หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทางออกดีเซล "แบ่งรับภาระ" ชาวบ้าน 2 บ. โรงกลั่นร่วมแบก "1บาท"

มติชนรายวัน วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9873

"สมคิด"ชงเข้า"ครม." ผู้ค้าโวยกักตุนน้ำมัน

รมว.พลังงาน ชง"ทักษิณ" 3 แนวทางขึ้นดีเซลไม่เกิน 3 บาทต่อลิตร แต่ถ้าราคาโลกลดก็ลอยตัวเลย ดันลดสำรองน้ำมันจาก 5% เหลือ 3% ลดต้นทุนการจัดเก็บ พร้อมเตรียม 2 มาตรการประหยัดพลังงานรองรับ

**ชง"ทักษิณ"3แนวทางขึ้นดีเซล

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม นายวิเศษ จูภิบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในวันที่ 22 มีนาคมนี้ จะเสนอแนวทางการปรับราคาน้ำมันดีเซลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พิจารณา 3 แนวทาง ซึ่งมีทั้งการปรับครั้งเดียว และทยอยปรับ ซึ่งรวมแล้วไม่เกิน 3 บาทต่อลิตร เพราะเป็นระดับที่เหมาะสม ไม่กระทบต่อภาคต่างๆ มากนัก ทั้งนี้จะช่วยลดภาระการตรึงราคาน้ำมันได้ 150 ล้านบาทต่อวัน หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง อาจจะได้จังหวะลอยตัวราคาได้ แต่ถ้าราคาคงที่หรือปรับขึ้นมากก็ต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีการปรับราคาอีกหรือไม่

"ต้องมาพิจารณาดูว่า ถ้าปรับครั้งละ 1.50 บาท กับ 3 บาท ผลกระทบแตกต่างกันอย่างไร ถ้าไม่แตกต่างกันมากนัก ก็ปรับทีเดียว 3 บาทเลยดีกว่า" นายวิเศษกล่าวและยืนยันว่าจะไม่มีการลดสเปคคุณภาพน้ำมันดีเซล เพราะจะเป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อม และเป็นปัญหากับธุรกิจปิโตรเคมี ส่วนเรื่องค่าการกลั่นภาครัฐก็จะไม่เข้าไปแตะ เพราะเป็นระบบการค้าเสรี

**"วิเศษ"เล็งลดสำรองน้ำมันเหลือ3%

นายวิเศษกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาจะปรับลดสำรองน้ำมันของประเทศตามกฎหมายจากระดับ 5% ของกำลังการผลิตสำหรับโรงกลั่นน้ำมัน และ 5% ของปริมาณการขาย สำหรับบริษัทน้ำมัน ให้เหลือประมาณ 3% เพื่อลดภาระต้นทุนการจัดเก็บน้ำมัน และช่วยทำให้ราคาน้ำมันในประเทศถูกลง ซึ่งสามารถทำได้อยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ไทยก็ใช้สำรองน้ำมันที่ 3% มาใช้ระดับ 5% เมื่อช่วงสงครามอิรัก เพราะเป็นห่วงเรื่องการจัดหาน้ำมัน ในขณะที่ปัจจุบันก็ไม่มีปัญหาแล้ว

**ดันลดภาษีนำเข้ารถใช้ก๊าซเอ็นจีวี

นายวิเศษกล่าวว่า ส่วนการประหยัดพลังงาน ได้เตรียม 2 มาตรการหลักไว้รองรับ ประกอบด้วย 1.การหาพลังงานอื่นมาใช้แทนน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซล เช่น ก๊าซโซฮอล์ และก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ โดยจะหามาตรการเร่งส่งเสริมให้มีการใช้มากขึ้น เช่น อาจจะมีการนำเข้ารถยนต์ที่ใช้เอ็นจีวีมาใช้แทนรถยนต์เครื่องดีเซล โดยเสนอให้กระทรวงการคลังลดภาษีรถยนต์ ส่วนการส่งเสริมการใช้ก๊าซโซฮอล์ จะมีการส่งเสริมเร่งรัดให้บริษัทน้ำมันเปิดสถานีบริการให้มากขึ้นเป็น 50% ของสถานีบริการที่มีอยู่ภายในปีนี้ จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 700 แห่ง

