หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ธุรกิจมึนเมาเข้าตลาดหุ้น กรณีพิเศษต้องรอบคอบพิเศษ

รายงาน  *มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ*   มติชนรายวัน วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9873

วันที่ 23 มีนาคมนี้ สายตาของคนจำนวนมากในสังคม จะจ้องจับไปที่การประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะจะเป็นวันที่คณะกรรมการจะตัดสินใจว่าจะยอมให้ธุรกิจสุราเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือไม่

กวาดสายตามองไปนอกประเทศไทย การเปิดขายหุ้นธุรกิจสุราในตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แม้แต่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยหลายประเทศก็เดินหน้าไปก่อนแล้ว แต่นั่นคงไม่เพียงพอสำหรับเป็นคำอธิบาย ถึงเหตุผลสนับสนุนการอนุมัติได้

สิ่งที่ทำให้กรณีการร้องขอเข้าขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของธุรกิจสุราเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบอย่างยิ่ง อีกทั้งต้องถือเป็นกรณีพิเศษ ที่แตกต่างจากการพิจารณาการยื่นขอเข้าตลาดหลักทรัพย์ของธุรกิจทั่วๆ ไป เป็นเพราะลักษณะของตัวผลิตภัณฑ์ คือสุรา นั้นเข้าข่ายกลุ่มสินค้าอันตราย เพราะมีข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันชัดเจนว่า สุราเป็นสินค้าที่ก่ออันตรายต่อสุขภาพและสังคม ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์นั้นเป็นพิษต่อทุกอวัยวะที่ไหลผ่าน เป็นสารก่อมะเร็ง และเป็นสารเสพติด

ดังนั้น เหตุผลที่เคยใช้เป็นกรอบการพิจารณาธุรกิจทั่วๆ ไปในการอนุมัตินำเข้าตลาดหลักทรัพย์ เช่น เพื่อระดมทุนสู้กับสินค้าต่างชาติ หรือการกระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน และกระตุ้นเม็ดเงินให้ไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจ ฯลฯ จึงไม่อาจนำมาใช้กับกรณีของธุรกิจที่ปรากฏหลักฐานยืนยันว่า ยิ่งผลิตมาก บริโภคมาก ยิ่งก่อผลกระทบต่อสังคมมาก เช่นสุราได้

ข้อมูลชุดหนึ่งที่น่าสนใจในการนำมาใช้พิจารณาต่อกรณีนี้ก็คือ การสรุปบทเรียนจากประเทศที่ตัดสินใจนำธุรกิจประเภทนี้เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว

ขณะนี้ประเทศที่มีธุรกิจสุราอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ รัสเซีย เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี แอฟริกาใต้ จีน (ฮ่องกง) ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย ประเทศที่มีธุรกิจสุราในตลาดหลักทรัพย์น้อย ได้แก่ นอร์เวย์ มี 1 บริษัท คือ บริษัท ORKLA เป็นบริษัทร่วมทุน (Jointventure) กับ บริษัท คาร์ลสเบิร์ก (Carlsberg) ผลิตเบียร์ 2-3 ยี่ห้อ

จะเห็นว่า ในทวีปยุโรปมีการนำธุรกิจสุราเข้าตลาดหลักทรัพย์ค่อนข้างคึกคัก อย่างไรก็ตาม มีบางประเทศที่ไม่มีธุรกิจสุราในตลาดหลักทรัพย์เลย เช่น สวีเดน ฯลฯ

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา นำไปสู่ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า ประเทศที่มีนโยบายควบคุมการบริโภคสุราที่เข้มงวด และไม่มีบริษัทสุราในตลาดหลักทรัพย์ ประชากรจะดื่มน้อยและมีผลกระทบน้อย

ในข้อมูลระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลของประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมนี พบว่าประเทศฝรั่งเศส และประเทศเยอรมนี เกิดผลกระทบด้านลบจากการบริโภคสุรามากกว่า เช่น มีจำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากการป่วยด้วยโรคตับเรื้อรัง และโรคตับแข็งมากกว่า(13.36, 16.99, และ 5.35 ต่อแสนประชากรตามลำดับ) มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร จากยานยนต์มากกว่า (11.99, 7.86, และ 5.87 ต่อแสนประชากรตามลำดับ) และมีจำนวนการเกิดอุบัติเหตุจราจรบนถนน ที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์มากกว่า (ฝรั่งเศสไม่มีข้อมูล, เยอรมนี 30.9 และสวีเดน 11.34 ต่อแสนประชากรตามลำดับ)

