนการต้องเผชิญหน้ากับการข่มขู่คุกคามลอดจนอำนาจเถื่อน

(3) ขณะเดียวกันการจัดการกับความรุนแรงของอำนาจเถื่อนของอำนาจรัฐ เป็นไปอย่างล่าช้า และประสบความสำเร็จไม่มากนัก โดยในการดำเนินคดีผู้กระทำผิดทั้ง 5 กรณี ข้อมูลจากหนังสือเล่มนี้ระบุว่า

- คดีจุรินทร์ ราชพล ขณะนี้สามารถจับตัวผู้บงการฆ่าได้แล้ว

- คดีนรินทร์ โพธิ์แดง จับตัวผู้ต้องหาได้และประกันตัวออกไปแล้ว

- คดีพิทักษ์ โตนวุธ จับตัวผู้ต้องหาได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าไม่มีความผิด

- คดีฉวีวรรณ ปึกสูงเนิน ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้

- คดีสุวัฒน์ วงศ์ปิยะสถิต ศาลอาญาชั้นต้น พิพากษาประหารชีวิตผู้จ้างวาน และจำคุกตลอดชีวิตผู้ร่วมกระทำผิดอีก 4 คน

การเสียชีวิตของวีรชนต้านคอร์รัปชั่นทั้ง 5 ท่าน ในปี 2544 ไม่ได้มีผลทำให้สังคมไทยหรือรัฐบาลหันมาสนใจ และจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง เพราะยังคงเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเช่นนี้ต่อเนื่องมาอีกหลายกรณี ซึ่งรวมถึงการเสียชีวิตของคุณเจริญ วัดอักษร เมื่อปีที่แล้ว

รายงานการศึกษานี้ได้ตั้งคำถามที่สำคัญทิ้งท้ายไว้ 2 ข้อ คือ

1. ทำอย่างไรที่จะทำให้การตรวจสอบการคอร์รัปชั่นหรือการตรวจสอบอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของภาคประชาชน เป็นการกระทำซึ่งมีความหมายหรือเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง ที่สมควรต้องยกระดับให้เป็นวิธีทางอำนาจอันเข้มแข็ง เพียงพอที่จะทำให้กรอบการใช้อำนาจในสังคมไทย ตั้งอยู่บนฐานของสันติวี ความยุติธรรม และความเสมอภาคเท่าเทียม

2. เราจะแสวงหาทางออกเพื่อไปให้พ้นวัฏจักรความรุนแรงอย่างไร

ถ้าเราสามารถได้คำตอบทั้ง 2 ข้อได้ เราก็สามารถที่จะสร้างกระบวนการที่จะหยุดยั้งการคอร์รัปชั่นอย่างได้ผล

แต่ถ้ายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรง การใช้อำนาจในการข่มขู่ คุกคาม ทั้งนอกกฎหมาย และโดยการใช้กฎหมาย กับผู้ที่ออกมาต่อสู้ หรือคัดค้านการทุจริตคอร์รัปชั่นแล้ว ก็ป่วยการที่ผู้มีอำนาจจะคาดหวังว่า การคอร์รัปชั่นในประเทศไทย จะลดลงในอนาคต และดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของไทยจะดีขึ้น

หน้า 6