นายวิเศษกล่าวถึงมาตรการที่ 2 คือ การณรงค์ให้ภาคต่างๆ ลดการใช้น้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูง จะเสนอให้กระทรวงการคลัง พิจารณาใช้มาตรการภาษี จูงใจให้โรงงานมีการประหยัดน้ำมันมากขึ้น

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า 3 แนวทางที่กระทรวงพลังงานจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา ประกอบด้วย 1.ปรับขึ้นครั้งเดียวไม่เกิน 3 บาทต่อลิตร เพื่อให้เพดานราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ระดับไม่เกิน 18 บาทต่อลิตร 2.ทยอยปรับครั้งละ 1 บาท และ 3.ปรับขึ้นทันที 3 บาท แล้วมาพิจารณาราคาน้ำมันในตลาดโลกอีกครั้งในช่วงกลางปี หากราคาน้ำมันปรับขึ้นมาก ก็อาจจะทยอยปรับขึ้นอีกครั้งละประมาณ 1 บาท

**เชื่อ"สมคิด"เสนอให้ขึ้นทีเดียว3บ.

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในวันที่ 22 มีนาคม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิเศษ จะเข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เวลา 07.00 น. เพื่อรายงานแนวทางการปรับราคาน้ำมันดีเซล ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยมีแนวโน้มว่า จะมีการเสนอให้ขึ้นราคาน้ำมันดีเซลครั้งเดียวลิตรละ 3 บาท แต่ผู้บริโภคจะซื้อน้ำมันในราคาที่สูงขึ้นเพียงลิตรละ 2 บาท คือราคาลิตรละ 17.19 บาท โดยภาระราคาน้ำมันที่เหลืออีก 1 บาท จะให้โรงกลั่นน้ำมันรับภาระ โดยการปรับลดค่าการกลั่นที่ปัจจุบันโรงกลั่นได้ในส่วนน้ำมันดีเซลประมาณ 16 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

**ปั๊มอิสระโวยไม่มีดีเซลขาย

แหล่งข่าวจากวงการน้ำมัน กล่าวว่า วันเดียวกันนี้ จ๊อบเบอร์ (ยี่ปั๊ว) จำนวนมาก ได้นำรถไปรอคิวที่คลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ เพื่อขอซื้อน้ำมันดีเซล แต่ผู้ค้าน้ำมันทุกค่ายปฏิเสธการขาย แจ้งว่าไม่มีน้ำมัน ส่งผลให้ผู้ค้าน้ำมันรายย่อยโดยเฉพาะปั๊มอิสระถูกปฏิเสธการขายจากจ๊อบเบอร์อีกทอดหนึ่ง

นายสมภพ ธนะธีรพงศ์ นายกสมาคมผู้ค้าน้ำมัน กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากจ๊อบเบอร์ส่วนใหญ่ว่า ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ในประเทศเริ่มกักตุนน้ำมันโดยปฏิเสธการจำหน่าย ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันอิสระไม่มีน้ำมันเพียงพอในการจำหน่ายให้ลูกค้า

**แฉจ๊อบเบอร์เตรียมเก็งกำไร

นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทน้ำมันต้องควบคุมการขายน้ำมันให้พวกจ๊อบเบอร์ เพื่อป้องกันกักตุนในการเก็งกำไร เนื่องจากจ๊อบเบอร์ มีคลังที่สามารถกักเก็บน้ำมันได้ถึง 1 ล้านลิตร หากราคาปรับขึ้น 3 บาทต่อลิตร ก็ได้กำไร 3 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นผู้ค้าน้ำมันทั่วไปก็จะขายให้ตามปกติเพราะผู้ค้าน้ำมันไม่ได้มีคลังพอที่จะกักตุน "ช่วงก่อนมีข่าวขึ้นราคาดีเซลเปรียบเทียบกับช่วงที่มีข่าวขึ้น มียอดสั่งซื้อดีเซลเพิ่มสูงขึ้น 20-30% ต่อวัน ถ้าไม่ดูแลส่วนนี้น้ำมันจะไม่ถึงผู้ใช้" นายมนูญกล่าว