และยังพบว่าข้อมูลที่น่าสนใจ คือประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมนี ซึ่งมีธุรกิจสุราอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ในประเทศหลายบริษัทนั้น (ฝรั่งเศสประมาณ 15 บริษัท เยอรมนีประมาณ 40 บริษัท) มีการดำเนินนโยบายควบคุมปัญหาการบริโภคสุราในภาพรวมของประเทศน้อยกว่า เช่น การไม่ควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่าที่ควร การกำหนดอายุขั้นต่ำของเยาวชน ที่จะซื้อสุราได้ไว้เพียง 16-18 ปี การจำกัดการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงบางส่วน หรือการปล่อยให้มีการขายปลีกอย่างเสรี โดยไม่ต้องขออนุญาตจากภาครัฐ

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสวีเดน ซึ่งไม่มีบริษัทสุราในตลาดหลักทรัพย์เลย จะพบระดับการให้ความสำคัญ กับการดำเนินนโยบายควบคุมปัญหา การบริโภคสุราในภาพรวมของประเทศ แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น มีการจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกือบหรือทุกวิถีทาง การกำหนดอายุขั้นต่ำของเยาวชนที่จะซื้อสุราได้ไว้สูงถึงอายุ 18-20 ปี การจำกัดการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยสิ้นเชิง หรือการผูกขาดการขายปลีกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยรัฐ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าความไม่จริงจังกับนโยบายการควบคุมปัญหาการบริโภคสุรา สอดคล้องไปกับการที่ประเทศนั้นๆ อนุญาตให้บริษัทสุราเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศ และสภาพดังกล่าว ได้ส่งผลให้เกิดผลกระทบ ตามมามากมาย เช่น ปริมาณการดื่มของประชากรเพิ่มขึ้น ปัญหาอุบัติเหตุและปัญหาสุขภาพ ก็มากกว่าประเทศที่จริงจัง กับนโยบายการควบคุมปัญหาการบริโภคสุรา และไม่อนุญาตให้นำบริษัทสุราเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศ

ข้อมูลจาก ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ช่วยอธิบายถึงความเกี่ยวโยงระหว่างการที่ธุรกิจสุราเข้าตลาดหุ้น กับความย่อหย่อนของนโยบายควบคุมการบริโภคสุราได้ชัดเจนมากขึ้น คือ ด้วยการแปรสภาพจากบริษัทที่ดำเนินการด้วยทุนตนเอง หรือกู้จากแหล่งทุนจำนวนหนึ่ง มาเป็นการเปิดขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้เกิดผู้ร่วมมีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจสีเทานี้เพิ่มขึ้น นำมาสู่การเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่การปกป้องผลประโยชน์แก่บริษัทอย่างชัดเจน

จุดที่อันตรายมากขึ้นก็คือ หากผู้ถือหุ้นเกี่ยวโยงไปถึงนักการเมือง ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดนโยบายระดับชาติ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาและออกนโยบายและมาตรการควบคุมการบริโภคสุรา ย่อมเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดการออกนโยบายที่มีประสิทธิภาพ เพราะจะไปเกี่ยวพันโดยตรงกับผลประกอบการของบริษัท

ศูนย์วิจัยปัญหาสุราชี้ด้วยว่า นอกเหนือจากผลเกี่ยวโยงอย่างตรงไปตรงมา ระหว่างการที่ธุรกิจสุราเข้าตลาดหลักทรัพย์ กับความย่อหย่อนต่อการกำหนดมาตรการควบคุมการบริโภคสุราดังกล่าว ยังมีความเกี่ยวโยงระหว่างสองปัจจัยดังกล่าว อย่างอ้อมๆ จากในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือ จากการที่นโยบายควบคุมการบริโภคสุราจะส่งผลกระทบต่อการทำกำไรของบริษัทสุรา ซึ่งจะส่งผลต่อราคาหุ้นของธุรกิจสุรา อาจเป็นผลให้ตลาดดัชนีหลักทรัพย์ (Set index) อ่อนไหวตาม ย่อมอาจทำให้มีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง จนเกิดผลกระทบกลับมายับยั้งการดำเนินนโยบาย เพื่อควบคุมการบริโภคสุราในที่สุด ย่อมส่งผลให้เกิดการบริโภคมากได้เช่นกัน

นี่คือบทเรียนจริงจากต่างประเทศ ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อกระบวนการตัดสินใจ ในเรื่องที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวางครั้งนี้

หน้า 2