นายอภิสิทธิ์ รุจิเกียรติกำจร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เหตุที่ ปตท.ไม่ขายให้จ๊อบเบอร์เพราะต้องขายให้ลูกค้า ปตท.ก่อน เพราะช่วงนี้น้ำมันดีเซลขาดแคลนเนื่องจากโรงกลั่นปิดซ่อมบำรุงจน ปตท.ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมา 2 ล็อต ล็อตละ 10 กว่าล้านลิตร

**"ปิยสวัสดิ์"เชียร์ให้ขึ้นรวดเดียว

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สนับสนุนให้รัฐบาลปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งเดียว 3 บาท ดีกว่าปรับแบบขั้นบันได เพราะหากค่อยๆ ขยับขึ้นกองทุนก็มีภาระสูง แต่ไม่เห็นด้วยหากรัฐจะลดคุณภาพน้ำมันดีเซล หรือลดสำรองน้ำมันจาก 5% เหลือ 3% เพราะได้ไม่คุ้มเสีย ส่วนการลดค่าการกลั่น หากมีการแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งของรัฐโดยตรง หรือให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เจรจากับโรงกลั่นก็เป็นปัญหาทั้งนั้น ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในนโยบายของรัฐบาลในอนาคต กระทบต่อหุ้นรัฐวิสาหกิจที่จะกระจายหุ้น เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โรงกลั่นน้ำมันระยอง โรงกลั่นสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง เป็นต้น

**ส.ว.จี้เลิกเก็บภาษีสรรพาสามิต

นายโสภณ สุภาพงษ์ ส.ว.กทม. อดีตผู้บริหารบริษัทบางจากปิโตรเลียมฯ กล่าวว่า การขึ้นราคาน้ำมันดีเซล จะทำให้มีการขึ้นราคาสินค้า และค่าโดยสาร เพราะคนที่ใช้น้ำมันดีเซลส่วนใหญ่ใช้สำหรับการค้าขาย ดังนั้น ต้องทบทวนภาษีสรรพสามิตและควรจะลดลงมาให้เหลือศูนย์ เก็บเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 99 สตางค์ต่อลิตร และควรยกเลิกเงินที่นำไปชดเชยก๊าซ โดยควรให้ ปตท.กับรัฐบาลดูแล เพราะบริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย(ปตท.) จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ที่นำทรัพยากรทั้งก๊าซ และน้ำมันของคนไทยมาขายให้คนไทย

"ขณะนี้ ปตท.มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 68,000 ล้านบาท หรือ 65% ซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้ตกอยู่กับผู้ที่เล่นหุ้น ปตท. ขณะเดียวกันควรยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งแต่ละปีเก็บไปกว่า 1,000 ล้านบาท รวมแล้วกองทุนนี้มีเงินกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท เพราะไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่นำมาใช้เป็นค่าโฆษณา" นายโสภณกล่าว

**กลุ่มยานยนต์ขอขึ้นแบบขั้นบันได

นายนินนาท ไชยธีระภิญโญ ประธานคลัสเตอร์ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลควรจะทยอยปรับขึ้นราคาดีเซลแบบขั้นบันไดเพราะหากปรับขึ้นแรงเกินไปจะช็อคตลาดและมีผลกระทบต่อการดูแลเรื่องราคาสินค้า "ขณะนี้ก็น่าเป็นห่วงเช่นกันว่า จากราคาน้ำมันแพง ปัญหาภัยแล้ง และอัตราดอกเบี้ยขึ้นจะกระทบด้านเศรษฐกิจ ทำให้ยอดขายสินค้าอาจไม่ขยายตัวตามที่คาด แต่กลุ่มยานยนต์ยังไม่ปรับเป้าประมาณการเดิมที่คาดว่าปีนี้จะมียอดขายเพิ่มขึ้น 10% หรือคาดว่าจะมียอดขายประมาณ 680,000-700,000 คัน" นายนินนาทกล่าว

**10ล้อขอเพิ่มบรรทุกเป็น31.5ตัน

นายวัฒนา รัตนวงศ์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า สมาคมและกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งพืชผลทางการเกษตรที่ทำหน้าที่รับจ้างโรงสีบรรทุกข้าวเปลือกและข้าวสาร เห็นว่ารัฐบาลควรปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 3 บาทต่อลิตรในครั้งเดียว เพื่อขอปรับเพิ่มต้นทุนการขนส่งครั้งละ 10-15% เพราะถ้าทยอยปรับครั้งละ 60 สตางค์ต่อลิตร จะส่งผลต่อการคิดต้นทุนขนส่งจะลำบาก ทั้งนี้ สมาคมจะขอเพิ่มน้ำหนักการบรรทุกจาก 26 ตัน เป็น 31.5 ตัน เพื่อชดเชยราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น หากสามารถเพิ่มน้ำหนักได้สมาคมจะไม่ขึ้นราคาค่าบรรทุก พร้อมทั้งจ่ายค่าภาษีทะเบียนรถเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เพื่อช่วยรัฐบาลในการซ่อมแซมถนน

**"สุริยะ"ชี้ถนนรับน้ำหนักได้แค่30ตัน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลและจะประชุมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการขนส่ง หอการค้าภายในสัปดาห์นี้ เพื่อหาข้อสรุปในแนวทางที่ดีที่สุด คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ จากการศึกษาเดิมถนนสายหลักของกรมทางหลวงรับน้ำหนักเฉลี่ยได้ 30 ตัน หากให้บรรทุกเพิ่มถนนจะเสียเร็วขึ้น การซ่อมก็ถี่ขึ้นซึ่งจะทำให้รถติดเพราะปิดถนนบ่อย ซึ่งต้องพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่ ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่มีปัญหาดังกล่าวเพราะใช้รถคอนเทนเนอร์ในการขนส่งซึ่งปลอดภัยสูง หากไทยจะใช้บ้าง เบื้องต้นจะลงทุนสูงมากแต่ระยะยาวจะดี

**ทล.แฉผ่อนผัน26ตันถนนชำรุดมาก

นายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า ถ้ามีนโยบายให้ปรับเพิ่มน้ำหนักบรรทุก กรมจะเสนอขอเพิ่มงบประมาณด้านซ่อมบำรุงควบคู่ไปด้วย เพราะปัจจุบันงบฯซ่อมบำรุงที่ได้รับไม่สอดคล้องกับความเสียหายของถนน แต่ละปีได้รับงบฯซ่อมเฉลี่ย 8,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งถนนทั่วประเทศมี 60,000 กว่ากิโลเมตร เฉลี่ยแต่ละปีจะมีงบฯซ่อมถนนประมาณ 120,000 บาทต่อกิโลเมตร ขณะที่ความเป็นจริงควรจะต้องได้งบฯซ่อม 250,000 บาทต่อกิโลเมตร หรือ 2% ของค่าก่อสร้างรวมแต่ละปีเพื่อให้ทันกับความเสียหายของถนนที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ หลังจากมีการผ่อนผันให้บรรทุกได้ 26 ตัน (จากปกติไม่เกิน 21 ตัน) ช่วง 2 ปีที่ผ่านมายังไม่ได้รับงบฯซ่อมเพิ่มแต่อย่างใด ทำให้สภาพถนนชำรุดมากขึ้น

**น้ำมันโลกอ่อนตัวเล็กน้อย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบไลต์ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงสำหรับราคาน้ำมันเกรดอื่นๆ นั้น เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ได้อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 56.59 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมอยู่ที่ระดับ 56.75-56.99 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายหลังนายอาลี นายมี รัฐมนตรีน้ำมันแห่งซาอุดีอาระเบีย ได้ออกมาแถลงยืนยันว่า ซาอุดีอาระเบียยังมีกำลังผลิตน้ำมันดิบสำรองอยู่อีกมากถึงวันละ 1.5 ล้านบาร์เรล และพร้อมที่จะนำออกใช้หากประมาณความต้องการน้ำมันดิบในโลก ยังอยู่ในระดับสูง

ส่วนราคาน้ำมันรถยนต์ที่สหรัฐในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2.10-2.29 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน หรือประมาณ 21-23 บาทต่อลิตร ตามระดับราคาน้ำมันดิบไลต์ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย

หน้า 1


"ปชป."เสนอ7มาตรการแก้น้ำมัน

มติชนรายวัน วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9873

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า เนื่องจากราคาน้ำมันไม่มีแนวโน้มจะลดลง มาตรการตรึงราคาใช้ต่อไปอีกไม่ได้ เพราะขณะนี้เกิดภาระหนี้จากการตรึงราคาสูงถึง 76,433 ล้านบาท จึงควรมีการวางแผนระยะยาว ทางพรรคมีข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว 7 ข้อ คือ (1) ประกาศกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ในการยกเลิกการตรึงราคาน้ำมัน เช่น 4-6 เดือน เพื่อสร้างความแน่นอนและให้กลไกราคากลับสู่ภาวะปกติ (2) พรรคไม่เห็นด้วยกับการลดการตรึงราคา 3 บาทต่อลิตร แต่รัฐบาลควรลดภาระของประชาชน ด้วยการประกาศลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ที่ขณะนี้เก็บอยู่ 2.30 บาทต่อลิตร ให้เป็นอัตรายืดหยุ่น หรือขั้นบันไดตามราคาน้ำมัน (3) รัฐบาลควรประกาศมาตรการเฉพาะสำหรับกลุ่มต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาน้ำมันมากเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มประมง ภาคขนส่ง นอกจากมาตรการด้านภาษี

(4) รัฐบาลต้องไม่ลดการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม เพื่อนำมาชดเชยกองทุนน้ำมัน เพราะจะเป็นการซ้ำเติมผู้บริโภค และจะทำให้สับสนในเรื่องต้นทุน (5) รัฐบาลควรรับภาระหนี้ของกองทุน จำนวน 76,433 ล้านบาท มาเป็นหนี้ของรัฐโดยตรง และใช้ภาษีที่จัดเก็บเกินเป้าในปีนี้กว่า 70,000 ล้านบาท มาชดเชย เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชนในอนาคต และไม่ควรใช้เอสพีวี (นิติบุคคลเฉพาะกิจ) เพราะไม่ได้แก้ปัญหา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบปัญหา (6) การดำเนินการตามข้อเสนอข้างต้น จะทำให้รัฐบาลประเมินต้นทุนราคาสินค้า เพื่อใช้เป็นดัชนีอ้างอิง ในการควบคุมราคาสินค้าได้แม่นยำมากขึ้น และ (7) ในระยะยาว รัฐบาลต้องส่งเสริมพลังงานทางเลือก เพื่อลดภาระการพึ่งพาน้ำมันของประเทศ และเร่งศึกษารูปแบบการให้ผู้ค้าน้ำมันมีส่วนร่วมรับภาระในช่วงราคาน้ำมันแพง

"หากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 22 มีนาคม ที่จะมีการพิจารณาเรื่องการแก้ปัญหาน้ำมัน จะนำข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ไปพิจารณา ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มทางเลือก เพื่อให้กลไกกลับสู่ภาวะปกติชัดเจน" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

หน้า 13